- หน้าแรก
- มือปราบมารสะท้านแดนเถื่อน
- บทที่ 13 ดัชนีทะลวงมิติ
บทที่ 13 ดัชนีทะลวงมิติ
บทที่ 13 ดัชนีทะลวงมิติ
บทที่ 13 ดัชนีทะลวงมิติ
เจียงชีเย่ไม่รู้หรอกว่าวิทยายุทธ์ระดับ ‘ทำลายล้าง’ (ซาง) นี้มีเกณฑ์การประเมินอย่างไร
แต่ดูจากวัสดุที่ใช้ทำคัมภีร์ซึ่งมีความเหนียวทนทานเป็นพิเศษ ก็พอดูออกว่ามันต้องเป็นของดีมีระดับอย่างแน่นอน
คัมภีร์เล่มนี้ได้มาจากงานประมูล และอินหงเฟยก็เพิ่งจะหยิบออกมาดูเมื่อครู่ น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแอบแฝง
เขาแผ่สัมผัสเทวะออกไประวังภัยรอบด้าน พร้อมกับพลิกหน้ากระดาษอ่านอย่างตั้งใจ
‘ดัชนีทะลวงมิติ’ เป็นวิทยายุทธ์โบราณที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ต้องใช้ลมปราณในการกระตุ้นพลัง มีเพียงยอดฝีมือระดับสามขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติฝึกฝน
ในงานประมูลเมื่อไม่กี่วันก่อน คัมภีร์เล่มนี้ถูกประมูลไปในราคาสูงลิ่วถึงหกพันตำลึงทอง สร้างสถิติสูงสุดในรอบสิบปีของเมืองหานหยาง จนเกิดเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่ว
แต่ทว่า... มูลค่าที่แท้จริงของมัน อาจสูงค่าเกินกว่าหกพันตำลึงทองไปไกลโข
เพราะคัมภีร์ยุทธ์ไม่ใช่ของที่ใครมีเงินก็ซื้อได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมี ‘กำลัง’ พอที่จะครอบครองมันด้วย
พ่อค้าวาณิชทั่วไป ต่อให้รวยล้นฟ้า ก็ไม่กล้าแตะต้องของร้อนพรรค์นี้ เพราะมันอาจนำมาซึ่งหายนะถึงแก่ชีวิต
เจียงชีเย่อ่านรายละเอียดไปสักพัก ก็เริ่มตกอยู่ในภวังค์ ดวงตาเป็นประกายด้วยความทึ่งในความล้ำลึกของเนื้อหา
การฝึกดัชนีทะลวงมิติ จำต้องมีพื้นฐานลมปราณที่หนาแน่นมหาศาล และต้องเปิดชีพจรหลักที่แขนและนิ้วทั้งสิบ รวมสามสิบสามเส้น เพื่อรวบรวมลมปราณ สร้าง ‘ศรปราณ’ สังหารศัตรูจากระยะไกล
จุดเด่นที่สุดของวิชานี้คือ ความเร็วในการยิง ระยะยิงไกล และอำนาจทะลุทะลวงสูง
ขั้นเริ่มต้น: ยิงหนึ่งนิ้ว ทะลุร่างเลือดเนื้อในระยะสามก้าว
ขั้นเล็ก: ยิงสองนิ้วพร้อมกัน ทะลุเกราะเหล็กในระยะสิบก้าว
ขั้นใหญ่: ยิงห้านิ้วรวด รัศมีสังหารไกลกว่าสามสิบก้าว ภายในระยะยี่สิบก้าวสามารถเจาะทะลุทองคำผ่าศิลาได้ดั่งใจ
ขั้นสมบูรณ์: ต้องเข้าถึง ‘เจตจำนงแห่งการทะลวงมิติ’ ยิงสิบนิ้วพร้อมกัน รัศมีสังหารไกลกว่าเก้าสิบก้าว ภายในระยะห้าสิบก้าวสามารถเจาะทะลุกำแพงเหล็กหนาครึ่งฟุตได้...
“แม่เจ้าโว้ย! นี่มันวิชาเทพชัดๆ! ถ้าฝึกจนขั้นสมบูรณ์ ยิงสิบนิ้วพร้อมกัน ระยะเก้าสิบก้าว... นี่มันปืนกลชัดๆ!”
เจียงชีเย่ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น เลือดลมสูบฉีด แทบอยากจะเริ่มฝึกเดี๋ยวนี้
ติดตรงที่... ตบะในลูกแก้วเกลี้ยงถังแล้ว
ช่างเถอะ ล้างหน้าล้างตาแล้วนอนดีกว่า... อืม? ไม่ยักกะง่วงแฮะ
เจียงชีเย่เลยตัดสินใจจุดตะเกียงอ่านหนังสือโต้รุ่ง อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนเนื้อหาทั้งหมดฝังแน่นในความทรงจำ
ผ่านไปนานจนกระทั่งเสียงเอะอะโวยวายจากห้องข้างๆ ดังขึ้นรบกวนสมาธิ
เขาถึงยอมดับไฟ เข้านอนหลับปุ๋ยไปจนรุ่งสาง
ยามเช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า
เจียงชีเย่ระลึกได้ว่าตนยังเป็นหนุ่มโสดผู้บริสุทธิ์ หากมีคนเห็นเดินออกจากหอนางโลม ภาพลักษณ์อันดีงามคงมัวหมอง
และถ้าข่าวไปเข้าหูเซียวหงอวี้ คงเป็นเรื่องยุ่งยากอีกแน่
เขาจึงตั้งใจจะรีบชิ่ง
แต่ใครจะไปนึก พอเปิดประตูออกมา ดันจ๊ะเอ๋กับเจ้าอ้วนห้องข้างๆ ที่กำลังจะชิ่งเหมือนกัน
เจ้าอ้วนเอาผ้าคลุมหัว เดินย่องเบา ซ้ายทีขวาที ท่าทางมีพิรุธสุดๆ
เจียงชีเย่อดขำไม่ได้ พริบตาเดียวก็ไปยืนขวางหน้าเจ้าอ้วน
“เฮ้ย!”
เจ้าอ้วนสะดุ้งโหยง รีบถอยหลังกรูด ชี้หน้าเจียงชีเย่ด้วยความตกใจ “จะ... เจ้า! เจียงชีเย่! ทำไมเป็นเจ้า?”
“ทำไมจะเป็นข้าไม่ได้? ข้ามาตรวจห้องพักไม่ได้รึไง!”
เจียงชีเย่กอดอก ยิ้มกริ่ม สายตาเจ้าเล่ห์มองสำรวจเจ้าอ้วน
“ฮี่ฮี่! เสี่ยวไป๋เอ๋ย เดี๋ยวนี้เก่งกล้าขึ้นเยอะนะ! นอกจากจะกล้าเถียงพี่เจ็ดแล้ว ยังมีเงินมาเที่ยวหอนางโลมอีก!
เก่งขนาดนี้ พ่อแม่เจ้ารู้หรือเปล่า? พี่สาวเจ้ารู้ไหมเนี่ย?”
ถูกต้องแล้ว เจ้าอ้วนคนนี้ก็คือ ‘อวี๋เสี่ยวไป๋’ นั่นเอง
อวี๋เสี่ยวไป๋หดคอ แววตาเลิ่กลั่ก แต่ยังทำใจดีสู้เสือเถียงกลับ “จะ... เจียงชีเย่! เจ้าอย่ามั่วซั่วนะ! อีกอย่างเจ้าเป็นแค่ผู้คุมคุก จะมาตรวจห้องบ้าบออะไรที่นี่!
อ๋อ! ข้ารู้แล้ว!
เจ้าเองก็มาเที่ยวเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ? เจ้าไม่กลัว——อื้อๆๆ!”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็โดนเจียงชีเย่ล็อคคอ ลากเข้าห้องไปอย่างหมดทางสู้ แล้วเริ่ม ‘ปรับทัศนคติ’ ฉบับพี่น้อง
ครู่ต่อมา เจียงชีเย่เดินออกมาจากห้องคนเดียว ในมือสะบัดตั๋วเงินใบย่อมๆ ด้วยสีหน้าดูแคลน
“รอบนี้ได้มาเยอะหน่อย แต่ก็แค่สิบตำลึง จุ๊ๆ จนจริงๆ!
เสี่ยวไป๋ ข้าว่าเจ้าควรกลับไปถามพ่อแม่ดูนะ ข้าชักสงสัยแล้วว่าเจ้าอาจจะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง หรือไม่ก็ของแถมตอนซื้อผักแน่ๆ”
อืม... ถึงเงินจะไม่เยอะ แต่ความสุขนี่สิล้นปรี่...
จากห้องด้านหลัง มีเสียงบ่นกระปอดกระแปดของอวี๋เสี่ยวไป๋ดังตามมา
“เจียงชีเย่! เจ้าปล้นค่าขนมข้าอีกแล้ว! ไอ้คนเนรคุณ! อุตส่าห์ช่วยกำจัดศัตรูหัวใจให้——”
“หือ? เจ้ากำจัดศัตรูหัวใจอะไรให้ข้า?”
เจียงชีเย่ชะงัก หันขวับไปมอง
“อ้อ... ข้าหมายถึง... ตอนที่ข้าช่วยเจ้าจีบพี่สาวข้าเมื่อก่อนไง...”
อวี๋เสี่ยวไป๋หลบสายตา ตอบตะกุกตะกัก
“เชอะ~”
เจียงชีเย่ค้อนขวับ แล้วหันหลังเดินจากไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดชะงักอีกครั้ง หันกลับมามองอวี๋เสี่ยวไป๋ด้วยความสงสัย “ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าดูแปลกๆ ไปนะ เหมือน... กำลังหัวเราะเยาะข้าอยู่”
“เปล่า! ไม่มี๊!”
อวี๋เสี่ยวไป๋ตาปริบๆ รีบส่ายหัวปฏิเสธ
เจียงชีเย่ขมวดคิ้ว “เมื่อกี้เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้หัวเราะ?”
อวี๋เสี่ยวไป๋เปลี่ยนสีหน้า แสร้งทำเป็นโกรธจัด “โดนเจ้าไถเงินจนหมดตูด ร้องไห้ยังไม่ทัน จะเอาอารมณ์ไหนมาหัวเราะ!”
“อ้อ งั้นก็แล้วไป ข้าจะได้สบายใจ”
เจียงชีเย่ยักไหล่ เลิกสนใจเจ้าตัวประหลาด แล้วเดินลงบันไดไป
อวี๋เสี่ยวไป๋มองแผ่นหลังของเจียงชีเย่จนลับสายตา สีหน้าโกรธแค้นเมื่อครู่มลายหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มที่กลั้นไม่อยู่
เขาเอามือปิดปาก อีกมือกุมท้อง นั่งยองๆ พิงผนังหัวเราะ “คิกคิกคิก” จนตัวสั่น
หัวเราะจนพอใจ เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นพิงผนัง แล้วเปลี่ยนมาทำหน้าจ๋อย พึมพำกับตัวเอง
“เหลืออีกแค่สองเดือน... ถึงตอนนั้นถ้าเจียงชีเย่รู้ว่าข้าร่วมมือกับพี่สาวหลอกมันมาตั้งหลายปี ไม่รู้มันจะฆ่าข้าหมกป่าหรือเปล่า...”
“ชิ ช่างมันเถอะ ฟ้าถล่มก็มีพี่สาวค้ำอยู่ ข้าจะกลัวอะไร...”
...
เจียงชีเย่กลับถึงตระกูลเจียงตอนอาทิตย์ขึ้นพอดี
เมื่อคืนอินหงเฟยมาเยือนแล้ว ทำให้คนในตระกูลเจียงวุ่นวายกันยกใหญ่
เจียงเจิ้นตงไม่เพียงส่งคนออกไปสืบข่าวจำนวนมาก ยังลงทุนออกไปวิ่งเต้นหาข่าวให้อินหงเฟยด้วยตัวเอง
สำหรับเรื่องนี้ เจียงชีเย่ไม่คิดขัดขวาง แต่ก็ไม่คิดจะร่วมด้วยช่วยกัน
เมื่อวานเขาอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก อินหงเฟยยังจับไม่ได้ ต่อไปก็คงยากที่จะสาวมาถึงตัวเขา
ต่อให้วันหน้าความแตก ถึงตอนนั้น... เขาคงไม่ใช่คนเดิมในตอนนี้แล้ว
และเขาก็ไม่คิดจะเล่าเรื่องเมื่อคืนให้เจียงเจิ้นตงฟัง
ขืนเล่าไป แค่ข้อหาค้างคืนที่หอนางโลม ก็พอให้เจียงเจิ้นตงหาเรื่องกระทืบเขาปางตายได้แล้ว
เขานั่งกินมื้อเช้าอย่างใจเย็น เปลี่ยนชุดเป็นเครื่องแบบผู้คุม เตรียมขี่ลาไปทำงาน
ก่อนออกจากบ้าน พ่อบ้าน ‘เจียงเหอ’ ก็ดึงเขาไปหลบมุม ยัดขวดเงินใบเล็กๆ ใใส่มือ บอกว่าเป็นของที่บิดาฝากมาให้ พร้อมกำชับอย่างเคร่งเครียด
ในขวดบรรจุพิษร้ายแรงเพียงหยดเดียว นามว่า ‘เจ็ดมารวายุคราม’ (ชีซาชิงเฟิง) มูลค่ามหาศาล
เพียงหยดเดียวระเหยสู่อากาศ ก็สามารถสังหารคนได้ทั้งห้อง ไร้สี ไร้กลิ่น ป้องกันยาก
ข้อเสียเดียวคือ ฤทธิ์ยาอยู่สั้นมาก เพียงแค่สามสิบลมหายใจ หรือไม่ถึงหนึ่งนาที
หลังสามสิบลมหายใจ พิษจะสลายไปเอง
หมายความว่า ถ้าใครอึดพอกลั้นใจผ่านหนึ่งนาทีนี้ไปได้ ก็รอดตาย
เจียงชีเย่รู้สึกเหมือนถือเผือกร้อน พลาดนิดเดียวอาจตายเองได้
แต่ดูจากขวดที่ปิดผนึกแน่นหนาดี เขาจึงเก็บไว้กับตัวอย่างระมัดระวัง
ยามตะวันสายโด่ง เจียงชีเย่ก็เดินทอดน่องเข้าสู่ที่ทำการกองปราบอย่างสบายอารมณ์