- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 86 ศึกขอบเขตสร้างรากฐาน
บทที่ 86 ศึกขอบเขตสร้างรากฐาน
บทที่ 86 ศึกขอบเขตสร้างรากฐาน
บทที่ 86 ศึกขอบเขตสร้างรากฐาน
หลี่เหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องบำเพ็ญเพียร ตอนนี้การประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานผ่านไปสี่วันแล้ว อีกห้าวันจะเป็นวันประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณ ห้าวันนี้เป็นช่วงเวลาให้ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณที่มารับชมได้สรุปและเรียนรู้ รวมถึงให้ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานที่บาดเจ็บจากการประลองได้พักฟื้น
หลี่เหยียนนึกถึงการประลองของยอดฝีมือในขอบเขตสร้างรากฐานเมื่อหลายวันที่ผ่านมาก็อดถอนหายใจไม่ได้ มิน่าล่ะ ลานประลองแต่ละแห่งถึงได้ยาวถึงห้าสิบลี้ แม้ว่าจะมีม่านพลังป้องกันอยู่ภายนอก แต่ข้างในก็ยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด แสงสีฟ้าของม่านพลังสว่างวาบ ลานประลองต้องได้รับการซ่อมแซมหลายครั้งในแต่ละวันถึงจะสามารถแข่งขันต่อไปได้
การประลองครั้งนี้ทำให้เขาได้เห็นความแข็งแกร่งและความสุขุมของศิษย์พี่หญิงหก เวลาโจมตี ศิษย์พี่หญิงผู้เย็นชาคนนี้มักจะใช้เคล็ดวิชาการฝึกกายเข้าต่อสู้ระยะประชิดกับศัตรู และมักจะจัดการคู่ต่อสู้ได้ภายในไม่กี่ครั้ง
ส่วนผู้ฝึกตนที่เจ้าเล่ห์หน่อยมักจะถอยห่างออกไปเป็นสิบลี้ตั้งแต่เริ่มประลอง แล้วใช้เคล็ดวิชาโจมตีระยะไกล กงเฉินอิ่งจะหยุดบ้าง เคลื่อนที่บ้าง เพื่อวางเขตอาคม ทำให้หลี่เหยียนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของศิษย์พี่หญิงคนนี้ เขตอาคมที่นางวางนั้นแปรเปลี่ยนไปมา ทำให้ศัตรูเดินเข้าไปในเขตอาคมโดยไม่รู้ตัว
ในช่วงหลังนางจับคู่กับฉู่เว่ยลี่แห่งยอดเขาสี่ทิศ ทั้งสองคนใช้เขตอาคมต่อสู้กัน ใช้เขตอาคมทำลายเขตอาคม เป็นการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ในท้ายที่สุดฉู่เว่ยลี่มีพลังแห่งเขตอาคมเหนือกว่าเล็กน้อยจึงชนะการประลอง นี่เป็นเพราะกงเฉินอิ่งไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาอื่น ไม่เช่นนั้นผลแพ้ชนะคงจะพลิกผัน แต่ในการต่อสู้นั้นกงเฉินอิ่งตั้งใจจะใช้แค่เขตอาคมตัดสินผลแพ้ชนะอยู่แล้ว
แต่กงเฉินอิ่งไม่ได้จับคู่กับหวังเทียน ทำให้เวลาที่มองหวังเทียน นางก็ยิ่งไม่พอใจ เพราะการประลองใหญ่ครั้งนี้ แต่ละคนต้องต่อสู้แค่ห้าครั้งในแต่ละรอบ คัดเลือกสี่สิบเก้าคนก็จบแล้ว และสี่สิบเก้าคนแรกก็ไม่ได้จัดอันดับ ทำให้ศิษย์หลายคนไม่พอใจ แต่ดูเหมือนสำนักจะไม่อยากให้คนบาดเจ็บก่อนจะเข้าไปเก็บเกี่ยวทรัพยากรในดินแดนลับในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากไม่แล้วการแย่งชิงอันดับคงจะยิ่งดุเดือดมากขึ้น
คนที่ทำให้หลี่เหยียนประหลาดใจก็คือจ้าวหมิ่น นางใช้วิธีการต่อสู้แบบเดียวกับกงเฉินอิ่ง เหมือนกันตรงที่ชอบเข้าต่อสู้ระยะประชิด คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ดูบอบบางจะโหดเหี้ยมเช่นนี้ พอขึ้นไปบนลานประลอง นางก็พุ่งเข้าหาศัตรูอย่างรวดเร็ว แล้วโจมตีเหมือนพายุ หากไม่รู้จักนางมาก่อนคงจะถูกใบหน้าที่งดงามกับท่าทางที่อ่อนแอหลอกเอาได้
พอมีคนอยู่ห่างจากนาง จ้าวหมิ่นก็จะปล่อยตัวกู่ประหลาดสองชนิดออกมา ชนิดหนึ่งซ่อนตัวเก่ง ไร้เสียง ไร้กลิ่น ค่อย ๆ เข้าไปใกล้ศัตรู แล้วจึงโจมตีอย่างรุนแรง ตัวกู่ชนิดนี้ดูเหมือนจะมีไม่มาก หลี่เหยียนเห็นนางปล่อยออกมาแค่สามสี่ตัว แต่ละตัวมีพลังขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่แปดหรือเก้า โจมตีอย่างรวดเร็ว มักจะโจมตีใบหน้า ลำคอ และแขนที่ไม่ได้ปกปิดของศัตรู โดนกัดแค่ครั้งเดียวก็อาจถึงตาย โชคดีที่จ้าวหมิ่นควบคุมมันได้ พอตัวกู่ชนิดนี้สัมผัสโดนผิวหนังของศัตรู นางก็จะหยุดโจมตี และแค่มองศัตรูด้วยสายตาเย็นชา ศัตรูที่เห็นตัวกู่เกาะอยู่บนใบหน้า ลำคอ หรือแขนของตัวเองต่างก็เหงื่อตก รีบยอมแพ้
ส่วนตัวกู่อีกชนิดหนึ่งเก่งเรื่องการวางเขตอาคม มักจะโจมตีเป็นฝูง ชอบกัดกินเนื้อหนัง เจาะเข้าไปในร่างกาย กัดกินจากข้างในออกมา ตัวกู่ชนิดนี้มีพลังแค่ขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่ห้า แต่มีจำนวนมากมายมหาศาล บินว่อนไปทั่วราวกับเมฆหมอก มองดูแล้วชวนให้ขนลุก หลี่เหยียนเห็นจ้าวหมิ่นปล่อยออกมาแค่ครั้งเดียว และยังอยู่ห่างจากศัตรู แค่ล้อมศัตรูเอาไว้ ดูแล้วการควบคุมตัวกู่จำนวนมากขนาดนี้คงจะไม่ง่าย
ทั้งสองคนติดหนึ่งในสี่สิบเก้าคน ส่วนศิษย์พี่รองเหวยชื่อถัวผ่านด่านมาได้ตลอด จนกระทั่งมาถึงรอบสุดท้าย เขาได้เจอกับกานสือแห่งยอดเขาสี่ทิศ ทั้งสองคนต่างก็มีพลังอยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง การต่อสู้ดำเนินอย่างดุเดือด ในท้ายที่สุดกานสือใช้ร่างกายเป็นเขตอาคม ปล่อยเขตอาคมขนาดเล็กออกมาขังเหวยชื่อถัวไว้ ครึ่งชั่วยามผ่านไป เหวยชื่อถัวก็ยังไม่สามารถออกมาได้ จึงได้แต่ยอมแพ้ แต่เขาก็ติดหนึ่งในสี่สิบเก้าคนเช่นกัน
อวิ๋นชุนซวี่กลับได้เจอกับหลี่ฉางถิงตั้งแต่รอบแรก และพ่ายแพ้ให้กับหลี่ฉางถิงตั้งแต่การประลองครั้งแรก ทำให้สีหน้าของเขายิ่งมืดครึ้ม เพราะหลี่ฉางถิงเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาไม่พราก อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงระดับแก่นทองคำเทียมแล้ว ยิ่งรวมกับเคล็ดวิชาควบคุมตัวกู่ที่น่าทึ่ง อวิ๋นชุนซวี่แพ้ก็ไม่น่าแปลกใจนัก ในการประลองครั้งต่อมา เขาก็ได้เจอกับศิษย์จากยอดเขาอื่น ๆ ด้วยพลังระดับกลางในขอบเขตสร้างรากฐาน เขาแพ้อีกหนึ่งครั้ง เสมอสามครั้ง สุดท้ายก็ติดหนึ่งในสี่สิบเก้าคน แต่คงจะอยู่อันดับท้าย ๆ
หลี่ฉางถิงผ่านด่านต่าง ๆ มาได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งกานสือแห่งยอดเขาสี่ทิศที่ขึ้นชื่อเรื่องเขตอาคมก็ยังต้องปวดหัวกับฝูงตัวกู่ของนาง ด้วยพลังปราณในตอนนี้ของเขา มันไม่สามารถวางเขตอาคมขนาดใหญ่หลายสิบลี้ได้ แม้ว่าจะขังหลีฉางถิงไว้ในเขตอาคมได้ เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับฝูงตัวกู่มากมาย เพราะหลีฉางถิงโปรยฝูงตัวกู่ไว้ที่มุมทั้งสี่ของลานประลองตั้งแต่เริ่ม หลี่เหยียนได้เห็นถึงจิตสำนึกอันแข็งแกร่งกับความรู้เรื่องตัวกู่ของศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาไม่พรากคนนี้
เหมียววั่งฉิงเข้าไปถึงรอบที่สองก็แพ้ติดต่อกันสามครั้งจนตกรอบ
เวินซินเหลียงกลับสามารถสู้ไปจนถึงรอบที่ห้าได้ด้วยพลังระดับต้นในขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ก็ยังตกรอบอยู่ดี เขาให้ความรู้สึกที่โหดเหี้ยมกับหลี่เหยียน การใช้พิษของเขาก็อยู่ในระดับสูง สามารถใช้โอกาสต่าง ๆ โจมตีศัตรูด้วยพิษร้ายแรงโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว แต่ด้วยปัญหาเรื่องขอบเขตพลัง ในท้ายที่สุดเขาก็ได้เจอกับผู้ฝึกตนระดับสูงในขอบเขตสร้างรากฐานติดต่อกันสองสามคน ขอบเขตพลังต่างกันมากเกินไป แม้ว่าเขาจะมีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้
เขาก็มีความสามารถอยู่บ้าง ตอนที่เจอกับผู้ฝึกตนระดับสูงในขอบเขตสร้างรากฐานคนแรก เขาใช้เคล็ดวิชาใบมีดลมซ่อนพิษเอาไว้ แน่นอนว่าศัตรูหลบเคล็ดวิชาใบมีดลมของเขาได้อย่างง่ายดาย แต่ในอากาศที่ใบมีดลมพัดผ่านกลับเต็มไปด้วยกลิ่นของพิษ อีกฝ่ายเผลอสูดหายใจเข้าไป ครู่หนึ่งก็ล้มลงไปกองกับพื้น ถือว่าพลาดท่าเสียที พอเห็นดังนั้น ยอดฝีมือระดับสูงในขอบเขตสร้างรากฐานคนอื่น ๆ ก็เริ่มระวังเขา พอจับคู่เจอเขาก็ไม่ให้โอกาสเขาได้พลิกสถานการณ์อีก แพ้ไปหลายครั้งก็ตกรอบ
แต่ก่อนหน้านั้น เวินซินเหลียงมีการประลองครั้งหนึ่งที่ทำให้คนของยอดเขาไผ่น้อยสาแก่ใจ ในรอบที่สี่เขาจับคู่ได้เจอกับจั่วเซิ่งเหยียนแห่งยอดเขาแมลงวิญญาณ นางเป็นถึงคู่รักของหวังเทียน ก่อนหน้านี้หลี่เหยียนแค่เหลือบมองนางก็โดนหวังเทียนใช้จิตสำนึกโจมตี เกือบต้องนอนพักหลายวัน ในรอบที่สี่จั่วเซิ่งเหยียนได้เจอกับยอดฝีมือสองคน คนหนึ่งมีพลังขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูง อีกคนหนึ่งมีพลังระดับสุดยอดในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง
ที่น่าหงุดหงิดสำหรับนางก็คือ คนหนึ่งเป็นถึงฉู่เว่ยสยง ยอดฝีมือแห่งเขตอาคม อีกคนหนึ่งก็เป็นยอดฝีมือระดับกลางในขอบเขตสร้างรากฐานแห่งยอดเขาแมลงวิญญาณ เดิมทีนางหวังพึ่งแมงป่องไม้ดำ เท่ากับว่ามีพลังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน ผ่านด่านต่าง ๆ มาได้อย่างราบรื่น แต่พอมาถึงรอบที่ห้า นางกลับได้เจอกับฉู่เว่ยสยง พอเข้าไปในลานประลองก็ถูกฉู่เว่ยสยงขังไว้ในเขตอาคม นางกับแมงป่องไม้ดำโจมตีอยู่นานก็ไม่สามารถออกมาได้ จึงได้แต่ยอมแพ้
ส่วนการประลองครั้งต่อมา นางได้เจอกับศิษย์พี่แห่งยอดเขาแมลงวิญญาณ ทั้งสองคนต่างก็รู้จักกันดี แต่อสูรวิญญาณของอีกฝ่ายมีพลังสูงกว่าอสูรวิญญาณของนางหนึ่งขอบเขตย่อย ทั้งยังมีพรสวรรค์ที่สามารถปราบอสูรวิญญาณของนางได้ สุดท้ายจั่วเซิ่งเหยียนจึงพ่ายแพ้
พอมาถึงรอบที่ห้าครั้งที่สาม จั่วเซิ่งเหยียนต้องโมโห พอเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นเวินซินเหลียงที่มีพลังแค่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ก็คิดจะระบายความโกรธที่พ่ายแพ้มาใส่เขา นางมีพลังขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง ทั้งยังมีอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งระดับขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่แปด ไม่ว่ายังไงก็เหนือกว่าอยู่แล้ว
แต่นางกลับประมาท เวินซินเหลียงรู้ดีว่าพลังของเขากับนางต่างกันมาก และยังรู้ถึงพิษร้ายแรงของแมงป่องไม้ดำ พอเข้าไปในลานประลองก็รีบถอยห่างออกไป แล้วค่อย ๆ ต่อสู้ ทำให้จั่วเซิ่งเหยียนล้อมจับเขาไม่ได้หลายครั้ง จนหน้าซีดด้วยความโกรธ แมงป่องสองตัวที่อยู่บนหน้าท้องขาว ๆ ของนางก็สั่นสะเทือน เหมือนกับว่าจะออกมาจากร่าง เพราะคิดไม่ถึงว่าเวินซินเหลียงจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้
เวลาผ่านไปทีละน้อย เดิมทีจั่วเซิ่งเหยียนเป็นคนเอาแต่ใจ พอจัดการกับคนที่พลังขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นไม่ได้เป็นเวลานาน ก็เริ่มใจร้อนขึ้น เวินซินเหลียงฉวยโอกาสตอนที่แมงป่องไม้ดำพ่นพิษใส่เขาในระยะใกล้ เขาปล่อยผง 'แมลงวันสองหัว' ออกมาปูไว้บนพื้น เป็นชั้นบาง ๆ ถ้าไม่สังเกตก็จะเหมือนกับลายหินบนลานประลอง
แมงป่องไม้ดำเป็นถึงอสูรวิญญาณ จึงพอจะสัมผัสได้ แต่มันยังไม่ทันส่งเสียงเตือน จั่วเซิ่งเหยียนก็ก้าวเข้าไปในเขตพิษ พอรู้ตัวก็ไม่ทันเสียแล้ว ยังไม่ทันจะหยิบยาแก้พิษออกมา ร่างกายก็เซและล้มลงไปกองกับพื้น แมงป่องไม้ดำขาดเจ้านายช่วยเหลือ ไม่ว่ายังไงก็แค่ขอบเขตรวมลมปราณ ถ้ามีพลังถึงขอบเขตสร้างรากฐาน เวินซินเหลียงคงจะรับมือได้ยาก ชั่วครู่ต่อมาเวินซินเหลียงก็ปราบมันได้
พอจั่วเซิ่งเหยียนฟื้นขึ้นมา รู้เรื่องทั้งหมดแล้วก็โกรธแค้นเวินซินเหลียงมาก เดิมทีนางก็แต่งตัวเปิดเผยเนื้อหนังอยู่แล้ว พอโดนพิษรุนแรงของ 'แมลงวันสองหัว' ก็ยิ่งทำให้ร่างกายกระตุก มือเท้ากางออกโดยไม่รู้ตัวส่วนที่ไม่ควรจะเปิดเผยก็เผยออกมาไม่น้อย โชคดีที่ผู้อาวุโสที่คอยดูแลการประลองเห็นเข้า จึงรีบพานางออกไปและให้ยาแก้พิษพอหวังเทียนรู้เรื่องจึงโกรธมาก ถึงขนาดมองคนของยอดเขาไผ่น้อยด้วยสายตาอาฆาต แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้จับคู่กับคนของยอดเขาไผ่น้อย จึงได้แต่ระบายความโกรธใส่คู่ต่อสู้คนอื่น ๆ ทำให้คู่ต่อสู้ต่างก็บ่นกันระงม
การประลองครั้งนี้ทำให้จั่วเซิ่งเหยียนตกรอบไปด้วย ทำให้คนอื่น ๆ ในยอดเขาไผ่น้อยมองเวินซินเหลียงด้วยสายตาประหลาดและไม่เป็นมิตรโดยเฉพาะศิษย์หญิงสามคน เวินซินเหลียงตกใจจึงรีบอธิบาย ว่าตอนนั้นเขาจนตรอก คิดแค่ว่าจะใช้พิษแบบไหนที่อีกฝ่ายมองไม่เห็นและมีฤทธิ์รุนแรงไม่ได้คิดอย่างอื่น แต่ไม่ว่าเขาจะอธิบายยังไง เหมียววั่งฉิงกับกงเฉินอิ่งก็มองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่เชื่อเขาเลยแม้แต่น้อย ส่วนศิษย์หญิงอีกคนแม้จะไม่กล้าแสดงออกชัดเจน แต่แววตาก็มีความหวาดกลัวราวกับว่าอาจารย์อาห้าคนนี้เป็นคนวิปริต
ส่วนศิษย์ชายคนอื่น ๆ กลับมีสีหน้าประหลาด
หลินต้าเฉี่ยวตกรอบตั้งแต่รอบแรก แข่งไปสี่ครั้ง ชนะครั้งที่สอง ชนะผู้ฝึกตนคนหนึ่งของยอดเขาสี่ทิศที่พลังอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานได้ไม่นาน ส่วนอีกสามครั้งล้วนพ่ายแพ้ ทำให้เขาถอนหายใจ พลังของเขายังอ่อนแอเกินไปจริง ๆ
ยอดเขาไผ่น้อยมีแค่เหวยชื่อถัว อวิ๋นชุนซวี่ กงเฉินอิ่งเท่านั้นที่ติดหนึ่งในสี่สิบเก้าคน คนอื่นตกรอบหมด แถมเวินซินเหลียงกับหลินต้าเฉี่ยวยังบาดเจ็บอีกด้วย เวินซินเหลียงไปทำให้ผู้ฝึกตนระดับสูงในขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งโกรธในรอบที่ห้า อีกฝ่ายจึงเล่นงานเขาอย่างหนัก ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บภายใน โชคดีที่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว แค่บาดเจ้บภายในตอนนี้ รักษาไม่นานก็หาย ส่วนหลินต้าเฉี่ยวโดนพิษจากคนผอมกลายเป็นคนอ้วน กินยาแก้พิษไปสี่วันถึงจะหายดี สี่วันนั้นเขาครางเบา ๆ ตลอดเวลา นอนไม่หลับทั้งคืน
หลี่เหยียนสนใจการประลองของศิษย์พี่ศิษย์น้องในยอดเขาไผ่น้อยแต่นอกจากนั้นเขายังจดจำลักษณะการต่อสู้ของแต่ละคน รวมถึงการใช้เคล็ดวิชาต่าง ๆ สี่วันที่ผ่านมาเขาได้รับประโยชน์มากมาย มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเขตอาคม วิชาพิษ ชนิดของอสูรวิญญาณ รวมถึงพรสวรรค์และทักษะต่าง ๆ หลินต้าเฉี่ยวเคยบอกว่า การประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานแบบนี้ ในสำนักเซียนเล็ก ๆ หลายสิบปีถึงจะเจอครั้งหนึ่ง ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานในสำนักเซียนเล็ก ๆ ล้วนเป็นถึงผู้อาวุโสจึงไม่ค่อยลงมือ ถ้าลงมือก็คงจะเป็นการต่อสู้ที่เอาเป็นเอาตาย นี่เป็นเพราะสำนักใหญ่มีทรัพยากรมากมาย ศิษย์ระดับล่างมีโอกาสรับชมการประลองของยอดฝีมือเพื่อสะสมประสบการณ์เพิ่มพูนความรู้ ส่วนยอดฝีมือก็ใช้การประลองนี้ฝึกฝนทักษะทำให้ใช้งานได้จริงมากขึ้น
หลี่เหยียนหลับตาลง ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นได้ยินมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา และกลั่นกรองวิธีการและกลวิธีที่เขาสามารถใช้ได้ในตอนนี้
เขาต้องรีบ เพราะเขาแทบจะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้เลย แต่กลับมีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ต้องเรียนรู้ จนปัจจุบันรู้สึกสับสนไปหมด ตอนนี้เองที่ป้ายหยกที่เอวของเขาเปล่งแสงสีขาว หลี่เหยียนขมวดคิ้ว ตอนนี้เขาไม่อยากให้มีเรื่องอะไร อีกห้าวันก็จะถึงวันประลองแล้ว เวลาเหลือน้อยเต็มที แต่เขาก็ยังคงใช้จิตสำนึกตรวจสอบป้ายหยก สีหน้าของเขาพลันแข็งค้าง
ข้อความนี้เป็นหลี่อู๋อี๋ส่งมา บอกว่าได้จัดการฝึกฝนแบบเร่งรัดให้หลี่เหยียนในห้าวันนี้แล้ว นั่นก็คือให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องผลัดกันมาฝึกซ้อมกับเขา หลี่เหยียนถึงกับอึ้งไป เขารู้ดีว่าโอกาสแบบนี้มีค่ามากแค่ไหน ปกติแล้วผู้ฝึกตนจะมีคนมาฝึกซ้อมและชี้แนะก็ต่อเมื่ออาจารย์อารมณ์ดี หรือเป็นศิษย์สายตรงที่สนิทสนมมาก ๆ และนาน ๆ ครั้งถึงจะมี ส่วนแบบที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องเจ็ดคนผลัดกันมาฝึกซ้อมด้วยนั้น แทบจะไม่มีเลย ถ้าศิษย์ของยอดเขาอื่นรู้เข้า คงจะอิจฉาตาร้อนผ่าว
ห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่หลี่เหยียนกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปเป็นปี ช่วงแรกคนที่ผลัดกันมาฝึกซ้อมกับเขาจะปล่อยให้เขาโจมตีตามใจชอบแล้วจึงค่อยวิจารณ์ จากนั้นก็จะกดพลังลงมาให้เท่ากับหลี่เหยียนแล้วจึงเริ่มโจมตี ตอนนี้เองที่ชีวิตอันแสนทรมาณของหลี่เหยียนเริ่มต้นขึ้น แม้ว่าอีกฝ่ายจะกดพลังลงมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์หรือความเข้าใจในเคล็ดวิชาล้วนแล้วแต่เหนือกว่าเขา
เขาไม่คิดเลยว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่สุภาพอ่อนโยนจะโจมตีอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้ ทำให้ตอนนี้พอหลี่เหยียนเห็นหลี่อู๋อี๋ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ศิษย์พี่หญิงสี่ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำให้หลี่เหยียนรู้ว่าแม้จะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานที่ไม่เก่งการต่อสู้ แต่ก็ยังเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานอยู่ดี ดังนั้นจึงเล่นงานเขาจนสะบักสะบอมไปหมด
ส่วนศิษย์พี่สามโจมตีด้วยพลังวิญญาณ ทำให้จิตใจของหลี่เหยียนได้รับบาดเจ็บและรู้สึกอยากจะเป็นบ้า ส่วนศิษย์พี่รองโจมตีเหมือนพายุ ทำให้หลี่เหยียนมึนงงไปหมดและใบหน้าบวมปูด ส่วนเขตอาคมของศิษย์พี่หญิงเจ็ดทำให้หลี่เหยียนรับรู้ถึงภาพลวงตาจนจิตใจว้าวุ่น
พอเจอกับกงเฉินอิ่งอีกครั้งก็รู้สึกเหมือนกับว่าความคิดของตัวเองถูกมองทะลุปรุโปร่ง แม้แต่หลินต้าเฉี่ยวยังทำให้หลี่เหยียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานกับผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณ เคล็ดวิชาต่าง ๆ รวมกับวิชาพิษ ล้วนแล้วแต่เล่นงานเขาจนหัวหมุน
ห้าวันมานี้หลี่เหยียนมึนงงตลอดเวลา แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ ศิษย์พี่คนหนึ่งลงไป ศิษย์พี่หญิงอีกคนก็ขึ้นมาแทน เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม แค่ร่างกายแข็งทื่อไปหมด ศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งลงไป ศิษย์พี่อีกคนก็ขึ้นมาแทน เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม แค่หน้าตาบวมปูดก็เท่านั้นเอง...
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจก็คือหลี่เหยียน ตอนที่พวกเขาพูดคุยกันก็พบว่าหลี่เหยียนไม่ได้มีพฤติกรรมแปลก ๆ แค่ตอนที่พวกเขาฝึกซ้อมด้วยเท่านั้น ไม่ว่าหลี่เหยียนจะโดนพิษร้ายแรงแค่ไหน ก่อนที่พวกเขาจะให้ยาแก้พิษ อาการของหลี่เหยียนก็จะเริ่มดีขึ้น สักพักก็จะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แม้ว่าจะใช้เวลานาน แต่เขาก็สามารถรักษาตัวเองได้ และพิษที่เคยใช้กับเขาแล้ว ครั้งต่อไปที่ใช้ก็จะไม่ได้ผลมากเท่าเดิม หมายความว่าภูมิต้านทานของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้น
ส่วนหลี่เหยียน เพื่อรับมือพวกเขา ในแต่ละครั้งจำต้องทุ่มเทสุดกำลังเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงได้ค้นพบว่าขอบเขตที่แท้จริงของหลี่เหยียนคือขั้นรวมลมปราณขั้นเจ็ดระดับสูง การปิดบังพลังฝีมือเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในโลกแห่งผู้บำเพ็ญเซียน แต่ก็ทำให้พวกเขาแค่ประหลาดใจ และที่ประหลาดใจก็เพราะพวกเขามองไม่ออก
แต่ไม่มีผู้ใดซักถามหลี่เหยียนว่าปิดบังได้อย่างไร บางทีอาจเกี่ยวข้องกับร่างพิษแหลกสลายก็เป็นได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือพลังปราณอันหนาแน่นของหลี่เหยียน อย่างน้อยที่สุดเทียบเท่ากับพลังปราณของผู้บำเพ็ญเซียนขอบเขตรวมลมปราณขั้นเก้าระดับต้น พวกเขามองออกอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ผลจากการปิดบังขอบเขต แต่เป็นพลังปราณที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง
พวกเขามองศิษย์น้องผู้นี้ไม่ออกจริง ๆ