- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 12 งานประลองกวีจื่อสุ่ย
ตอนที่ 12 งานประลองกวีจื่อสุ่ย
ตอนที่ 12 งานประลองกวีจื่อสุ่ย
ตอนที่ 12 งานประลองกวีจื่อสุ่ย
จวนตระกูลพาน สวนเต่ากระเรียน งานประลองกวีจื่อสุ่ยได้เข้าสู่ช่วงคึกคัก
เสียงดนตรีบรรเลง กวีนิพนธ์บนกระดาษถูกส่งวนไปตามมือของผู้คน เสียงร้องอันใสกังวานของสังคีตสาวกำลังขับกล่อมบทกวีชั้นยอดของค่ำคืนนี้ บรรยากาศที่นี่จริงจังยิ่งกว่างานประลองกวีนิพนธ์ที่สวนปู้ เพราะแขกผู้ใหญ่มีมาก แต่การแสดงหลากหลายก็ยังคงช่วยให้บรรยากาศทั้งคึกคักทั้งงดงามแบบโบราณ
สวนเต่ากระเรียนจัดวางอย่างงดงาม เต็มไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่ ทั้งภูเขาจำลอง สายน้ำ ศาลา ระเบียง ทางเดิน ตรงนั้นมีโคมลายปริศนาปักเรียงราย ผู้คนตั้งโต๊ะเลี้ยงกันในสวน สตรีอยู่ด้านหนึ่ง บัณฑิตหนุ่มอยู่ด้านหนึ่ง เจ้าภาพและบัณฑิตผู้ทรงเกียรติอยู่ด้านหนึ่ง ไม่มีเวทีใหญ่ แต่การแสดงที่ปรากฏในมุมสวนกลับดูเป็นธรรมชาติและตราตรึงใจ แขกที่มาที่นี่ล้วนเป็นหัวกะทิซึ่งผ่านการคัดสรรมาแล้วอย่างพิถีพิถัน
ในงานมีทั้งทายโคม การแสดง การชมจันทร์ แม้กระทั่งการกล่าวสุนทรพจน์ของบัณฑิตใหญ่ เช่นเจ้าภาพพานกวงเหยียน ตอนแรกเจ้าเมืองเจียงหนิงยังเคยมาที่นี่ เอ่ยวาทะ “ท่านทั้งหลายล้วนเป็นเสาหลักของแผ่นดิน” สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเกียรติของงานประลองกวีนิพนธ์จื่อสุ่ย แต่ค่ำคืนนี้ยาวนาน เพื่อป้องกันเหตุในเมือง เจ้าเมืองต้องเฝ้าที่ทำการ ไม่อาจอยู่นานนัก จึงจากไปอย่างรีบร้อน
หากมีบทกวีงดงาม ก็จะมีคนลุกขึ้นอ่านให้คนฟัง ทุกคราวจะมีผู้ส่งบทกวีดีๆ เข้ามา กระดาษถูกส่งต่อให้คนชม หากยอดเยี่ยมจริง ก็จะมีคนลุกขึ้นอ่านและวิจารณ์ พานกวงเหยียนและผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายก็จะให้ความเห็น
ผู้อาวุโสฉินนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ข้างกายคังเสียน หรือที่คนเรียกว่าท่านหมิงกง ผู้เคยโต้คารมกับหนิงอี้ เขามีพื้นเพซับซ้อนมั่งคั่ง และแม้เอาแค่พรสวรรค์ด้านวรรณกรรมก็สมควรให้คนเรียกขานด้วยความเคารพ ในหมู่บัณฑิตหลายสิบคนที่นี่มีสองสามคนเคยเป็นศิษย์ของเขา แต่คังเสียนเข้มงวด ผู้คนจึงเกรงใจเขามาก ค่ำคืนนี้เขายังไม่ได้ตำหนิใคร คุณภาพของงานประลองครั้งนี้ทำให้เขาพอใจ
เวลานี้เขากำลังคุยหัวเราะกับผู้อาวุโสฉิน ตามธรรมเนียมเมื่อถึงยามนี้ บทกวีดีๆ ก็ออกมาหมดแล้ว ทั้งสองกำลังถกกันถึงเรื่องนี้
“...เมื่อฤดูกาลผันผ่านลานฟ้าใหม่ ค่ำคืนไร้สิ่งใดให้หวั่นไหว จันทราใสกระจ่างพร่างพรรณราย
สะท้อนใจในเงาสวรรค์งามเวิ้งฟ้ากว้างไกลไร้ขอบเขต เมฆเคลื่อนเสร็จเสมือนล้างใจหวาม
ภาพนภาชั้นซ้อนยอกย้อนงาม หมื่นเงาความลึกลับก็ลับไปยามคืนนี้มีสิ่งใดเทียบเท่า จะเอาอะไรมาเปรียบอีกหรือไม่ แม้ไก่ขันยามรุ่งตะวันไสว มิใส่ใจฟัง...ด้วยยังคงฝันไป…ผุ้อาวุโสฉิน บทชมจันทร์ของหลี่ผินแห่งงานกวีนิพนธ์หลี่ชวนนี้ ช่างพรสวรรค์ล้นเหลือ ถึงจะบอกว่ากวีไม่มีที่หนึ่ง แต่ในคืนนี้ข้าว่า บทนี้คงเด่นที่สุดแล้ว”
“พูดถึงวิญญาณ พูดถึงภูตผี เป็นทางแปลกแต่กลับให้ความรู้สึกกว้างใหญ่ ทำให้ใจคึกคักไม่รู้สึกพิกลแต่อย่างใด กลิ่นอายแบบราชวงศ์ถัง หลี่ผิน หลี่เต๋อซิน นับเป็นยอดกวี แต่ท่านหมิงกง ท่านเข้มงวดกับตัวเองเกินไป คืนนี้จื่อสุ่ยก็มีบทดีนะ เช่นบทนี้”
ผู้อาวุโสฉินยิ้มแล้วหยิบกระดาษขึ้นมา “ฟ้าใสดุจธารา ดาวงามตาราวเงินพราว คลื่นทองทอแสงวาว เงาสกาวฉางเอ๋อลอยแขวนอยู่กลางวังจันทร์สูงตระหง่านไร้รอยคลอย ใบไม้ร่วงปลิดพลอยเสียงลมห้อยคล้าย ขับกลอนม่านบางพราวภาพวาด งามพิลาศยากถอดถอน กลิ่นหอมกลีบบุษบากร รินสะท้อนชวนฝันไกล ยามราตรีที่หออวี่ งดงามร้อยลี้สุดเอื้อนเอ่ย ทุกค่ำคืนนั้นงามเอย ใจเอื้อมเอ่ยถึงเพียงฝัน สุดพรรณา…ท่านอย่าลำเอียงเชียวนะ”
“ฮ่าๆ พวกเราไม่ได้เป็นกรรมการ แค่ชมตามใจ จะไปลำเอียงได้อย่างไร บทนี้ก็ดีจริง…”
“ข้าว่าคืนนี้บทดีที่สุดสองบทก็อยู่ในนี้แล้วล่ะ”
ผู้อาวุโสฉินเป็นคนถ่อมตน ค่ำคืนนี้แทบไม่ได้วิจารณ์ออกสาธารณะ เอาแต่พูดคุยกันเอง จริงๆ แล้วทั้งเฉากวนและเฉาจงแห่งจื่อสุ่ย กับหลี่ผินและหลี่เต๋อซินแห่งหลี่ชวน ล้วนเป็นบัณฑิตชื่อดังแห่งเจียงหนิง ข้างล่างผู้คนก็กำลังเปรียบเทียบบทกวีของทั้งสองฝ่าย ถึงกวีไม่มีที่หนึ่ง แต่ชื่อเสียงก็ต้องแย่งกัน
ระหว่างที่ผู้คนกำลังวิจารณ์บทกวี พานกวงเหยียนก็กำลังคุยหัวเราะกับเฉากวน ไม่นานก็มีคนส่งบทกวีใหม่เข้ามา แบ่งสามชุดส่งให้ทุกคนชม
บทกวีดีจริงๆ ช่วงนี้แทบจะไม่มีแล้ว แต่ที่ยังดีอยู่ก็มี คนจึงส่งต่อกันไป บทหนึ่งส่งมาถึงผู้อาวุโสฉินกับคังเสียน ผู้อาวุโสฉินอ่านแล้วยิ้ม
“หืม เป็นอย่างไรหรือ” คังเสียนถาม
“ฮึๆ ไม่คิดเลยว่าทางสวนปู้ยังมีบทกวีดี ลองดูสิ”
“อ้อ สวนปู้” คังเสียนก็ยิ้ม อ่านแล้วมองชื่อด้านล่าง “เสวี่ยจิ้น” ส่ายหัวแล้ววางลง “แค่ธรรมดา พออ่านได้ แต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่”
เวลานั้นข้างล่างมีคนร้องขึ้นว่า “ทุกท่าน ไม่คาดคิดเลยว่าทางหลี่ชวนยังมีบทดี ข้าคิดว่าบทนี้ไม่เลวเลยนะ”
คนรู้จักเขาหัวเราะ “งั้นก็อ่านสิ” ชายนั้นพยักหน้าแล้วเริ่มอ่าน “บทนี้ใช้ทำนองสุ่ยเตี้ยวเกอโถว ขอทุกท่านฟังดู ฟ้ารุ่งใสฤดูใบไม้ร่วงไร้หมองมัว จันทรากลั้วกระจกฟ้าไม่วางขวาง สูงเด่นเดี่ยวแว่วเสียงหัวเราะกว้าง ชำระฝุ่นควันพลันปลิวไป…”
เขาอ่านมาถึงตรงนี้ ก็เหมือนรู้สึกบางอย่าง หันไปมองแท่นที่พานกวงเหยียนและเหล่าผู้ใหญ่ยืนอยู่ เห็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งลุกขึ้น ถือกระดาษรีบเดินไปทางพานกวงเหยียน นิ้วเขาดีดแผ่นกระดาษเบาๆ ปากก็พึมพำอะไรอยู่ ผู้อาวุโสท่านนี้สนิทสนมกับผู้อาวุโสฉินและคังเสียน เดิมทีพานกวงเหยียนเห็นเขาลุกก็เดินเข้าไปหา เขาจึงวางกระดาษลง พูดกับคนรอบๆ เสียงไม่ดังนักว่า “ทุกท่าน ลองดูบทนี้”
นี่ก็เป็นทำนองสุ่ยเตี้ยวเกอโถว พอผู้ใหญ่บนแท่นสนใจสิ่งอื่น ชายที่อ่านอยู่ข้างล่างก็หยุดงงๆ พานกวงเหยียนเห็นก็ยิ้ม ยกมือบอกให้เขาอ่านต่อ ไม่ได้มองกระดาษนั้นทันที พอเขาอ่านจบ พานกวงเหยียนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วให้ความเห็น ก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาดู พอดูไปก็ค่อยๆ พึมพำ คิ้วขมวด ทุกคนทั้งฝั่งชายและฝั่งหญิงต่างมองมา
“เฮ่ออ๋อง ถ้ามีบทกวีดีๆ ก็รีบอ่านเถอะ อย่าให้ค้างคาใจเช่นนี้เลย”
พานกวงเหยียนเป็นคนอารมณ์ดี พอเฉากวนพูดขึ้น คนอื่นก็หัวเราะ บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น พานกวงเอี้ยนก็ยิ้ม “ก็เป็นทำนองสุ่ยเตี้ยวเกอโถว บทนี้…ข้าจะอ่านให้ทุกคนฟังนะ ข้ายกจอกขึ้นถามสุรา คืนฟ้าสรวงนี้ปีใด? คิดจะเอาลมคืนวิมานไกล แต่เกรงใจเจดีย์มุก หนาวใจยิ่งนักเงาใสรำเรียงเคียงข้างกาย ร่ายรำพลิ้วละมุนละไมอยู่ใต้แสงจันทร์นัก สุขใดจะเหมือนใจเป็นภักดิ์
แม้มนุษย์ยังหาญทัก งามนักในแดนดิน”
บทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวดังขึ้นกลางสวน ยังไม่ทันจบครึ่งแรก คนทั้งงานก็เงียบกริบ พานกวงเหยียนเป็นบัณฑิตใหญ่ ครั้นอ่านตามสัมผัสและจังหวะก็ร้อยเรียงอย่างไพเราะ แม้ไม่เร็ว แต่สอดคล้องกับภาพในบทจนไหลลื่นต่อเนื่อง
ผู้คนที่นี่ล้วนมีพื้นฐานทางวรรณกรรม เพียงได้ยินก็รับรู้ได้ถึงความว่างเวิ้งสูงส่งและกว้างใหญ่ คำถามแรกดูธรรมดา แต่ในยุคที่กวีนิพนธ์เฟื่องฟูมักซับซ้อนจนไร้สาระ บางทฤษฎีบอกว่าถ้ากลอนชมจันทร์ต้องไม่เอ่ยคำว่าจันทร์จึงจะเลิศ แต่บทนี้เริ่มด้วย “ยกจอกขึ้นถามสุรา?” อย่างเรียบง่าย แต่พอประโยคต่อมากลับพาให้ภาพงามขยายออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วพอถึง “ฟ้าสรวงนี้ปีใด” ภาพนั้นก็แปรเปลี่ยนจากลำธารน้อยเป็นสายน้ำใหญ่ไหลกลางภูเขาสูง จากนั้น “คิดจะเอาลมคืนวิมานไกล…” ก็พาภาพทั้งหมดกลายเป็นสายน้ำใหญ่ไหลสู่ทะเลกว้าง ในขณะเดียวกันกลับเปี่ยมความว่างโล่งอย่างยิ่ง ไม่มีกลิ่นควันไฟแม้แต่น้อย เพียงไม่กี่ประโยคกลับให้ภาพวังสวรรค์กว้างใหญ่ชวนให้ใจปลอดโปร่ง
นับตั้งแต่ราชวงศ์ถังเป็นต้นมา การพัฒนาของบทกวีตลอดหลายร้อยปีนั้น มีผลงานมากมายที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกและกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าเมื่อมาถึงยุคนี้ บทกวีทั้งหลายกลับมักมุ่งไปสู่หนทางที่เต็มไปด้วยศัพท์อันวิจิตรและรูปแบบที่ซับซ้อน หากมีใครสามารถย้อนกลับไปสู่ความเรียบง่ายอันแท้จริง ย่อมถือเป็นยอดบัณฑิต ทั้งแบบเรียบง่ายหรือแบบซับซ้อนย่อมมีจุดเด่นของตนเอง ทว่า บทที่สามารถสร้างสรรค์ความกว้างใหญ่ระดับนี้กลับมีอยู่เพียงน้อยนิด ความกว้างใหญ่ของภาพพจน์ค่อยๆ ขยายไปตามคำประพันธ์ กลับทำให้ดูเบาสบายอย่างยิ่ง งดงามตามธรรมชาติ ราวกับบัณฑิตในยุครุ่งเรืองต้นราชวงศ์ถัง ที่จินตนาการโลดแล่น ไม่ถูกครอบด้วยกรอบ แต่ก็ไม่หลุดประเด็น แค่เพียงท่อนแรกของบทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวนี้ กลิ่นอายแห่งบัณฑิตใหญ่ก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
พานกวงเหยียนหยุดไปครู่หนึ่ง แหงนหน้ามองเหล่าบัณฑิตเบื้องล่าง ก่อนจะอ่านท่อนต่อไป
“เลี้ยวอาคารจู๋เก๋อเงียบงัน แสงจันทร์ผิวพลันผ่านบานกระจก ทอดเงาทาบผู้ไม่หลับไหลตก
ใยใจหมกเคียดแค้นในคืนลา เหตุใดต้องงามพร้อมในยามจาก จึงยิ่งยากเกินใจจะฝืนฝ่า
มนุษย์สุข ทุกข์ พราก พบ บางครา เหมือนจันทราเต็มแรมยากเทียมกันขอเพียงคนอยู่เยื้อนยืนยาว แม้ห่างพราวพันลี้ชี้ไถ่ฝัน ใต้ฟ้าหนึ่งจันทราร่วมแบ่งปัน แม้ไกลกัน ยังร่วมชมเดือนดวงเดียว”
“…ใต้ฟ้าหนึ่งจันทราร่วมแบ่งปัน แม้ไกลกัน ยังร่วมชมเดือนดวงเดียว” คำประพันธ์ไพเราะติดหู พานกวงเหยียนทวนประโยคสุดท้ายเบาๆ อีกครั้ง มองผู้คนเบื้องล่าง พลางพยักหน้าน้อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านไปครู่หนึ่งก็ถอนหายใจ “...ยอดบทกวีจริงๆ”
ผู้คนในสวนมองหน้ากันเงียบงัน บ้างก็พึมพำซ้ำคำในบท บรรยากาศสงบอย่างประหลาด หากเป็นบทอื่นก็คงไม่เป็นไร แต่บทสุ่ยเตี้ยวเกอโถวนี้กลับมีเสน่ห์อันจะคงอยู่แม้ผ่านพันปี ในสายตากวีและนักประพันธ์ ภายหลังยังมีคำกล่าวว่า “บทกวีเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง นับแต่สุ่ยเตี้ยวเกอโถวออกมา บทอื่นก็ไร้ค่า” คนเหล่านี้ล้วนใช้ชีวิตอยู่กับบทกวี ศึกษาวิจัยเป็นสิบๆ ปี บ้างทั้งชีวิต เมื่อได้ฟังก็รู้สึกถึงพลังเช่นนั้นทันที
ในบรรยากาศเช่นนี้เอง คังเสียนก็หยิบกระดาษขึ้นมาดู อ่านผ่านไปแล้วพยักหน้าเบาๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากลับชะงัก ขมวดคิ้วแล้วอุทานเบาๆ “หืม?” สีหน้าซับซ้อนราวกับคิดอะไรออก ผู้อาวุโสฉินที่กำลังครุ่นคิดถึงบทกวีหันมามอง
“เป็นอะไรไป”
“ทะ…ท่านลองดูสิ”
เขาส่งกระดาษให้ ผู้อาวุโสฉินหรี่ตาอ่านทีละคำ จาก “ยกจอกขึ้นถามสุรา” ไปจนถึง “แม้ไกลกัน ยังร่วมชมเดือนดวงเดียว” ก็ไม่พบสิ่งผิดแปลก เป็นบทที่ดี เขาถอนลมหายใจ ส่ายหัวเบาๆ แต่แล้วดวงตาก็หรี่ลง ชะงักไป
ด้านล่างของบทประพันธ์ยังมีตัวอักษร ซึ่งทุกคนยังมัวแต่ดื่มด่ำกับบทกวี พานกวงเหยียนเองก็ยังไม่ได้ดู
ตรงมุมล่างซ้ายของกระดาษ มีการลงนามไว้เจ็ดตัวอักษร
ตระกูลซู
หนิงอี้
เจ้าเด็กแซ่หนิง
ผู้อาวุโสฉินชะงักไป แล้วมองคังเสียนอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายหัวเราะเบาๆ
“ฮะ…เช้ย”
บนเรือนเล็กตระกูลซู หนิงอี้ลุกขึ้นดื่มน้ำ จู่ๆ ก็จามใหญ่จนเกือบสำลัก เขางัวเงียกลับไปนอนต่อ ดึงผู้าห่มให้แน่น
อืม…หวังว่าหวัดจะไม่กำเริบอีกนะ…
……………..