- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 85 ก่อนการประลอง
บทที่ 85 ก่อนการประลอง
บทที่ 85 ก่อนการประลอง
บทที่ 85 ก่อนการประลอง
ช่วงเวลานี้เองที่ท้องฟ้าสว่างไสวขึ้น มีแสงหลายสิบสายพุ่งมาจากขอบฟ้า เมื่อครู่ยังอยู่ไกล ๆ แค่พริบตาเดียวก็มาถึงที่นี่แล้ว พวกมันลอยวนอยู่บนฟ้าแล้วจึงร่อนลงจอดบนระเบียงของศาลา พอแสงสว่างหายไปจึงมีผู้ฝึกตนปรากฏตัวขึ้นมาประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน
คนที่เป็นหัวหน้าคือชายชราคิ้วหนา ตาโต หน้าขาวซีด เคร่งขรึม เขาเป็นถึงจ้าวสำนักแห่งสำนักหวั่งเหลี่ยง เหยียนหลงจื่อ คนอื่น ๆ มีทั้งผู้ชายผู้หญิง เป็นผู้นำยอดเขาและผู้อาวุโlขอบเขตแก่นทองคำ แต่สำนักใหญ่เช่นสำนักหวั่งเหลี่ยงมีผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแก่นทองคำอย่างน้อยห้าถึงหกสิบคน ดังนั้นจึงไม่ได้มาทั้งหมด คนที่มาเป็นจ้าวสำนักซึ่งเป็นผู้ดูแลเรื่องต่าง ๆ กับผู้อาวุโสที่คอยดูแลการประลอง แน่นอนว่ายังมีผู้อาวุโสบางคนที่สนใจการประลองนี้ จึงร่วมทางมารับชม
พอทุกคนยืนนิ่ง เหยียนหลงจื่อจึงมองลงจากบนฟ้า มีพลังกดดันมหาศาลพุ่งลงมาจากเบื้องบน เสียงดังอึกทึกบนลานกว้างพลันเงียบสงบลงในทันที แม้แต่สัตว์วิญญาณทั้งหมดก็ยังตัวสั่น แต่ไม่นานพลังกดดันนั้นจึงหายไป เป็นการปล่อยแล้วก็รวบกลับ เหมือนกับคลื่นชายฝั่ง
พอเห็นว่าข้างล่างเงียบลงแล้ว เหยียนหลงจื่อจึงพูดขึ้นว่า "การประลองใหญ่ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อการเก็บสมุนไพรวิเศษกับสมบัติล้ำค่าต่าง ๆ ในดินแดนลับปีหน้า แบ่งเป็นขอบเขตสร้างรากฐานกับขอบเขตรวมลมปราณ ความหมายของการประลองนี้ แต่ละยอดเขาก็น่าจะแจ้งไปแล้ว ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานมีสองร้อยคนที่เข้าร่วม ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณมีสี่ร้อยสามสิบคนที่เข้าร่วม ขอบเขตสร้างรากฐานคัดเลือกสี่สิบเก้าคน ขอบเขตรวมลมปราณคัดเลือกหนึ่งร้อยแปดคน หลังจากการประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานจบลงในห้าวัน ก็จะเป็นการประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณ ก็ตามนี้ เริ่มได้"
เหยียนหลงจื่อพูดน้อยแต่เน้นสาระ พูดจบก็ประกาศเริ่มการประลอง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนในระยะหลายร้อยลี้ได้ยิน
พูดจบก็เดินไปยังเก้าอี้ ผู้อาวุโสระดับขอบเขตแก่นทองคำคนอื่น ๆ ก็เดินตามไปนั่งลง มีเพียงชายชราผอมสูงคนหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หลี่เหยียนที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ก็ได้ยินชัดเจน คิดดูแล้วว่าผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณสี่ร้อยกว่าคน คัดเลือกหนึ่งร้อยแปดคน เขาก็รู้สึกไม่มั่นใจ เขามีประสบการณ์การต่อสู้น้อยมาก พลังปราณก็แค่ระดับสูงในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด โชคดีที่หลายคนไม่ได้เข้าร่วม มิฉะนั้นเขาคงยิ่งไม่มั่นใจมากขึ้น
ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณของสำนักหวั่งเหลี่ยงมีเจ็ดถึงแปดพันคน ส่วนผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานมีแค่สามร้อยกว่าคน เพียงแต่การประลองครั้งนี้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับขอบเขตพลังและเคล็ดวิชาเซียนที่ฝึกฝน ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานที่ไม่ได้เน้นการต่อสู้จึงไม่ได้สมัครเข้าร่วม ส่วนผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณยิ่งกำหนดว่าต้องมีพลังถึงขอบเขตรวมลมปราณถึงขั้นที่เก้าหรือสิบถึงจะสมัครได้ จำนวนคนที่เข้าร่วมจึงลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในบรรดาคนที่เหลือก็มีผู้ฝึกตนที่ไม่ได้เน้นการต่อสู้เหมือนกับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน
ขณะหลี่เหยียนกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็มีเสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้า หลี่เหยียนจึงรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายชราผอมสูงที่ยืนอยู่หน้าระเบียงเมื่อครู่ ลอยอยู่กลางอากาศ มองลงไปยังคนหลายหมื่นคนที่อยู่บนลานกว้าง
"ข้าเผิงอู๋สิง ผู้นำหน่วยปราบปราม การประลองใหญ่ครั้งนี้มีแท่นประลองสิบแท่น จับสลากตัดสินคู่ต่อสู้ แต่ละคนต้องสู้ห้าครั้ง ชนะสามครั้ง แพ้สองครั้ง ถึงจะเข้ารอบต่อไป ไม่เช่นนั้นก็ตกรอบ ในลานประลองสามารถต่อสู้กันได้อย่างเต็มที่ พอถึงเวลาคับขันจะมีผู้อาวุโสประจำแท่นประลองนั้น ๆ คอยดูแล ส่วนเรื่องบาดเจ็บ พิการ ก็กลับไปรักษาตัวเอาเอง" ชายชราผอมสูงคนนั้นผมดำขลับ หน้าตาเคร่งขรึม พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หลี่เหยียนได้ฟังก็ตกใจ หมายความว่าบนแท่นประลอง นอกจากห้ามฆ่าคนแล้ว จะทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสหรือพิการก็ได้ ทั้งหมดให้รับผิดชอบผลลัพธ์เอาเอง คงเป็นเพราะนี่เป็นการประลองภายในสำนัก ถ้าไม่ใช่ คงไม่สนใจเรื่องความเป็นความตายเลยด้วยซ้ำ
"เชิญศิษย์ในขอบเขตสร้างรากฐานมาจับสลาก" พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ ลูกศรเล็ก ๆ มากมายที่เปล่งแสงสีแดงก็ลอยอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นเผิงอู๋สิงจึงถอยหลังไปและไม่พูดอะไรอีก
ข้างล่างเงียบสงัดไปชั่วขณะ ไม่นานเริ่มมีแสงสีต่าง ๆ สว่างวาบขึ้นจากเขตต่าง ๆ ในรูปเพชรพุ่งขึ้นไปบนฟ้า คนที่อยู่ข้าง ๆ หลี่เหยียนก็มีแสงหลายสายพุ่งออกไป ตรงไปยังลูกศรแสงสีแดงบนท้องฟ้า ลูกศรแสงสีแดงพวกนี้เหมือนกันหมด คนที่ขึ้นไปจึงคว้าอันที่อยู่ใกล้ที่สุด พอลูกศรแสงสีแดงพวกนั้นอยู่ในมือ ก็จะกลายเป็นจุดแสงสีแดงเล็ก ๆ บินเข้าไปในแขนเสื้อประทับลงข้าง ๆ สัญลักษณ์สีทองของแต่ละยอดเขา บนชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มจึงมีตัวอักษรเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น
หลี่เหยียนมองดูหลินต้าเฉี่ยวที่บินกลับลงมา มองไปที่แขนเสื้อของอีกฝ่าย พบว่าข้างต้นไผ่สีทองมีตัวอักษรสีแดงสดตัวเล็ก ๆ "เจ็ดสิบเก้า" เขาจึงรู้สึกตัว มิน่าล่ะ ถึงบอกว่าเวลาที่มาร่วมงานใหญ่ของสำนักต้องใส่ชุดของสำนัก คงจะใช้วิธีนี้ในการจัดการ
ตอนนี้ศิษย์พี่รองกับคนอื่น ๆ ต่างก็กลับมากันแล้ว ทุกคนเงียบ ไม่พูดอะไร แต่จ้องมองไปบนฟ้าและรอคอย
เผิงอู๋สิงเห็นว่าทุกคนรับลูกศรสีแดงบนฟ้าครบแล้วจึงประสานมือและยกขึ้นสูง แล้วตะโกนลั่น ทันใดนั้นบนท้องฟ้าก็มีแผ่นหยกขนาดใหญ่สิบแผ่นปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว เรียงกันเป็นรูปครึ่งวงกลม แผ่นหยกขนาดใหญ่ทั้งสิบแผ่นนั้นมีแสงสว่างไหลเวียนอยู่ ครู่หนึ่งก็ชัดเจนขึ้น สุดท้ายก็มีภาพสิบภาพปรากฏขึ้น เป็นลานประลองสิบแห่ง หลี่เหยียนกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้างล่างต่างก็สามารถมองเห็นทุกมุมของแผ่นหยกทั้งสิบแผ่น
หลี่เหยียนพอจะเดาออก แต่ก็ไม่แน่ใจ คนของยอดเขาไผ่น้อยมีแค่เขากับศิษย์หลานสามคนเท่านั้นที่ไม่เคยเข้าร่วมงานของสำนัก ส่วนหลินต้าเฉี่ยวเคยเข้าร่วมงานเล็กงานใหญ่ของสำนักมาหลายครั้งแล้ว พวกเขาสี่คนจึงไม่ค่อยเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้
"นี่เป็นกระจกพันลี้ เพราะลานประลองทั้งสิบแห่งนี้แต่ละแห่งยาวประมาณห้าสิบลี้ รวมระยะห่างแล้ว มีพื้นที่หลายร้อยลี้ ดังนั้นศิษย์ที่อยากจะดูการประลองต้องขึ้นไปบนฟ้า หรือไม่ก็ดูใกล้ ๆ แค่ลานประลองเดียว ท่านผู้อาวุโสเผิงจึงได้ใช้พลังอันแข็งแกร่งขับเคลื่อนกระจกพันลี้ ทุกคนที่นี่จึงสามารถมองเห็นการประลองทั้งหมดได้ชัดเจน
เจ้าอยากจะดูอันไหนก็ดูไป เพียงแต่ไม่มีเสียง และปกติแล้วสามการประลองสุดท้ายจะจัดขึ้นที่ลานประลองเดียวกัน ตอนนั้นก็สามารถดูได้โดยตรง" ในขณะที่หลี่เหยียนกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงที่อ่อนโยนดังขึ้น เป็นหลี่อู๋อีนั่นเอง อีกฝ่ายช่างรอบคอบสมแล้วที่เว่ยจ้งหรานมอบหมายเรื่องต่าง ๆ ของยอดเขาไผ่น้อยให้เขาจัดการ เพราะตอนนี้เขายังนึกถึงศิษย์ใหม่อย่างหลี่เหยียน
เผิงอู๋สิงขับเคลื่อนกระจกพันลี้เสร็จก็บินกลับไปที่ศาลาลอยฟ้า ไม่นานก็มีคนสิบคนบินออกมาและบินไปยังลานประลองแต่ละแห่ง หลี่เหยียนคิดว่าคงจะเป็นผู้อาวุโสที่คอยดูแลลานประลอง พวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยกับตัดสิน
พอคนทั้งสิบคนเหล่านั้นไปถึงลานประลองแต่ละแห่งแล้วจึงประสานมือ หลี่เหยียนเห็นว่ามีแสงสีฟ้าโปร่งแสงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนลานประลองในแผ่นหยกทั้งสิบแผ่น มันลอยขึ้นไปจนสูงหลายสิบจ้างจึงหยุดลง แล้วยังมีแสงสีฟ้าไหลวนอยู่บนแสงสีฟ้านั้น สุดท้ายก็กลายเป็นตัวหนังสือเล็ก ๆ สองแถว หลี่เหยียนมองไปที่แผ่นหยกแผ่นหนึ่ง แสงสีฟ้านั้นกลายเป็นตัวหนังสือว่า "ยี่สิบ" "หกสิบสาม" จากนั้นหลี่เหยียนจึงได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากบนฟ้าว่า "รอบแรก หมายเลขหนึ่ง เริ่มได้"
ที่ศาลาลอยฟ้า เหล่านักพรตจิบน้ำชาและพูดคุยกันไปพลางมองดูเผิงอู๋สิงจัดการเรื่องต่าง ๆ ทางด้านหญิงโฉมสะคราญวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่งยิ้มหวาน "ศิษย์พี่จ้าวสำนัก ครั้งนี้ศิษย์น้องเล็กเว่ยไม่มาอีกแล้ว หรือว่ากำลังจะทะลวงขอบเขตย่อยอยู่กันนะ?" นางพูดพลางมองไปรอบ ๆ ต้องกล่าวว่าเสน่ห์ของนางล้นเหลือ รูปร่างอวบอิ่มเหมือนกับลูกท้อสุก ผิวขาวจากส่วนนูนของร่างกายท่อนบนยังชวนให้ผู้คนรู้สึกน่าสัมผัส คนอื่นต่างต้องรีบละสายตาจากนางไป และมองจ้าวสำนัก
เหยียนหลงจื่อมองนาง "ศิษย์น้องหลี ข้าก็ดูไม่ออกว่าศิษย์น้องเล็กมีพลังระดับไหน รู้แค่ว่าร่างกายของเขาเหมาะกับการฝึกฝน 'คัมภีร์เก้าขั้นไร้ขอบเขต' ของท่านอาจารย์ เขาฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้สองร้อยกว่าปีแล้ว คิดตามความเร็วแล้ว คงกำลังจะทะลวงไปยังระดับสูงสุดในขั้นกลางกระมัง?"
"แต่ทุกครั้งที่ข้าเจอกับศิษย์น้องเล็ก ข้าก็รู้สึกว่าลมปราณของเขาแข็งแกร่งกว่าข้ามาก 'เคล็ดวิชาพันหน้า' ที่ข้าฝึกฝนนั้นมีความสามารถพิเศษในการสัมผัสกับทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถสัมผัสถึงลมปราณของคนอื่นได้อย่างละเอียด ท่านอาจารย์ตามหาผู้สืบทอด 'คัมภีร์เก้าขั้นไร้ขอบเขต' เป็นพัน ๆ ปี ในที่สุดก็ได้ศิษย์น้องเล็กมา ถือว่าสมหวังแล้ว ตอนนั้นข้าก็อยากจะฝึกฝนเหมือนกัน แต่ท่านอาจารย์ไม่สนใจข้าเลย" หญิงสาวสวยพูดพลางบิดเอวไปมา ก้นงอนได้รูปของนางแทบกินพื้นที่บนเก้าอี้ไปเกือบหมด นักพรตแซ่เฟิงแห่งยอดเขาแมลงวิญญาณ ชายร่างกำยำผิวคล้ำแห่งยอดเขาสี่ทิศ กับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ รีบหันหน้าหนี มีเพียงหญิงวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาที่ดูเย็นชาแห่งยอดเขาไม่พรากเท่านั้นที่ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เหยียนหลงจื่อเห็นว่าทุกครั้งที่มีการประชุมก็จะเป็นแบบนี้ จึงพูดอย่างจนใจ "ศิษย์น้องหลี หลายปีมานี้ผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำในสำนักมีไม่น้อย ไม่ชอบพอใครสักคนเลยงั้นหรือ?"
"หือ ศิษย์พี่จ้าวสำนัก ท่านกำลังว่าข้าทำให้สำนักหวั่งเหลี่ยงเสียหน้าหรือ? แต่งงานเร็ว ๆ ดูแลสามี เลี้ยงลูกไปเลยดีกว่างั้นสิ ท่านอย่าพูดไป สิบกว่าคนนี้ นอกจากศิษย์น้องเล็กแล้ว ข้าไม่ชอบใครเลยสักคน แต่ศิษย์น้องเล็กเป็นคนรักเดียวใจเดียว มีแต่ศิษย์น้องจ้าวในดวงใจเพียงผู้เดียว ข้าหาคนที่ถูกใจไม่ได้ก็เลยเป็นแบบนี้ ถ้าสำนักหวั่งเหลี่ยงคิดว่าข้าทำให้สำนักเสียหน้า ข้าก็จะไปหาท่านอาจารย์ ให้ท่านปลดข้าออกจากสำนักก็ได้" หญิงสาวโฉมสะคราญพูดพลางเบ้ปาก และเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
เหยียนหลงจื่อได้ฟังก็มองไปที่คนอื่น ผู้อาวุโสคนอื่นทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เหมือนกับว่าไม่ได้ยินอะไร บัณฑิตแซ่เฟิงกับศิษย์น้องคนอื่นก็ได้แต่ก้มหน้าจิบน้ำชา เหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่าง เขาจึงได้แต่ถอนหายใจ ‘ท่านอาจารย์ ท่านรับศิษย์ได้ดีจริง ๆ ทุกครั้งที่มีการประชุม พอนางมาทีไร ก็ต้องทำให้คนอื่นร้อนใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ ทุกคนต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรมานานเป็นพัน ๆ ปีแล้ว เหตุใดพอเจอศิษย์น้องหลีแล้วถึงได้เป็นแบบนี้กันหมด?’
เขากระแอมไอ มองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นคนของยอดเขาไผ่น้อย "หลานสาวของเจ้านามฉางถิง ได้ยินว่าสนิทสนมกับหลี่อู๋อี๋คนนั้น ข้าว่าไปพูดคุยกับศิษย์น้องเล็กเพื่อหมั้นหมายแต่งงานเลยไม่ดีหรือ ดูไปแล้วเหมาะสมกันไม่น้อย"
"ข้ายังคิดจะไปเอาเรื่องกับหลี่อู๋อีคนนั้นเลย ทุกครั้งมักจะมาช้า แล้วยังหนีไปก่อน ยอดเขาไผ่น้อยไม่มีใครดีสักคน หลี่อู๋อีมักไปพัวพันกับศิษย์น้องหญิงคนหนึ่ง ถ้าฉางถิงถูกทิ้ง ข้าจะไม่ปล่อยเว่ยจ้งหรานไว้แน่" หญิงสาวสวยพูดพลางยืดตัวขึ้น หน้าอกยิ่งดูใหญ่โตขึ้น ทว่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
เหยียนหลงจื่อเห็นดังนั้นก็รู้ว่าออกนอกเรื่องไปแล้ว เดิมทีเห็นว่าทุกครั้งที่มีการประชุม ทุกคนก็จะกลัวศิษย์น้องหญิงคนนี้ จึงได้พูดขึ้นมาลอย ๆ ตอนนี้กลับยิ่งออกทะเลไปไกล
"พูดถึงยอดเขาไผ่น้อย ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานนอกจากหลี่อู๋อีแล้ว คนอื่นต่างก็เข้าร่วม รวมถึงศิษย์คนนั้นในขอบเขตรวมลมปราณที่เป็นร่างพิษแหลกสลายก็เข้าร่วมด้วย" เหยียนหลงจื่อพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"อ้อ ศิษย์คนนั้นเข้าร่วมด้วยหรือ? ได้ยินมาว่าเขามีพลังถึงระดับกลางในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่หกแล้ว จำได้ว่าสามปีก่อนเขามีพลังแค่ระดับต้นในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สอง คิดแล้วก็เร็วมาก นอกจากทรัพยากรที่สำนักให้แล้ว หรือว่าร่างพิษแหลกสลายจะมีผลดีต่อรากวิญญาณหลากธาตุด้วย?" บัณฑิตที่เป็นผู้นำยอดเขาแมลงวิญญาณพูดขึ้น
"รากวิญญาณหลากธาตุ สามปีเลื่อนระดับได้สามขั้นกว่าก็ไม่ด้อยไปกว่าอัจฉริยะของยอดเขาอื่น อยากจะผ่าดูเสียจริงว่าร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปยังไง" หญิงวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาแห่งยอดเขาไม่พรากพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ถ้าศิษย์น้องเว่ยได้ยิน คงต้องทะเลาะกับเจ้าแน่" ผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดขึ้น
"ศึกษาให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของร่างกายแบบนี้ มีประโยชน์ต่อสำนักมากกว่า" หญิงวัยกลางคนหน้าตาธรรมดา ๆ พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"พวกเจ้าออกนอกเรื่องอีกแล้ว ในเมื่อเด็กคนนั้นเป็นศิษย์ของศิษย์น้องเล็กแล้ว พวกเจ้าก็ไม่ควรพูดถึงอีก ข้าหวังว่าต่อไปจะมีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง การประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเริ่มแล้ว ไปดูกันเถอะ" เหยียนหลงจื่อเห็นคนพวกนี้พูดได้สองสามประโยคก็เริ่มคิดจะผ่าร่างกายคนอื่นเพื่อศึกษาอีกแล้ว พวกเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร? เป็นสัตว์อสูรงั้นหรือ?
ถ้าโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนไม่ได้ห้ามการทดลองกับมนุษย์ คนพวกนี้คงลงมือไปนานแล้ว นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกครั้งที่มีการประชุม เขาอยากจะเริ่มให้เร็ว จบให้เร็ว ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ที่นี่ศึกษาวิชาพิษมานานจนจิตใจก็เริ่มบิดเบี้ยวกันไปหมดแล้ว
ทางด้านหลี่เหยียนไม่รู้เลยว่าแม้ผ่านมาหลายปีแล้ว กลับยังมีคนที่อยากจะผ่าร่างกายของเขาเพื่อศึกษา