- หน้าแรก
- สามีข้าคือวีรบุรุษ
- ตอนที่ 2 กวีและหมากล้อม
ตอนที่ 2 กวีและหมากล้อม
ตอนที่ 2 กวีและหมากล้อม
ตอนที่ 2 กวีและหมากล้อม
กาลเวลาผ่านไป
พริบตาเดียวที่เขามาอยู่ในโลกยุคโบราณก็ล่วงเลยไปสามเดือนแล้ว ฤดูกาลเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อนเต็มที่ สวนหย่อม เนินหิน ศาลาริมน้ำ เรือนน้อย เรือนใหญ่ ถนน ร้านเรือชมวิว หนิงอี้ก็เริ่มคุ้นชินกับโลกนี้ทีละน้อย แต่หลายครั้งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเบื่อ
คงเพราะเคยชินกับความวุ่นวาย พอไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีงาน ไม่มีสิ่งใดให้ทำก็ทำให้เขาคันไม้คันมือ ตระกูลซูเองก็พอใจที่เห็นเขาเบื่อเช่นนี้ เพราะเหตุผลที่ให้เขามาเป็นเขยก็เพื่อให้ซูถานเอ๋อร์ยังคงอยู่ในตระกูล ไม่ต้องแต่งออกไป เหตุผลเช่นนี้ยิ่งดีหากเขาไม่วุ่นวายมากเกินไป แน่นอน ว่าพูดโดยรวมแล้ว เขาก็ยังเพลิดเพลินกับความว่างเปล่านี้ เดินเล่นชมสิ่งของผู้คนในยุคโบราณ ดูสาวงามในยุคโบราณ คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย และมากที่สุดก็คือ มองสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วอดคิดไม่ได้ว่าหากตนมาทำจะเพิ่มกำไรได้กี่เท่า จะทำเงินอย่างไร
เป็นเจ้านายมานานจนกลายเป็นโรค…เขาสบถหัวเราะกับตนเองแล้วก็พักความคิดเหล่านั้นกลับไปเก็บไว้ลึกๆ ในใจ
เมื่อเทียบกับเขาผู้ใช้ชีวิตเอื่อยเฉื่อย ภรรยาที่มีเพียงในนามอย่างซูถานเอ๋อร์นั้นกลับยุ่งยิ่งนัก แต่ไม่ว่าจะยุ่งอย่างไร นางมักจะกลับมากินข้าวตรงเวลา อย่างน้อยเรื่องนี้ถือเป็นข้อดีของยุคโบราณ สตรีแม้ทำงานก็ไม่อาจสำส่อนเหมือนบุรุษ ยิ่งไปกว่านั้น จังหวะชีวิตการทำงานในยุคนี้ไม่ได้เร่งเร้าเท่าปัจจุบัน ไม่ต้องแบกคอมพิวเตอร์บินไปบินมา รับมือข้อมูลถาโถมไม่หยุด ในยุคที่การสื่อสารยังไม่รวดเร็ว ก็ย่อมไม่มีพวกบ้าทำงานตลอดเวลา เจ้าสั่งงานไปอีกฝ่ายยังไม่ทันรับรู้ เจ้าก็หาเวลาได้พัก
เขาเองถูกมองว่าเป็นบุรุษซื่อๆ จืดๆ เวลานั่งกินข้าวด้วยกัน คนที่ชวนคุยก็มีแต่ซูถานเอ๋อร์ นางพยายามพูดคุยแลกเปลี่ยน ทำให้บรรยากาศครึกครื้น หนิงอี้ก็ตอบเพียงสองสามคำง่ายๆ แต่เพราะเคยฝ่าฟันในวงการค้ามานาน คำพูดธรรมดาของเขาก็ไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าเขาตอบส่งๆ ฝีมือการพูดของเขาสูงกว่านางมากนัก เวลากินข้าวด้วยกันเขามักจะนึกถึงภาพในหนังเรื่อง “มิสเตอร์แอนด์มิสซิสสมิธ” อยู่เสมอ
พออิ่ม ถ้าวันไหนฝนตกต่างคนก็ต่างกลับห้อง ซูถานเอ๋อร์อ่านหนังสือ บางครั้งดีดพิณ บางครั้งเย็บปัก หนิงอี้ก็อ่านหนังสือเขียนตัวอักษร หรือไม่ก็เหม่อ บางทีก็ลองเขียนแผนธุรกิจตามนิสัยเก่า วางแผนตลาดหุ้นเล่นๆ แล้วก็คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ เว้นแต่มีเรื่องเร่งด่วนซูถานเอ๋อร์ถึงจะนั่งรถม้าออกไป ถ้าวันไหนอากาศดี หนิงอี้มักออกไปเดินเล่น ส่วนซูถานเอ๋อร์ก็ออกไปตรวจร้านรวงในเมือง ทั้งคู่แยกจึงทางกันไป
สาวใช้ชื่อเสี่ยวฉานคอยติดตามเขาเสมอ ตลอดหลายเดือนมานี้ดูเหมือนกลายเป็นสาวใช้ประจำตัวของเขา นั่นก็เป็นการจัดการของซูถานเอ๋อร์ เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวฉานพยายามสร้างความสนิทสนม เวลาจัดของในห้องก็มักเล่าเรื่องสารพันหรือเรื่องราวของคุณหนูให้ฟังเสมอ เขาดูออกว่าเสี่ยวฉานเคารพและชื่นชมซูถานเอ๋อร์มาก หนิงอี้ก็ตอบเพียงพยักหน้าและยิ้ม เดินทางไปไหนเสี่ยวฉานก็ตามอยู่ข้างหลัง บางครั้งเขาก็เกรงใจ พอเดินจนเหนื่อยก็แวะโรงน้ำชาริมทางกินขนมเล็กๆ น้อยๆ สาวใช้ก็ควักเศษเงินจากถุงผ้าเล็กๆ มาจ่ายให้ ทำให้เขานึกว่าคงเป็นชีวิตแบบคุณชายในยุคโบราณ
สมัยใหม่ก็ไม่ต่างกัน เขาออกไปซื้อของเองแทบไม่เคย ต้องมีคนจ่ายแทน…เอ่อ พอนึกดูเขาไม่ได้ออกไปซื้อของเองมาหลายปีแล้ว
พักนี้เขาชอบไปดูคนเล่นหมากล้อมที่ริมแม่น้ำฉินฮวย
ตรงนั้นเป็นถนนย่านชานเมือง ริมน้ำ มีร้านเล็กๆ แผงขายของไม่มาก คนสัญจรบางตา ใต้ต้นไม้ริมน้ำมีชายชรามาวางกระดานเล่นหมากล้อมเป็นประจำ บางทีก็มีชายชราท่านอื่นมาชม บางครั้งก็มีบัณฑิตหนุ่มมานั่งดู ข้างๆ มีร้านน้ำชา วันหนึ่งเขากับเสี่ยวฉานเดินเหนื่อยแวะพักที่นั่น กินชาไปมองไป เห็นสองชายชรากำลังลงหมากฝีมือเยี่ยม เขาคิดในใจว่าไม่เสียแรงที่เป็นยุคโบราณ คนแก่ธรรมดายังเก่งขนาดนี้ หลังจากนั้นเขาก็มาบ่อย ชายชราฝ่ายหนึ่งคงที่ ส่วนคู่ต่อสู้สลับหน้าไปมา แต่พอมาบ่อยก็จำได้ว่าล้วนเป็นพวกหน้าเดิมๆ และเล่นเก่งทุกคน
การใช้สมองเช่นนี้นับเป็นความเพลิดเพลินไม่กี่อย่างที่เขาหาได้ในยุคนี้ แท้จริงแล้ว ย่านฉินฮวยถือเป็นย่านหรูหราสุดฟุ่มเฟือยของเมือง เต็มไปด้วยเรือหรูและหอนางโลม พอตกค่ำก็เป็นเมืองไม่หลับใหล เขาเดินผ่านก็ได้ยินเรื่องคาวโลกีย์อยู่เนืองๆ แต่เขาเป็นเขยตระกูลซู ย่อมไม่อาจข้องเกี่ยว อีกอย่างเขาเองในชาติก่อนก็ผ่านความฟุ่มเฟือยจนเบื่อหน่ายไปแล้ว ตอนนี้ก็ไม่สนใจอีก
วันหนึ่ง ท้องฟ้าครึ้มแต่ฝนยังไม่ตก เขากับเสี่ยวฉานไปถึงร้านน้ำชาอีกครั้ง เห็นชายชราสองคนกำลังเล่นกันอยู่ ไม่นานมีคนรับใช้เดินมาบอกข่าวกับชายชราฝ่ายหนึ่ง ชายชรานั้นพยักหน้า “ท่านฉิน บ้านข้ามีเรื่องด่วน กระดานนี้…”
“ตอนนี้ยังไม่รู้ผล เสมอกันดีหรือไม่”
“เช่นนั้นก็ดี…”
ทั้งสองพูดจาสุภาพแล้วชายชราฝ่ายหนึ่งก็ลุกไป เจ้าของกระดานเริ่มเก็บหมาก หนิงอี้ยกถ้วยชาดื่มหมดแล้วลุก “ไม่มีให้ดูแล้ว เสี่ยวฉานจ่ายเงินเถอะ”
เสี่ยวฉานกำลังหยิบถุงผ้าออกมา ชายชราผู้เฝ้ากระดานจู่ๆ ก็พูดขึ้น “คุณชายคนนั้นนี่เอง ข้าเห็นท่านผ่านมาทางนี้บ่อยๆ คอยนั่งดูพวกเราเล่นหมากกัน เห็นทีจะมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่ทราบจะลงสักกระดานกับข้าหรือไม่” ไม่มีคู่ก็หาคนเล่นแทน
“เอ่อ…” หนิงอี้ชะงัก มองท้องฟ้า “ก็พอได้…เอาเถอะ”
เขานั่งตรงข้ามชายชรา ช่วยกันจัดกระดาน ระหว่างนั้นก็มีคำถามธรรมดาๆ ว่าคุณชายมาจากไหน หนิงอี้ก็ตอบเรื่อยๆ เสร็จแล้วจับหมาก หนิงอี้ยึดขาวเดินก่อน เขาไม่เกรงใจ วางหมากลงฉับ
“เอ่อ เปิดแบบนี้…” ชายชรามองแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วลงหมากตาม
เช่นนั้นทั้งสองก็วางหมากต่อกันไปได้สิบกว่าตา ชายชราขมวดคิ้วลึกขึ้นเรื่อยๆ จนเอ่ยถาม “ฝีมือคุณชาย เรียนจากผู้ใดหรือ”
“ดูตำราหมากล้อมแล้วลองคิดเอง”
“อ้อ ถึงว่า…”
หลังจากนั้นชายชราก็ไม่ถามอีก ทั้งสองนั่งเงียบเล่นหมากริมแม่น้ำ เสี่ยวฉานนั่งอยู่ข้างๆ มองท้องฟ้าเป็นพักๆ นางไม่เข้าใจหมากล้อม แต่กลับเห็นว่าชายชรานั้นคิดนานขึ้นเรื่อยๆ คิ้วย่นลึกขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็เงยหน้ามองหนิงอี้หรือส่ายหน้า หมากขาวบนกระดานค่อยๆ กวาดกินหมากดำจนกระจัดกระจาย
ผ่านไปเกือบชั่วยาม ชายชราวางหมากยอมแพ้แล้วเงยหน้ามองหนิงอี้อย่างพินิจ หนิงอี้ยิ้มบางๆ “ฝีมือคุณชาย…สูงส่งนัก เพียงแต่วิธีการเดินหมากนั้น…เหมือนจะ…” ชายชราครุ่นคิดหาคำ หนิงอี้เก็บหมากไปพลางหัวเราะเบาๆ “เล่นหมากเพื่อชนะก็เหมือนการศึก จะมีวิธีการอย่างไรได้เล่า”
“การเล่นหมากคือวิชาของท่านผู้ดี…”
“ท่านคิดว่าเล่นหมากดูนิสัยคนได้หรือ” หนิงอี้ถามพลางเก็บหมาก “แม่นยำหรือไม่”
ชายชรานิ่งไปแล้วหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า “ไม่แม่นเท่าไรดอก”
เมื่อเก็บกระดานเรียบร้อย ฝนทำท่าจะตก หนิงอี้กับเสี่ยวฉานจึงเดินกลับตระกูลซู ระหว่างทาง เสี่ยวฉานมองเขาอย่างตื่นตาแล้วอดถามไม่ได้ “ท่านเขยชนะหรือเจ้าคะ”
“อืม แต่ต่อไปเกรงว่าจะไปดูหมากไม่ได้แล้วล่ะ”
“ทำไมเจ้าคะ”
“เจ้าดูสิ เขาคงคิดว่าข้าเป็นคนเลวไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“เล่นหมากล้อมแล้วจะมาคิดว่าท่านเขยเป็นคนเลวหรือเจ้าคะ” เสี่ยวฉานหันไปมอง “แน่ละ ก็เพราะท่านเขยชนะเขา เขาเลยโกรธน่ะสิ…ชายชราคนนั้นนี่จิตใจคับแคบจริง”
คำพูดนี้นางก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ชายชรานั้นเป็นผู้มีคุณธรรม ไม่ใช่คนที่จะโกรธเพราะเรื่องแค่นี้ เพียงแต่ในยุคนี้การเล่นหมากล้อมนั้นสำรวมมาก หากเป็นการเล่นกับสหาย จะเล่นกันแบบเปิดเผย สุภาพ เดินหมากพอดีๆ ไม่ใช้วิธีเร่งรัดรุนแรงหรือพุ่งเข้าทำลายจนเสียมารยาท แต่สำหรับหนิงอี้ หมากล้อมคือการต่อสู้ทางสมองล้วนๆ อีกทั้งข้อมูลของเขามากกว่าคนโบราณมาก แม้ชายชราจะมีฝีมือสูง ก็ยังถูกหนิงอี้ใช้กลยุทธ์ติดต่อกันบีบจนกระจัดกระจาย ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ใช้ความเป็นคนยุคใหม่มาลองแข่งกับคนโบราณแล้วเอาชนะได้อย่างน่าพอใจ
วันนั้นกลับถึงจวน พอดีกับที่ซูถานเอ๋อร์กลับมาจากข้างนอก พวกคนงานกำลังยกผ้าสีสันสดใสเข้าไปในห้องนางเมื่อ เห็นเขากลับมา เจวียนเอ๋อที่อยู่บนชั้นสองก็ยกหีบไม้ใบใหญ่ลงมา “ท่านเขย ท่านเขยเจ้าคะ คุณหนูได้ยินว่าท่านเขยชอบหมากล้อม วันนี้ออกไปเจอเข้า เลยตั้งใจซื้อกลับมาให้เจ้าค่ะ” แท้จริงแล้วเป็นของที่มีคนเอามาให้เป็นของกำนัล แต่ซูถานเอ๋อร์ไม่ใช้จึงมอบต่อให้เขา เป็นหีบหมากล้อม หนิงอี้ถึงกับแปลกใจ “อย่างนั้นรบกวนขอบคุณนางแทนข้าด้วย”
“ท่านเขยขอบคุณเองเถอะเจ้าค่ะ” เจวียนเอ๋อยิ้มพลางวิ่งกลับขึ้นไป หนิงอี้เพียงส่ายหน้าแล้วยกหีบหมากล้อมกลับห้อง ในเมื่อที่นี่เขาไม่รู้จักใคร จะไปเล่นกับใครกัน
พอเจวียนเอ๋อกลับถึงห้อง พวกคนงานก็ยกของออกไปหมดแล้ว นางก็ลองเอ่ยเลียนเสียงหนิงอี้ “คุณหนูเจ้าคะ ท่านเขยบอกว่า ‘รบกวนขอบคุณนางแทนข้าด้วย’” ว่าจบก็ถูกซูถานเอ๋อร์ที่กำลังตรวจบัญชีดีดนิ้วเคาะหน้าผาก สาวใช้เหล่านี้ล้วนโตมาด้วยกัน แม้จะมีลำดับชั้นแต่ก็สนิทสนมราวพี่น้อง เพียงแต่เวลาซูถานเอ๋อร์ทำงานก็ไม่เล่นด้วยมาก หลังจากตรวจบัญชีเสร็จ นางก็มองผ้าใหม่พวกนั้น ครู่หนึ่งฉานเอ๋อร์และซิ่งเอ๋อก็เดินเข้ามา เห็นฉานเอ๋อร์ นางก็ยิ้ม “วันนี้ไปดูท่านเขยเล่นหมากล้อมอีกหรือ”
“เจ้าค่ะ” ฉานเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ “แต่ดูไม่รู้เรื่องเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าเองก็ไม่ชอบหมากล้อม” ซูถานเอ๋อร์ส่ายหน้าน้อยๆ หลังจากออกไปจัดการงานกลับมาก็พอจะพักได้ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ขมวดคิ้วถามฉานเอ๋อร์ “นี่จริงหรือ ที่ท่านเขยเขียนไว้”
กระดาษนั้นฉานเอ๋อร์เก็บมาจากเช้าตรู่ นางยื่นหน้าไปดูแล้วพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ข้าเห็นท่านเขยเขียนอยู่ บอกว่าฝึกเขียนตัวอักษรเจ้าค่ะ”
ซูถานเอ๋อร์มองตัวหนังสือในกระดาษนั้นอีกครู่ก็วางลง กลอนนี้ฉานเอ๋อร์เพิ่งหยิบมาฝากเมื่อเช้า จากนั้นซูถานเอ๋อร์ก็ออกไปทำงานครึ่งค่อนวัน พอกลับมาก็เพิ่งมีเวลาพิจารณา พอเหล่าเด็กสาวที่อยู่ตรงนั้นเห็นท่าทีของนางก็เข้ามามองด้วย ความจริงพวกนางก็เรียนหนังสือมาบ้าง แต่พออ่านกลอนนี้กลับพากันทำหน้าบึ้ง
“สามสายบัวลอยในสระเขียว…แพหรือจะคิดถึงใคร หยดน้ำค้าง…ชะโลมทรายผนังยามเย็นยามรุ่งเงียบสงบ…นี่มันหมายความว่าอย่างไรเจ้าค่ะ”
ในอีกห้อง หนิงอี้ยืนอยู่หน้าโต๊ะจัดกระดาษที่เขียนเมื่อคืนเตรียมเผาหรือทิ้ง เขาเขียนฝึกมือไปสิบแผ่น เพิ่งรู้ว่าขาดไปแผ่นหนึ่ง นึกครู่เดียวก็หัวเราะ “ถ้าพวกเจ้าเข้าใจนั่นสิแปลก…”
แล้วฝนฟ้าก็เริ่มคำราม
ฝนใหญ่ฤดูร้อนพัดกระหน่ำ เสียงก้องไปทั่วจนฟ้ามืดราวเย็นย่ำ แต่ในบรรยากาศเช่นนั้น พอเปิดหน้าต่างออกไปมองสวนและเรือนที่ถูกฝนซัด ก็รู้สึกสงบงามดีเหมือนกัน จากตรงนี้มองไป บางครั้งก็เห็นซูถานเอ๋อร์เดินไปมาพร้อมสาวใช้ในอีกห้อง
ไม่นานนัก ฉานเอ๋อร์ก็ถือผ้าหลากสีเข้ามา หนิงอี้กำลังเปิดหีบหมากล้อมบนโต๊ะ “ท่านเขย คุณหนูบอกว่านี่คือผ้าไหมพับใหม่ ให้บ่าวนำมาให้ท่านเขยเลือกสี จะตัดเสื้อให้ท่านเขยเจ้าค่ะ ท่านเขยชอบสีไหน”
“สีอะไรก็ได้”
“ตัดเสื้อใหม่นะเจ้าค่ะ ไม่เลือกไม่ได้เจ้าค่ะ” เด็กสาวบ่นอุบอิบพลางใช้สายวัดมาวัดตัวหนิงอี้ หนิงอี้มองฝนข้างนอกแล้วหันมามองนาง
“บ่ายนี้เจ้ามีอะไรต้องทำไหม”
“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ”
“มาเล่นหมากกันเถอะ”
“บ่าวเล่นหมากล้อมไม่เป็นเจ้าค่ะ”
“ไม่ใช่หมากล้อม ข้าจะสอนเจ้าเล่นโกะห้าตัว”
“โกะห้าตัวหรือเจ้าค่ะ” เด็กสาวเงยหน้ามามอง งุนงง เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนั้นมาก่อน
จากนั้น ลานสงบเงียบที่เคยเงียบขรึมก็มักจะได้ยินเสียงร้องดีใจของเด็กสาวดังขึ้นเรื่อยๆ แม้พวกนางจะดูเรียบร้อย แต่ซูถานเอ๋อร์เพิ่งสิบแปด และสาวใช้สามคนก็เพิ่งสิบสี่สิบห้า พอเจอเรื่องสนุกก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นไปด้วย ในอีกห้อง ซูถานเอ๋อร์นั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ซิ่งเอ๋อกับเจวียนเอ๋อนั่งปักผ้าอยู่บนม้านั่งเล็ก บางครั้งได้ยินเสียงฝนและเสียง “ข้าชนะแล้ว ข้าชนะแล้ว” แว่วมา ก็อดมองไปอีกฝั่งไม่ได้ ฟังไปฟังมาจนซิ่งเอ๋อถูกเข็มทิ่ม นิ้วมือจิ้มน้ำลายแล้วมองออกไปด้วยความฉงน
“ฉานเอ๋อร์คนนี้ เป็นอะไรไปนะ…”
…………………..