- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 24 ญาติผู้พี่
ตอนที่ 24 ญาติผู้พี่
ตอนที่ 24 ญาติผู้พี่
ตอนที่ 24 ญาติผู้พี่
เขาใช้เพียงประโยคเดียวเพื่อกำหนดทิศทางธุรกิจ แม้กระทั่งด้วยพื้นฐานจากชาติปางก่อนของหนิงอี้ พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงพลังและคณะกลุ่มที่ปรึกษาขนาดใหญ่ ก็ยังต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสุดขั้วถึงจะเป็นไปได้ แต่ถ้าจะให้เปลี่ยนการตัดสินใจทางธุรกิจที่อีกฝ่ายตัดสินใจไปแล้ว หากไม่มีการเตรียมการรอบด้าน ก็แทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน ทว่า เหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่เหมือนกัน
สิ่งที่หนิงอี้สามารถรับรู้ได้ แม้จะมาจากความเฉียบคมของตน แต่ในขอบเขตเหล่านี้ สำหรับตระกูลเหอแล้ว คือผลประโยชน์โดยตรง หนิงอี้อาจคาดเดาไปเรื่อย แต่พวกเขาอาจสงสัยมานานแล้ว กระทั่งก่อนที่หนิงอี้กับซูถานเอ๋อร์จะมาพบ พวกเขาอาจยังเต็มไปด้วยความสงสัยและทุกข์ใจ แล้วคำพูดหลุดปากของหนิงอี้กลับกลายเป็นสัญญาณว่า “ตระกูลซูรับรู้เรื่องนี้แล้ว” ในขณะที่ซูถานเอ๋อร์ไม่ได้สังเกตอะไร เพียงแค่มั่นใจว่าการค้าของตระกูลเหอต้องพังแน่นอน
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น หนิงอี้ได้แต่ทำหน้าอับจนหนทาง รู้สึกว่าตนตอบสนองไปโดยสัญชาตญาณเกินไป ทำการค้าจนลุ่มหลงจนไม่อาจหนีจากการชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ไปได้ทั้งชีวิต ข้างกาย ซูถานเอ๋อร์เต็มไปด้วยความสงสัยทว่ามีทางออกก็เป็นเรื่องดี แล้วก็เข้าไปเจรจาต่อ เดิมทีหนิงอี้คิดจะไปซื้อหนังสือที่ร้านทางตะวันออกของเมือง แต่ก็ไปไม่ได้เสียแล้ว จนกระทั่งเย็น พวกเขาจึงกลับไปด้วยกัน บนรถม้าซูถานเอ๋อร์ยังเต็มไปด้วยความฉงน
ผ่านไปอีกหลายวัน จวนจะถึงเดือนสิบสอง ตระกูลซูก็เริ่มคึกคัก แม้หิมะจะโปรยปราย แต่ใกล้ปีใหม่แล้ว เหล่าผู้จัดการร้านจากเมืองใกล้เคียงต่างทยอยมารวมที่จวนซู เพื่อสรุปผลประจำปีและแบ่งผลกำไร อีกทั้งบรรดาญาติพี่น้องก็มารวมกันเพื่อเตรียมเฉลิมฉลอง ปีใหม่นี้หน้าหลังของจวนซูจึงมีผู้คนเข้าออกไม่ขาด
ในเมืองเจียงหนิง บ้านมั่งคั่งมีมาก ทุกปีภาพเช่นนี้พบได้ทั่วไป ช่วงหลายวันนี้ซูถานเอ๋อร์ทั้งต้องติดต่อกับตระกูลเหอ ตรวจสอบบัญชีประจำปี และต้องรับมือกับญาติที่ไม่ได้พบกันมานาน จนสาวใช้ทั้งฉานเอ๋อร์ เจวียนเอ๋อร์ และซิ่งเอ๋อร์ ต่างก็ยุ่งวุ่นวายกันไปหมด วันนั้นพอกลับจากข้างนอก หิมะยังคงโปรยปรายอยู่ รถม้าหลายคันจอดเรียงอยู่หน้าประตูใหญ่ ซูถานเอ๋อร์มีธุระที่ต้องเข้าทางประตูใหญ่ จึงให้รถม้าตนไปเข้าทางด้านข้าง เวลานั้นมีบ่าวกำลังขนหีบใหญ่สี่ห้าหีบเข้าไป นางจึงยืนรออยู่กับซิ่งเอ๋อร์
วันนั้นซูถานเอ๋อสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ ปกคอที่ฟูฟ่องยิ่งขับให้ใบหน้างามสง่าโดดเด่น ดูยังมีความสดใสแบบสาวน้อย แต่แฝงไปด้วยท่าทีสงบนิ่งอิสระที่ฝึกฝนมาหลายปี ทุกวันนี้นางเป็นที่รู้จักในแวดวงการค้าของเจียงหนิง เดิมก่อนแต่งงานก็เคยแต่งตัวเป็นบุรุษบ้าง แต่ไม่เคยปกปิดตัวตนสตรี ผู้คนมองนางเหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่เหมือนพ่อค้าแม่ค้า จนหลังเจรจาการค้าเสร็จ จึงค่อยรับรู้ถึงความเฉียบแหลม และหลายคนกล่าวกันว่า หากนางเกิดเป็นบุรุษ ป่านนี้คงเป็นหัวหน้าสมาคมทอผ้าเจียงหนิงแทนตระกูลอู๋ไปแล้ว
ในยุคที่ให้ความสำคัญต่อบุรุษ ซูถานเอ๋อร์จึงมีข้อจำกัดมาก แต่ขณะเดียวกันบุรุษที่ทำการค้ากับสตรีก็มักมีความรู้สึกแปลกประหลาด หรือประเมินต่ำไป หรือพึงพอใจ นางเหนือกว่าคนอื่นเพราะสามารถพลิกความไม่สะดวกนั้นมาเป็นประโยชน์ สร้างข้อได้เปรียบจากข้อเสียที่ไม่อาจเปลี่ยน หากหนิงอี้เห็น คงรู้สึกสงสารและชื่นชม แต่ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจถึงความน่าสงสารและน่ารักนั้น คนในจวนซูกลับคุ้นเคยกับท่าทีของคุณหนูรองแล้ว ไม่ว่าจะด้านความแหลมคม ความงดงาม หรือความอ่อนโยน หรือการค่อยๆ รับภาระของตระกูลใหญ่ เมื่อเห็นนางยืนอยู่ไม่นานก็มีผู้ดูแลวิ่งมา
“พวกเจ้าทั้งหลาย ยังไม่รีบหลีกไปอีกหรือ ไม่เห็นหรือว่าคุณหนูรองกลับมาแล้ว”
ผู้ดูแลนั้นโบกมือให้พวกบ่าวรีบหลีก ซูถานเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อย่าเลยๆ ท่านลุงฉี ให้พวกเขาเข้าไปก่อนเถอะ แบกมาครึ่งทางแล้ว จะให้หันกลับออกมาก็ลำบาก ให้พวกเขาเข้าไปก่อนเถอะ…”
พอได้ฟังคำของนาง ผู้ดูแลที่เรียกว่าท่านลุงฉีก็จำต้องให้พวกบ่าวค่อยๆ ขนเข้าไป ซูถานเอ๋อร์จึงถามขึ้น “ท่านลุงฉี ทำไมของพวกนี้ไม่เข้าทางด้านข้าง”
“ของที่ท่านสามนซื้อมาน่ะขอรับ เป็นพวกเครื่องประดับสารพัด บอกว่าจะใช้รับปีใหม่ ของพวกนี้ต้องวางที่โถงหน้า เห็นว่าไม่มีคนมาก็ให้คนรีบขนเข้าไป แล้วคุณหนูรอง วันนี้ท่านผู้ว่าซ่งมาถึงแล้ว ตอนนี้กำลังทดสอบวิชาความรู้เด็กหนุ่มๆ อยู่ที่เรือนโน้นขอรับ”
“อ้อ ท่านผู้ว่ามาแล้วหรือ”
ตระกูลซูทำการค้ามานาน แม้ไม่ใช่ตระกูลบัณฑิต แต่ก็มีความสัมพันธ์กับขุนนางมากมาย ความสัมพันธ์เหล่านั้นส่วนมากไม่ลึกซึ้งนัก ทว่าเกี่ยวพันกับซ่งเหมา ผู้ว่าราชการในแถบเสินโจว กลับค่อนข้างแน่นแฟ้น เพราะฮูหยินเอกของท่านลุงรองซูจ้งข่านเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกับซ่งเหมา บ้านซ่งเคยมีขุนนางเล็กๆ ออกมา เมื่อซ่งเหมามีตำแหน่ง ตระกูลซูก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ไว้ จึงถือว่าเป็นที่พึ่งสำคัญของตระกูลซู แม้อำนาจของผู้ว่าจะไม่ถึงเจียงหนิง แต่การค้าที่เสินโจวกลับสะดวกยิ่ง
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเหมาได้เป็นผู้ว่าก็เพราะมีความรู้เป็นเลิศ หลายปีมานี้ตระกูลซูอยากเปิดทางด้านบัณฑิต ทุกปีที่ซ่งเหมามาเยี่ยมช่วงปีใหม่ ผุ้อาวุโสใหญ่ซูมักจะจัดให้บุตรหลานมาทดสอบความรู้ ซ่งเหมาผู้นี้มีชื่อเสียงด้านความตรงไปตรงมา การสอบความรู้แต่ละครั้งพูดคำดีๆ ไม่มาก แต่คำตัดสินมักแม่นยำเสมอ
ด้วยเหตุที่มีเส้นสายเช่นนี้ ทุกครั้งซ่งเหมามาเยี่ยมก็จะแฝงบอกเป็นนัยถึงความเกี่ยวพันกับตระกูลซู ทำให้ธุรกิจสะดวกขึ้น แต่ความสัมพันธ์สนิทอยู่ที่ท่านลุงรอง ซูถานเอ๋อร์ฟังแล้วก็พยักหน้าเบาๆ ไม่ได้แสดงความยินดีนัก ส่วนเรื่องสอบความรู้นั้น ทุกปีก็เช่นนี้ ตระกูลซูคงไม่มีวาสนาเกิดบัณฑิต อีกทั้งสามีตนก็ทำเรื่องสอนหนังสืออย่างตามใจ แต่ก่อนอาจารย์บังคับเรียนทั้งวัน สามีตนกลับให้เรียนเพียงหนึ่งชั่วยาม อีกเวลาที่เหลือก็เล่านิทาน ฟังเพลินก็จริง แต่เรื่องความรู้จะได้ประโยชน์แค่ไหนก็ไม่อาจเข้าใจ ขอเพียงคราวนี้อย่าโดนดุด่าแล้วกัน
ทางนั้นหีบใหญ่ก็ขนเข้าไปหมดแล้ว ครู่ต่อมาเจวียนเอ๋อร์ก็วิ่งออกมาอย่างเหนื่อยหอบ “คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะญาติผู้พี่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ กำลังรอคุณหนูอยู่… อ้อ ท่านผู้จัดการสีกับท่านผู้จัดการลั่วเพิ่งมาถึง เหมือนเรื่องตระกูลเหอจะลงตัวแล้ว มาบอกข่าวดี… ฮิฮิ คุณหนู แบบนี้นับว่าเป็นมงคลสองชั้นใช่ไหมเจ้าคะ”
ตระกูลซูมีญาติหลายคน แต่ที่เจวียนเอ๋อร์เรียกเช่นนี้ น่าจะมีเพียงตระกูลเดียว ตอนเด็กซูถานเอ๋อร์เป็นบุตรีเพียงคนเดียวของเรือนใหญ่ ท่านพ่อซูป๋อหยงไม่มีบุตรชาย จึงมีความขัดเคืองอยู่บ้าง แม้ไม่ดุด่า แต่ก็แสดงความเมินเฉยบ้างเป็นระยะ เมื่อเริ่มเข้าใจโลกในฐานะสตรี ซูถานเอ๋อร์ก็เคยโดดเดี่ยว เคยดื้อรั้น จนมีสหายสนิทก็เพียงสามสาวใช้และบุตรีคนโตของซูอวิ๋นซง ยญาติผู้พี่ผู้จัดการร้านที่เจียงหนิง
บุตรีของซูอวิ๋นซงมีชื่อว่าซูตานหง อายุมากกว่าซูถานเอ๋อร์ครึ่งเดือน เด็กๆ เคยเป็นคนซุกซนร่าเริงเหมือนบุรุษ แต่พอโตขึ้นกลับค่อยๆ เรียบร้อยขึ้น ต่อมาซูอวิ๋นซงไปจัดการธุรกิจต่างเมือง ภรรยาและบุตรีจึงย้ายตามไป แต่ทุกปีที่กลับมา สองสาวก็จะได้พบกัน พูดคุยถึงอดีตและอนาคต ปีที่แล้วญาติผู้พี่ผู้นี้แต่งงาน สามีเป็นผู้จัดการร้านหนุ่มของตระกูลซู ใช้ชีวิตเป็นสุข ปีนี้ขณะที่ซูถานเอ๋อร์แต่งงาน นางคลอดบุตรชายพอดีจึงมาไม่ได้ ครั้นได้ยินจากเจวียนเอ๋อร์ว่านางมาถึงแล้ว ซูถานเอ๋อร์ยิ้มด้วยความยินดี “ดีจริง พี่สาวอยู่ที่ไหน”
“อยู่ที่เรือนโน้นเจ้าค่ะ พอดีเจอท่านผู้จัดการสีกับท่านผู้จัดการลั่วก็เลยคุยกันอยู่ ฉานเอ๋อร์ก็อยู่ตรงนั้นด้วยเจ้าค่ะ”
ซูถานเอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ดี ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจวียนเอ๋อร์ เจ้ากับซิ่งเอ๋อร์เอาสมุดบัญชีพวกนี้ไปส่งเถอะ ข้างบนส่งไปห้องบัญชี ข้างล่างส่งไปให้ท่านพ่อ”
ซิ่งเอ๋อร์ที่ตามอยู่ด้านหลังอุ้มสมุดบัญชีมากองใหญ่ ซูถานเอ๋อร์สั่งงานแล้วก็แยกทางกัน นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงิน แล้วเดินยิ้มเข้าสู่เรือนด้านใน
สองสตรีเมื่อมาพบกัน จะซุบซิบบ่นเรื่องใดคงไม่มีแบบแผน แต่สองสตรีที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานและไม่ได้เจอกันมาหลายวัน เมื่อพบกัน ย่อมต้องคุยเรื่องเกี่ยวกับสามีของตนเองเป็นส่วนใหญ่
เดินผ่านลานเรือนหลายแห่ง เส้นทางระหว่างสวนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ยังไม่ทันถึงเรือนที่ตนพักอาศัย ซูถานเอ๋อร์ก็ได้พบกับญาติผู้พี่ที่ห่างหายไปนาน ราวกับเข้ากับชื่อที่ไพเราะของนาง สตรีที่งดงามอ่อนโยน แม้แต่งงานแล้วก็ยังสวมชุดสีแดง หลังจากทักทายกันเล็กน้อย ก็ถามถึงสภาพของสามีซูถานเอ๋อร์อย่างหนิงอี้
“พี่สาวคิดจะมาพบน้องเขยคนนี้ตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่ตอนเจ้าแต่งงานการเดินทางไม่สะดวก ต่อมาก็ได้ยินเรื่องบางอย่างมา อย่างไรล่ะ สามีเจ้าเป็นคนอย่างไร”
เมื่อพูดคุยกับคนใกล้ชิดเช่นนี้ ย่อมไม่อาจใช้คำพูดแบบผิวเผิน ซูถานเอ๋อร์จึงหน้าแดงเล็กน้อย “ยากจะกล่าว พี่หญิงหง ตอนท่านมาถึงไม่ได้พบหลี่เหิงหรือ”
“ไม่เลย คิดว่าคงไปกับเจ้าด้วย ถามเสี่ยวฉานก็ไม่รู้ เมื่อครู่ข้าพบแต่ท่านผู้จัดการสีกับท่านผู้จัดการลั่ว…”
ซูถานเอ๋อร์ครุ่นคิด “อ้อ ข้างหน้าท่านผู้ว่าซ่งก็มาถึงแล้ว ที่เรือนนั้นกำลังสอบความรู้เด็กหนุ่มๆ หลี่เหิงตอนนี้เป็นอาจารย์ของสำนัก เขาคงอยู่ที่นั่นกระมัง”
“จริงๆ หลายปีก่อน ข้าคิดว่าท่านพ่อเจ้าคงจะให้เจ้ารับท่านผู้จัดการสีจวิ้นอวี๋เป็นเขยเสียอีก…” ญาติผู้พี่เอ่ยเหมือนรำพึง พอเห็นซูถานเอ๋อร์ขมวดคิ้วแสดงความงุนงง จึงหัวเราะ “ไม่พูดเรื่องนี้แล้วกัน เกี่ยวกับเขยคนนี้ ข้าก็เคยได้ยินข่าวคราวมาบ้างนะ เพลงสุ่ยเตี้ยวเกอโถวนั้น ข้าที่หางโจวก็ได้ยินร้องกันทุกวัน ตอนแรกคิดว่าแค่ชื่อพ้อง แต่ภายหลังถึงรู้ว่าเป็นคนๆ เดียวกัน…แต่บอกตามตรง พอมาที่นี่กลับได้ยินคำลือแปลกๆ อยู่บ้าง…”
คำประเมินหนิงอี้ย่อมไม่ถูกเผยแพร่ไปมากนัก แต่หากจะสืบก็ย่อมได้มาไม่ยาก อีกทั้งด้วยฐานะของอีกฝ่าย เมื่อมาถึงที่นี่ก็ย่อมทราบพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของซูถานเอ๋อร์กับหนิงอี้อยู่บ้าง ด้วยความผูกพันของสองสาว นางจึงห่วงใยในความคิดของซูถานเอ๋อร์ จึงค่อยๆ พูดแล้วกล่าวต่อ “คำลืออย่าได้เชื่อทั้งหมด ความสามารถหรือสติปัญญาของเขยคนนี้จะเป็นอย่างไรไม่พูดถึงก่อน ข้าอยากรู้ว่าในใจเจ้าคิดอย่างไรต่างหาก”
ในฐานะคนที่แต่งงานมาก่อน ญาติผู้พี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะต้องรู้ความคิดของซูถานเอ๋อร์ก่อนจึงจะพูดอะไรได้ ซูถานเอ๋อร์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก้มศีรษะลงแล้วยิ้ม
“พี่ก็รู้ว่าความคิดของถานเอ๋อร์แต่ก่อนเป็นอย่างไร ส่วนสามีข้า…จะว่ามีความรู้หรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้ แต่เขาเป็นคนสงบเสงี่ยม หากพูดถึงความเหมาะสม เขาก็เป็นสามีที่เหมาะสมที่สุดของถานเอ๋อร์จริงๆ”
ญาติผู้พี่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ “ฟังดูเหมือนยอมรับชะตากรรมแล้วนะนี่…”
“ก่อนหน้านี้เวลาว่างก็เพ้อฝันไปเอง หวังว่าสามีในอนาคตจะทั้งเก่งทั้งกล้าสงบเสงี่ยมและไม่ขัดขวางการสืบทอดกิจการ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ความฝัน แต่ดูเขาแล้วหากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ดูไม่เลว สามีข้า…คงมีความสามารถอยู่บ้าง เพียงแต่เขาไม่ยึดติดนัก บางทีก็ทำเรื่องแปลกๆ แต่กลับไม่ปิดบังแก้ตัว เรียกว่าซื่อตรงก็ว่าได้…”
นางพูดพลางเงยหน้าขึ้น มองหิมะที่โปรยปรายจากฟ้า “วันแต่งงานครานั้นคิดถึงอนาคตก็รู้สึกหวาดหวั่น โกรธ จึงออกจากเจียงหนิง ครากลับมาก็ตัดสินใจด้วยความหนักแน่น แต่ตอนนี้พอนึกย้อนไปกลับไม่รู้สึกอึดอัด หากจะเป็นเช่นนี้ไปก็ดีไม่น้อย คิดแล้วก็ใช่ บางส่วนอาจเป็นการยอมรับชะตา แต่แท้จริงแล้ว…ไม่อึดอัดใจเลย…”
เกล็ดหิมะหนาทึบปกคลุมทั่วจวนตระกูลซู ปกคลุมทั่วเมืองเจียงหนิง บนถนนสายหนึ่ง สองสตรีหนึ่งในชุดแดงหนึ่งในชุดขาวกำลังเดินเหยียบหิมะไปด้วยกัน สตรีผู้สง่างามหัวเราะจากนั้นจึงเปลี่ยนเรื่อง
“อย่างนี้แสดงว่าไม่มีความสามารถด้านการค้า…”
“ไม่มี…เอ่อ เขาไม่ได้ใส่ใจ…”
“ไม่มีความสามารถด้านวิชา…”
“ก็ไม่ถึงกับไม่มีหรอก แต่…เถอะนะ สอนหนังสือก็มั่วๆ หน่อย ในการทดสอบครั้งนี้มีศิษย์ของเขาอยู่ เกรงว่าจะโดนดุเอา…”
“ฮ่าๆ อย่างนี้แปลว่าสามีข้าชนะสิ!”
“…จะ…จะเอามาเปรียบกันได้อย่างไรกัน ข้าไม่เปรียบหรอก”
เสียงหัวเราะดังแว่ว ละลายไปในสายหิมะขาวโพลน สายตากวาดผ่านเรือนใหญ่เล็กที่เรียงราย ด้านหน้าจวนตระกูลซู ที่ห้องทดสอบกำลังมีเตาไฟให้ความอบอุ่น การสอบวัดความรู้ในเชิงครอบครัวกำลังดำเนินไปครึ่งทาง…
……………….