- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 88 อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
บทที่ 88 อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
บทที่ 88 อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
บทที่ 88 อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
จูเกาไถและเฟ่ยลิ่งสมกับเป็นยอดฝีมือแห่งสองยอดเขา แม้ลานประลองอีกสิบเก้าแห่งจะจบการแข่งขันรอบแรกไปแล้ว ทั้งสองคนยังคงงัดเคล็ดวิชาออกมาประลองกันอย่างดุเดือด เพียงแต่ในช่วงหลัง พลังปราณของเฟ่ยลิ่งเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด การโจมตีส่วนใหญ่มาจากตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟ เห็นได้ชัดว่าการใช้เคล็ดวิชาธาตุลมหลบหนีเมื่อครู่ทำให้เขาต้องรับภาระเกินกำลัง เสียพลังปราณไปมาก
ส่วนจูเกาไถนั้นเป็นผู้มีประสบการณ์มาก ไม่เปิดโอกาสให้เฟ่ยลิ่งฟื้นฟูพลังปราณแม้แต่น้อย และโจมตีราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง สมบัติวิญญาณไม้ตีกลองคู่ใจถูกใช้ออกมาโจมตีและแปรสภาพไม่หยุด เมื่อโจมตีโดยตรงก็จะมีสายฟ้าผ่า เมื่อแปรสภาพก็จะกลายเป็นเถาวัลย์พยายามพันธนาการและจู่โจมเฟ่ยลิ่ง
ทำให้เฟ่ยลิ่งตกอยู่ภายใต้การโจมตีตลอดเวลา ไม่มีโอกาสฟื้นฟูพลังปราณเลยแม้แต่น้อย ทว่าด้วยการโจมตีอันรุนแรงของตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟ จูเกาไถจึงมีสภาพประหนึ่งต้องรับมือกับยอดฝีมือขอบเขตรวมลมปราณขั้นสิบถึงสองคน แม้ว่าจะบุกอย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังเสียเปรียบ แต่เคล็ดวิชาพื้นฐานขั้นเซียนของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก ทุกครั้งที่ใช้ล้วนคล่องแคล่วและทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็น "เคล็ดวิชาพันธนาการ" "เคล็ดวิชาลูกไฟ" "เคล็ดวิชาม่านน้ำ" "เคล็ดวิชาค้อนทองคำ" ล้วนบรรลุขั้นสูง สมบัติวิญญาณไม้ตีกลองยิ่งทำให้เฟ่ยลิ่งปวดหัว หลายครั้งที่เกือบจะได้โอกาส ก็ถูกสมบัติวิญญาณชิ้นนี้โต้กลับจนต้องถอย
ผู้ชมต่างส่งเสียงให้กำลังใจ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังห้ำหั่นกันอยู่ จูเกาไถก็แอบใช้มือซ้ายตบไปที่เอว บนท้องฟ้าก็มีเสียงดังขึ้นเบา ๆ "กู่เสียงฟ้าร้อง" สองตัวพุ่งเข้าใส่เฟ่ยลิ่งและตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟด้วยความเร็วราวสายฟ้า ตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟรีบยืดตัวขึ้น ส่งเสียง "จี้ ๆ" ดังลั่น กรงเล็บขนาดใหญ่ทั้งสองข้างฟาดฟันป้องกันอย่างรวดเร็ว ทำให้กู่เสียงฟ้าร้องตัวแรกไม่สามารถเข้าใกล้ได้
เมื่อเวลาผ่านไป ตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟกลับเริ่มเสียเปรียบกู่เสียงฟ้าร้อง มันถูกจำกัดขอบเขตการโจมตี ส่วนเฟ่ยลิ่งต้องรับมือกับการโจมตีของจูเกาไถและกู่เสียงฟ้าร้องอีกตัว เป็นการตั้งรับอย่างยากลำบาก ต้านทานได้เพียงสิบกว่าลมหายใจ ก็ถูกกู่เสียงฟ้าร้องเกาะติดที่คอ ชั่วพริบตาใบหน้าซีดเผือดจนต้องยอมแพ้ พลังปราณของเขาอ่อนล้าอยู่แล้ว จะต้านทานคนกับแมลงได้อย่างไร
หลี่เหยียนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดและครุ่นคิดในใจ เขาวิเคราะห์ว่าจูเกาไถน่าจะมีกู่เสียงฟ้าร้องเพียงสองตัว และกู่เสียงฟ้าร้องคู่นี้น่าจะยังอยู่ในช่วงวัยเยาว์ พลังปราณมีเพียงขอบเขตรวมลมปราณขั้นแปด นี่คงเป็นเหตุผลที่จูเกาไถไม่ยอมปล่อยตัวกู่ออกมา แต่โชคดีที่กู่เสียงฟ้าร้องมีอันดับเหนือกว่าตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟ จึงสามารถสยบได้บ้าง แต่ถ้าเวลาผ่านไปนานกว่านี้ อาจจะถูกตั๊กแตนตำข้าวกรงเล็บไฟฆ่าตายก็เป็นไปได้
หลังจากจบรอบแรกก็เป็นรอบที่สอง ในรอบที่สาม หลี่เหยียนยังไม่ถูกจับฉลาก แน่นอนว่าเขาหวังว่าจะถูกจับฉลากในรอบหลัง ๆ จะได้เห็นคนอื่นลงมือมากขึ้น การประลองรอบแรกมีคนสี่ร้อยยี่สิบคน กว่าจะวนครบทุกคน ต้องใช้เวลาถึงห้ารอบ แต่ความหวังของเขาก็ไม่เป็นจริง ในรอบที่สี่ เขาถูกจับฉลากเป็นคนแรก บนกระจกส่องพันลี้ อักษรสีฟ้าประกอบกันเป็นตัวเลขสองแถว "สามสิบสาม" กับ "สองร้อยยี่สิบเอ็ด" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูหลี่เหยียน "จับฉลากเสร็จสิ้น ลานประลองที่สี่ สามสิบสาม ปะทะ สองร้อยยี่สิบเอ็ด"
หลี่เหยียนไร้อารมณ์ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หลินต้าเฉี่ยวเห็นว่าเป็นหมายเลขของหลี่เหยียน ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ศิษย์น้องเล็ก ถึงตาเจ้าแล้ว" ตอนนี้ นอกจากหลี่อู๋อีที่ไปทำหน้าที่ควบคุมการประลองบนลานประลองแห่งหนึ่งแล้ว เหวยชื่อถัว อวิ๋นชุนซวี่ กงเฉินอิ่ง และหลินต้าเฉี่ยวยังอยู่ที่นี่ เหวยชื่อถัวกำลังจะยกมือขึ้นตบบ่าหลี่เหยียน แต่หลี่เหยียนกลับก้าวไปข้างหน้าก่อน ทำให้เหวยชื่อถัวชะงัก จากนั้นก็ยิ้มให้เขา
หลี่เหยียนหันกลับมายิ้มให้ทั้งสองคน ตอนนี้อวิ๋นชุนซวี่กับกงเฉินอิ่งกำลังมองดูการประลองบนกระจกส่องไกลอีกสองแห่ง ดูเหมือนจะสนใจศิษย์ทางด้านนั้น ไม่ได้หันมามองหลี่เหยียน หลี่เหยียนไม่ได้สนใจท่าทีของทั้งสองคน เพราะพวกเขาเป็นแบบนี้เสมอ
เขาเรียกอาวุธวิเศษสำหรับบินออกมา ขณะกำลังจะเหาะขึ้นไป ก็มีเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นว่า "คู่ต่อสู้ของเจ้าน่าจะเป็นคนของยอดเขามหาปกครอง อยู่ในอันดับห้าสิบคนแรกของยอดเขา ระวังยาของเขาด้วย" เสียงนั้นมาจากกงเฉินอิ่ง หลี่เหยียนถึงกับชะงัก หันกลับไปมอง เห็นกงเฉินอิ่งกำลังละสายตาจากกระจกส่องพันลี้หันมามองเขา
ใบหน้านั้นเย็นชาแต่ไม่ไร้น้ำใจ หลี่เหยียนไม่รู้ว่านางรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็นศิษย์ของยอดเขามหาปกครอง บนกระจกพันลี้มีแต่ตัวเลข และคนที่ปรากฏตัวตอนนี้น่าจะเป็นคนที่ยังไม่เคยลงแข่ง แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่พยักหน้าให้กงเฉินอิ่งเล็กน้อย "ขอบคุณศิษย์พี่หก" จากนั้นจึงเหยียบอาวุธวิเศษสำหรับบิน พุ่งออกไป
หลี่เหยียนทะลุผ่านเขตอาคมป้องกันสีฟ้าอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขตอาคมยังไม่ได้เปิดใช้งาน เขาจึงผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย หลังจากบินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย เขาก็ลงจอดกลางลานประลอง เก็บอาวุธวิเศษสำหรับบินอย่างใจเย็น แล้วเงยหน้ามองไปฝั่งตรงข้าม พบว่าชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมาถึงก่อน ดูจากสัญลักษณ์ที่แขนเสื้อ เป็นศิษย์ของยอดเขามหาปกครองจริง ๆ เขามีรูปร่างปานกลาง ใบหน้าแดงระเรื่อ คิ้วโก่ง ดวงตาคม นอกจากชุดคลุมยาวของสำนักแล้ว ยังเกล้าผมเป็นมวยแบบนักพรต ตอนนี้ยืนห่างจากหลี่เหยียนประมาณสามร้อยกว่าเมตร และกำลังมองหลี่เหยียนด้วยสายตาสงสัย
ตอนที่หลี่เหยียนเพิ่งลงจอด เขาก็ปล่อยจิตสำนึกออกไป และรู้สึกตกใจเล็กน้อย คนที่มากลับเป็นศิษย์ขอบเขตรวมลมปราณขั้นหกระดับกลาง ถ้าเขาจำไม่ผิด การแข่งขันครั้งนี้อย่างน้อยก็น่าจะเป็นศิษย์ขอบเขตรวมลมปราณขั้นเก้า
คนผู้นี้ลงชื่อเข้าแข่งขันได้อย่างไร แต่ในชั่วครู่ต่อมา เขาก็รู้สึกตื่นตัว การแข่งขันครั้งนี้เป็นการประลองที่วงล้อชีวิตและความตาย แม้ว่าการประลองดังกล่างจะไม่ได้จัดขึ้นมาหลายหมื่นปีแล้ว แต่ความโหดร้ายของมันก็ยังเป็นที่เล่าขานกัน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การที่ผู้อาวุโสคนใดเห็นแก่ญาติสนิทส่งคนของตัวเองเข้ามา
หนึ่ง เขาไม่เคยได้ยินว่ามีระบบเส้นสาย แสดงว่าในการประลองไม่ต้องออมมือ สอง ถ้าเข้ามาได้ด้วยเส้นสาย อีกสามสำนักและสัตว์อสูรในดินแดนลับจะสนใจอะไร มีแต่จะฆ่าไม่เลี้ยงสิไม่ว่า สุดท้ายก็มีแต่ตายเปล่า ถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่างนี้ แสดงว่าเด็กคนนี้ต้องมีความสามารถพิเศษอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงเลิกดูถูกอีกฝ่าย
ในเวลาเดียวกัน บนศาลาลอยฟ้า เหยียนหลงจื่อลืมตาขึ้นหลังจากที่หลับตาลงเล็กน้อย ในบรรดาคนอื่น ๆ อีกสิบกว่าคน ก็มีหลายคนที่มองไปยังกระจกส่องไกลที่แสดงภาพลานประลองของหลี่เหยียน
"ดูจากขอบเขตแล้ว คนผู้นี้คงจะเป็น 'ร่างพิษแหลกสลาย' หืม? ขอบเขตรวมลมปราณขั้นเจ็ด หลี่อู๋อีไม่ได้บอกว่าเขาอยู่ขอบเขตรวมลมปราณขั้นหกระดับกลางหรอกหรือ" ตอนนี้ผู้อาวุโสของยอดเขาไม่พรากคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา ดูเฉยชา และเป็นคนที่อยากจะศึกษาหลี่เหยียน แต่คราวนี้ ผู้นำยอดเขาไม่พราก หญิงสาวโฉมสะคราญคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่
ผู้อาวุโสหญิงของยอดเขาไม่พรากคนนี้นับว่าเก่งกาจ เพียงแค่ดูจากกระจกส่องไกลก็มองออกว่าหลี่เหยียนอยู่ในขอบเขตใด ถ้าหลี่เหยียนอยู่ที่นี่ เขาคงจะตกใจมาก เพราะเคล็ดวิชาควบคุมลมปราณของคัมภีร์วารีที่เขาคิดว่าแนบเนียนมาก กลับถูกคนอื่นมองทะลุได้จากระยะไกลหลายสิบลี้โดยงดูเพียจากภาพ เช่นนี้คงเป็นเพราะความแตกต่างของขอบเขตที่มากเกินไป
"ฮ่า ๆ ผู้อาวุโสฮวา เจ้าดูสิ เด็กคนนี้เก็บซ่อนลมปราณได้แนบเนียนมาก คงจะฝึกฝนเคล็ดวิชาอะไรบางอย่างที่ช่วยปกปิดลมปราณ หลี่อู๋อีคงจะดูไม่ออกเช่นกัน" นักพรตที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มแล้วพูดขึ้น เขาคือผู้นำยอดเขาแมลงวิญญาณ
"คงเป็นเพราะร่างพิษแหลกสลายเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย ส่วนเรื่องที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชามหาหมื่นวิถี เรื่องนี้ข้ารู้ เมื่อมีขอบเขตระดับนี้ ข้ายิ่งตั้งตารอมากขึ้น" เหยียนหลงจื่อลูบเคราแล้วพูด ที่ผู้นำยอดเขาไม่พรากไม่มา ก็ทำให้เขาสบายใจขึ้น การพูดคุยกับคนอื่น ๆ ก็ดูกลมกลืนขึ้นมาก
ผู้อาวุโสฮวาของยอดเขาไม่พรากฟังทั้งสองคนพูดจบ ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่มองไปยังกระจกพันลี้และขมวดคิ้ว เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"โอ้ เด็กคนนี้คือ 'ร่างพิษแหลกสลาย' นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น ไม่นึกเลยว่าลักษณะพิเศษที่ขัดกับฟ้าแบบนี้ นับว่ามีผลลัพธ์ที่ขัดกับฟ้าจริง ๆ แค่ขอบเขตรวมลมปราณก็สามารถปกปิดลมปราณได้แล้ว น่าเสียดายพรสวรรค์ของเขายิ่งนัก" เมื่อได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสาม ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็ลืมตาขึ้น หรือไม่ก็ละสายตาจากลานประลองอื่น เพราะต่างก็อยากเห็นว่าลักษณะพิเศษที่ขัดกับฟ้าที่เล่าลือกันในสำนักมีความพิเศษอย่างไร
พวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพิษพืชและพิษแมลงมานานหลายร้อยปี แน่นอนว่าย่อมต้องสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แม้ว่าในสำนักจะมีลักษณะพิเศษพิษร้ายแรงอีกสองแบบของสำนักหวั่งเหลี่ยง แต่เพราะเป็นถึงบรรพชนปฐมวิญญาณ ต่อให้กล้าแค่ไหน ก็ไม่กล้าตรวจสอบอย่างละเอียด ผู้อาวุโสสิบกว่าคนที่มานี้ ส่วนใหญ่หลงใหลในเรื่องพิษ อยากจะเห็นร่างพิษแหลกสลาย ที่เป็นถึงหนึ่งในสามลักษณะพิเศษพิษร้ายแรงของสำนักหวั่งเหลี่ยง ถ้าไม่เกรงใจเว่ยจ้งหราน ผู้อาวุโสเหล่านี้อาจจะจับหลี่เหยียนไปศึกษาแล้ว
ในพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่ล้อมรอบด้วยลานประลองหลายสิบแห่ง จ้าวหมิ่นผู้มีดวงตากลมโตสีดำขลับกำลังจ้องมองกระจกพันลี้อย่างไม่กะพริบ
"ศิษย์น้องหมิ่น ศิษย์น้องหลี่คนนั้นปรากฏตัวแล้ว ได้ยินว่าเขาก็มาครั้งการประลองขอบเขตสร้างรากฐานครั้งก่อน แต่ถูกคนของยอดเขามหาปกครองบังไว้ เจ้าเลยส่งสายตาหวานให้เขาไม่ได้" เสียงหวานเย้ายวนดังมาจากข้าง ๆ เป็นหลี่ฉางถิง ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าขาวผ่องของจ้าวหมิ่นอย่างเจ้าเล่ห์
จ้าวหมิ่นขมวดคิ้วเข้ม ไม่หันกลับไป เพียงพูดอย่างเย็นชาว่า "ศิษย์พี่หลี่คิดมากไปแล้ว ข้าแค่สนใจ 'ร่างพิษแหลกสลาย' ก็เท่านั้น ถึงแม้จะเคยคุยกับเขาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาลงมือ"
"ศิษย์น้องหมิ่น ข้าพอจะเชื่อคำพูดของเจ้าสักสามส่วน แต่คนที่รู้เรื่อง 'ร่างพิษแหลกสลาย' มีไม่มาก เขาเข้าสำนักมาก็ไม่เคยออกจากยอดเขาไผ่น้อย เบื้องบนเหมือนจะจงใจปิดบังเรื่องนี้ ดูเหมือนศิษย์น้องหลี่ของยอดเขามหาปกครองจะไม่รู้ ไม่งั้นคงไม่ทำสีหน้าแบบนั้น แต่การที่เขาเข้าร่วมการประลองครั้งนี้ คงทำให้ความลับนี้ค่อย ๆ เปิดเผย" หลี่ฉางถิงกวาดตามองใบหน้าเรียวสวยของจ้าวหมิ่น จากนั้นก็พูดขึ้น นางไม่ได้บอกว่าเชื่อทั้งหมด แต่บอกว่าเชื่อสามส่วน แล้วจึงหันไปมองนักพรตหนุ่มของยอดเขามหาปกครองในกระจกพันลี้
จ้าวหมิ่นรู้ว่าหลี่ฉางถิงหมายความว่าอย่างไร แต่ก็ไม่ได้อธิบาย นางสนใจหลี่เหยียนจริง ๆ ความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่าอย่างอื่น นางเติบโตในสำนักหวั่งเหลี่ยง จึงเข้าใจลักษณะพิเศษพิษร้ายแรงทั้งสามแบบดีกว่าคนอื่น จึงอยากจะเห็นว่าลักษณะพิเศษพิษร้ายแรงทั้งสามแบบนั้นว่าเป็นอย่างไร
น่าเสียดายที่บรรพชนปฐมวิญญาณที่มีลักษณะพิเศษพิษร้ายแรงอีกสองแบบไม่เคยลงมือ และนางก็ไม่หวังว่าบรรพชนปฐมวิญญาณทั้งห้าคนในสำนักจะต้องลงมือ เพราะนั่นหมายความว่าสำนักกำลังตกอยู่ในอันตราย ตั้งแต่รู้ว่ามีศิษย์ที่มีร่างพิษแหลกสลายเข้าสำนัก นางก็อยากจะเห็น แต่ก็ไม่สามารถไปท้าประลองกับหลี่เหยียนได้ เพราะเขายังเป็นแค่ศิษย์ขอบเขตรวมลมปราณ เพราะหากท้าประลอง แบบนั้นจะมีแต่คนนินทา
ตอนแรกที่นางได้พบกับหลี่เหยียนเป็นเรื่องบังเอิญ หลังจากพบกันแล้ว นางก็คิดอยากจะทำความรู้จักเขามากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากรู้เรื่องร่างพิษแหลกสลาย แต่หลังจากพบกันหลายครั้ง นางก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับหลี่เหยียน
นางชอบการได้อยู่กับหลี่เหยียน ชอบที่หลี่เหยียนเป็นคนเงียบขรึมแต่ก็ใส่ใจ เวลาที่นางอยากฟังเรื่องราวในโลกมนุษย์ หลี่เหยียนก็จะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด และมักจะเสริมในบางจุด ทำให้คำแสลงหรือคำเปรียบเปรยที่นางไม่เข้าใจ กลับเข้าใจได้ในทันทีโดยไม่ต้องถาม นางชอบความรู้สึกแบบนี้ แต่ก็รู้ว่ามันยังห่างไกลจากความรักระหว่างชายหญิง
ทันใดนั้น หลี่ฉางถิงก็ยิ้มออกมา และถามด้วยเสียงเบา ๆ ว่า "ศิษย์น้องหมิ่น เจ้าว่าเด็กคนนี้จะสู้ได้กี่รอบ ขอบเขตของเขาก็ไม่ได้สูง ถ้าแพ้ในรอบเดียว ข้าคงผิดหวัง" จากนั้นนางก็หัวเราะเบา ๆ โดยไม่ได้บอกว่าทำให้ใครผิดหวัง
จ้าวหมิ่นเลิกคิ้ว และพูดอย่างเย็นชาว่า "แพ้แล้วจะเป็นไร ขอบเขตต่างกันตั้งสามสี่ขั้น ข้าแค่อยากดูว่าเขามีความสามารถพิเศษตามที่เล่าลือกันหรือไม่"
หลี่ชิวถงไม่ได้ลงมือ เพียงแค่หรี่ตามองหลี่เหยียนขึ้น ๆ ลง ๆ หลี่เหยียนยืนอยู่ห่างออกไปสามร้อยเมตร ระยะนี้ศิษย์ขอบเขตรวมลมปราณสามารถรับรู้ได้ หลี่เหยียนเองก็กำลังสังเกตชายหนุ่มที่แต่งตัวเหมือนนักพรตคนนี้ เพราะรู้สึกถึงอันตรายจากอีกฝ่าย มันไม่ใช่แบบความรู้สึกอันตรายที่รุนแรงจากศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่หก แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกงูพิษจ้องมอง แบบเดียวกับศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สาม และศิษย์พี่ห้า
"ศิษย์น้องท่านนี้หน้าตาไม่คุ้นเลย ข้าหลี่ชิวถง จากยอดเขามหาปกครอง คารวะ" หลี่ชิวถงยิ้มขึ้นมา
"คารวะศิษย์พี่หลี่ ข้าหลี่เหยียน จากยอดเขาไผ่น้อย" หลี่เหยียนคารวะตอบพร้อมรอยยิ้ม
"หลี่... เหยียน หลี่... เหยียน ข้านึกออกแล้ว ศิษย์ที่เข้ายอดเขาไผ่น้อยเมื่อหลายปีก่อน ที่แท้ก็เป็นอาจารย์อา" หลี่ชิวถงเอียงหัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาก็พอจะเคยได้ยินชื่อนี้ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นศิษย์ขอบเขตรวมลมปราณ ขอบเขตต่ำกว่าเขา ในเมื่อเป็นอาจารย์อา แสดงว่าคน ๆ นี้ต้องมีความสามารถพิเศษ
หลี่เหยียนก็ไม่ได้พูดอะไร เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเพื่อความสุภาพ แต่ต้องการค้นหาข้อมูลของเขาจากในความทรงจำเพื่อใช้ประโยชน์ และช่วงชิงความได้เปรียบในการต่อสู้
ในวินาทีต่อมา หลี่ชิวถงก็ขยับตัว