- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 71 เคล็ดวิชาเซียน
บทที่ 71 เคล็ดวิชาเซียน
บทที่ 71 เคล็ดวิชาเซียน
บทที่ 71 เคล็ดวิชาเซียน
หลี่เหยียนไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เขากำลังเดินลงจากเขา ในถ้ำบนยอดเขาที่อยู่ลึกเข้าไปหลังศิลานั้น มีชายชราสูงวัยคนหนึ่งลืมตาขึ้น ชายชราคนนั้นสวมชุดทำจากผ้าป่าน นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะ ผมสีเงินทั้งหัว แต่กลับมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์เหมือนเด็ก ผิวแดงมีเลือดฝาด เขาพูดพึมพำกับตัวเองว่า "เด็กคนนี้แปลกจริง ๆ ยอดเขาไผ่น้อยรับศิษย์แบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่? มีรากวิญญาณหลากธาตุ แต่พลังปราณกลับบริสุทธิ์ ทั้งยังเป็นร่างพิษแหลกสลายอีก คงเพราะปิดประตูฝึกฝนมานานเกินไป ทำให้ไม่รู้เรื่องราวภายนอก ถ้าศิลาสวรรค์ไม่โกรธ คงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ศิลาสวรรค์นี่ก็ขี้ใจน้อย คนอื่นแค่มีพลังน้อยกว่า มองมันทีเดียวก็คิดว่าโดนลบหลู่"
ชายชราสูงวัยพูดจบก็ก้มหน้าลงอย่างยากลำบาก คิดอะไรบางอย่าง เหมือนกับว่าไม่ได้ขยับตัวมานานมาก การก้มหน้าลงครั้งนี้จึงดูแข็งทื่อ
"เด็กคนนี้มีร่างพิษแหลกสลาย คงมีโอกาสมากมาย เพียงแต่พลังปราณของเขาดูแปลก ๆ ตามหลักแล้วคนที่มีรากวิญญาณหลากธาตุ พลังปราณต้องปะปนกันไปหมด ทำไมพลังปราณแต่ละชนิดของเขากลับบริสุทธิ์? นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่าฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนแปลก ๆ? แต่ข้าไม่เคยได้ยินเคล็ดวิชาเซียนแบบนี้มาก่อน หรือว่าเขากินสมบัติล้ำค่าอะไรเข้าไป..."
ชายชราก้มหน้าครุ่นคิด
หลี่เหยียนไม่รู้เลยว่าร่างพิษแหลกสลาย สถานการณ์การฝึกฝน รวมถึงร่างกายที่มีรากวิญญาณหลากธาตุของเขา ยามนี้ถูกคนอื่นมองทะลุตั้งแต่ระยะหลายพันลี้ โชคดีที่เขาเลื่อนระดับแล้ว และฝึกฝนมาอีกครึ่งปีใหญ่จึงได้มาที่นี่ ตอนนี้ไม่ใช่แค่จุดรวมพลังปราณธาตุน้ำเท่านั้นที่มีพลังปราณอยู่เต็ม
แต่จุดรวมพลังปราณธาตุไม้ ธาตุไฟ และธาตุไม้ ก็เต็มไปด้วยพลังปราณ มีเพียงจุดรวมพลังปราณธาตุทองเท่านั้นที่มีพลังปราณอยู่ครึ่งหนึ่ง มิฉะนั้นถ้าเป็นตอนที่เขาเพิ่งจะฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สอง คงไม่ใจบแค่การสงสัยของชายชราคนนั้น
เพราะคัมภีร์วารีในช่วงภายหลังจากการเลื่อนระดับขั้นใหม่ จะเป็นการรวมธาตุทั้งห้าเข้าด้วยกัน ตอนนั้นเขาจะมีพลังปราณอยู่แค่ในจุดรวมพลังปราณธาตุน้ำ ขณะที่จุดรวมพลังปราณอีกสี่จุดว่างเปล่า เพราะพลังปราณไม่เพียงพอ จึงว่างเปล่า
ตามปกติจะแยกธาตุทั้งห้าออกจากกันตอนฝึกฝน เพื่อช่วยในการเพิ่มพลังปราณในจุดรวมพลังปราณที่มีพลังปราณมากที่สุด จนกระทั่งจุดรวมพลังปราณทั้งห้ามีพลังปราณเต็ม สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลี่เหยียนรอดพ้นจากปัญหาไปได้
หลี่เหยียนนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีใหญ่ มุมปากก็มีรอยยิ้ม ตอนนี้เขารู้สึกว่าอีกไม่กี่เดือน ก็จะฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สามได้แล้ว
เขาเดินขึ้นไปตามทางเล็ก ๆ ในป่าไผ่ ระหว่างทางก็ยังคงเจอศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ เป็นครั้งคราว ต่างฝ่ายต่างก็มองหน้ากัน แล้วก็แยกย้ายกันไป
เดินไปอีกหน่อยก็ไม่เจอใคร หลี่เหยียนเลี้ยวไปสองสามรอบ ก็มาถึงลานกว้างนั้น
เขายืนอยู่บนลานกว้าง มองดูพื้นดินหลายจุดที่มีสีต่างกัน หันกลับไปมองต้นไผ่เล็ก ๆ ที่เหี่ยวเฉาในป่าไผ่ริมลาน ก็ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตี
ตอนแรกเขายังกลัวว่าการฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตีแบบนี้จะทำให้ที่นี่พังพินาศ ไม่รู้ว่าสำนักจะให้เขาชดใช้ค่าเสียหายหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พบว่า สถานที่บนลานกว้างที่ถูกเคล็ดวิชาโจมตีของเขาทำลาย ถ้าไม่ได้พังไปทั้งหมด อีกสองสามวันก็จะกลับมาเหมือนเดิม ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับพื้นดินในบ้านพักของเขาด้วยเช่นกัน รวมถึงต้นไผ่สีเข้มพวกนั้น ถึงแม้จะใช้เคล็ดวิชาโจมตีหักหรือเผามันได้ แต่มันก็จะงอกขึ้นมาใหม่ในเวลาสิบกว่าวัน แทนที่ต้นไผ่ที่ถูกทำลายไป
หลี่เหยียนเห็นแบบนี้ก็เดาว่ายอดเขาไผ่น้อยคงมีความลับบางอย่าง มิฉะนั้นทำไมหินพวกนั้นถึงกลับมาเหมือนเดิมได้? ทำไมต้นไผ่ถึงมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้? หากคิดกำจัดพวกมัน เกรงว่าอาจถึงขั้นต้องถอนรากถอนโคน
ถึงแม้จะรู้แบบนี้ เขาก็ไม่ได้คิดจะฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตีในบ้านพักแล้ว อย่างแรกคือโต๊ะหินกับม้านั่งหินถูกเปลี่ยนไปหลายชุดแล้ว อย่างที่สองคือพิษบางชนิดมีผลกระทบต่อเขตอาคมป้องกันบ้านพัก ทำให้เปลืองหินวิญญาณ นอกจากหินวิญญาณระดับต่ำแปดก้อนที่ได้ทุกเดือนแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรเลยจะให้ทนใช้ทั้งแบบนั้นก็ไม่ได้
หลี่เหยียนยืนอยู่บนลานกว้าง ข้าง ๆ เท้ามีต้นไผ่เล็ก ๆ สูงกว่าคนต้นหนึ่งกับหินก้อนใหญ่ พอสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาก็ประสานมือ ท่องบทสวด บริกรรมคาถาเบา ๆ "ไป" ครู่หนึ่งก็มีลูกไฟสีแดงขนาดเท่ากำปั้นปรากฏขึ้นกลางอากาศ พุ่งลงไปที่พื้นข้างหน้า เสียง "ตูม" ดังขึ้น
ลูกไฟนั้นกระแทกเข้ากับพื้นบนลานกว้างอย่างจัง แต่กลับไม่มีประกายไฟกระเด็นออกมา พื้นตรงนั้นกลับเหมือนกับว่าถูกปลิงสีแดงดูดเอาไว้แน่นหนา มีฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ครู่หนึ่งก็ขยับไปมาสองสามครั้งแล้วก็หายไป อีกจุดหนึ่งก็มีฟองอากาศผุดขึ้นมาอีก ครู่หนึ่งก็ขยับไปมาสองสามครั้งแล้วก็หายไป ส่วนเปลวไฟสีแดงที่เหมือนกับปลิงก็หรี่ลง ฟองอากาศพวกนั้นก็ยิ่งเล็กและถี่ขึ้น จนกระทั่งหายไป
หลี่เหยียนหยิบหินก้อนใหญ่ข้าง ๆ เท้าขึ้นมา เดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวัง พอนั่งยอง ๆ ลงตรงที่มีเปลวไฟสีแดง ก็ใช้หินในมือขูดเปลวไฟนั้น เหมือนกับจะขูดคราบยาออก ครู่หนึ่งก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น พอหินในมือสัมผัสกับเปลวไฟ ก็ถูกเปลวไฟสีแดงเข้มดูดเอาไว้ จากนั้นบนผิวของหินก้อนนั้นก็มีฟองอากาศผุดขึ้นมาแล้วก็หายไป เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งหายไปในสองสามลมหายใจต่อมา
หลี่เหยียนมองดูอย่างใจเย็น เปลวไฟสีแดงที่อยู่ใต้เท้าก็หายไป มองดูหินในมือกับพื้นที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หลี่เหยียนจึงเอามืออีกข้างหนึ่งลูบตรงที่เปลวไฟสีแดงหายไปบนหินเบา ๆ ผงก็ร่วงลงมามากมาย เผยให้เห็นรอยสีแดงสด ลึกราวกับว่าถ้าลึกอีกสักนิ้วก็จะทะลุผ่านหินก้อนใหญ่ก้อนนั้นได้
เขาใช้เท้าถูบนพื้นเบา ๆ บนพื้นที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปก็มีรอยลึกปรากฏขึ้น เหมือนกับรอยแผลเป็นสีแดงสด
มันเป็นหนึ่งในสิบสองส่วนของร่างพิษแหลกสลายของหลี่เหยียน หลี่เหยียนก็ไม่รู้ว่าเป็นพิษชนิดไหน เขาเคยอ่านตำราแล้ว เคล็ดวิชาโจมตีที่สำนักหวั่งเหลี่ยงฝึกฝนนั้นแตกต่างจากสำนักอื่น ๆ ยอดเขาไม่พรากอาจจะฝึกฝน "เคล็ดวิชาลูกไฟ" จนมีกู่พิษผสมอยู่ข้างใน ยอดเขาแมลงวิญญาณอาจจะฝึกฝน "เคล็ดวิชาลูกไฟ" จนมีพิษงูผสมอยู่ข้างใน ยอดเขาสี่ทิศอาจจะฝึกฝน "เคล็ดวิชาลูกไฟ" จนมีหมอกพิษอยู่ในลูกไฟแต่ละลูก ทำให้สำนักเซียนอื่น ๆ ต่างต้องปวดหัวกัน
ส่วนหลี่เหยียนไม่รู้ว่าพิษในร่างกายของตนชื่อว่าอะไร เพราะพิษของร่างพิษแหลกสลายชนิดหนึ่งอาจจะประกอบด้วยพิษมากมายที่เขาไม่รู้จัก ถึงแม้ช่วงนี้เขาจะศึกษาตำราเกี่ยวกับพืชพิษกับแมลงพิษมากมาย แต่ความรู้พวกนี้ก็ยังไม่เพียงพอ
แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทดสอบผลลัพธ์ หลังจากลองผิดลองถูกมาหลายเดือน ตอนนี้เขาสามารถควบคุมพิษสิบสองชนิดของร่างพิษแหลกสลายได้แล้ว ทุกครั้งที่ใช้เคล็ดวิชาโจมตีจะสามารถดึงพิษชนิดใดชนิดหนึ่งออกมาใช้ร่วมกับพลังปราณได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังใช้ได้ไม่คล่องแคล่ว ทุกครั้งที่ใช้เคล็ดวิชาโจมตีหนึ่งบทต้องใช้เวลาห้าหกลมหายใจ ถึงจะปล่อยพลังออกมาได้ ถ้าต้องสู้กับศัตรูจริง ๆ คงโดนศัตรูฆ่าตายไปหลายสิบรอบแล้ว
หลี่เหยียนไม่ได้รีบร้อนอะไร นี่เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ส่วนเรื่องการผสมผสานพิษสิบสองชนิดของร่างพิษแหลกสลาย ตอนนี้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะแค่เดินยังเดินไม่ตรง จะไปหัดวิ่งได้ยังไง?
หลี่เหยียนมองดูหินในมือกับรอยสีแดงสดบนพื้น ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตอนนี้เขาต้องฝึกฝนการใช้พิษสิบสองชนิดของร่างพิษแหลกสลายให้คล่องแคล่ว พิษเมื่อครู่มีคุณสมบัติการเกาะติดและกัดกร่อนรุนแรงมาก ถ้าร่างกายมนุษย์ถูกโจมตี ก็จะถูกดูดติดอย่างแรง ถ้าคนอื่นพยายามจะใช้มือปัดออก ก็จะถูกดูดติดไปด้วย
พิษชนิดนี้จะกัดกร่อนสิ่งต่าง ๆ เข้าไปข้างใน เผาไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า จนกระทั่งพลังของพิษหมดไป
ที่น่ากลัวที่สุดคือไม่รู้ว่าพิษพวกนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง จะแก้พิษได้ไหมก็ยังไม่รู้ แน่นอนว่าด้วยความสามารถของหลี่เหยียนตอนนี้ ต่อให้โจมตีใส่เว่ยจ้งหรานผู้เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำได้ คงจะแค่คัน ๆ เท่านั้น เพราะระดับพลังต่างกันมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณหรือความรู้เกี่ยวกับพิษ เขาก็เป็นแค่ผู้เริ่มต้น
ส่วนหากจะใช้กับพวกศิษย์พี่ใหญ่ มันอาจมีความหวัง ทว่าน้อยนิด เพราะสำนักหวั่งเหลี่ยงแห่งนี้ มันเป็นสถานที่ของยอดฝีมือที่ใช้พิษ ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับพิษของเขาแทบจะเป็นศูนย์ ถัดไป เขาจึงคิดจะใช้เวลาศึกษาความรู้พวกนี้จากศิษย์พี่หรืออาจารย์ร่างท้วมคนนั้น
หลี่เหยียนยืนยันพิษชนิดนี้แล้ว จึงคิดทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง
ครู่หนึ่ง เขาค่อยสงบสติอารมณ์และใช้เคล็ดวิชา เสียงบริกรรมคาถาดังขึ้น ห้าลมหายใจต่อมา "เคล็ดวิชาทรายดูด" ก็สำเร็จ เห็นว่าพื้นดินบนลานกว้างข้างหน้าหลี่เหยียนสั่นไหวเล็กน้อย แล้วก็กลับมาเป็นปกติ เหมือนกับเมื่อครู่ หลี่เหยียนจึงหยิบต้นไผ่เล็ก ๆ ที่สูงกว่าคนข้าง ๆ เท้าขึ้นมา ปาไปข้างหน้า เสียง "ปุ" ดังขึ้น กลับปักลงไปในพื้นหิน พื้นหินที่แข็งแกร่งบนลานกว้างนั้นกลับกลายเป็นทราย ต้นไผ่ปักลงไปลึกกว่าหนึ่งฉื่อ
หลี่เหยียนรีบคลายมือ เดินไปที่นั่น และใช้ปลายเท้าถูพื้น ตอนนี้พื้นตรงนั้นเป็นเพียงแค่หินแข็ง ๆ ไม่ได้ดูอ่อนนุ่มเหมือนเมื่อครู่
หลี่เหยียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใช้จิตสำนึกสอดส่องไปที่พื้นอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏขึ้นนั้นค่อนข้างแปลกประหลาด แค่เพียงหนึ่งลมหายใจ ต้นไผ่ที่ปักอยู่บนพื้นก็มีของเหลวสีดำไหลออกมาจากโคนต้นขึ้นไป ใบไม้ยังเหี่ยวเฉาและอ่อนนุ่มลง ชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นน้ำสีดำ
หลี่เหยียนนั่งยอง ๆ ลง ใช้นิ้วจิ้มน้ำสีดำบนพื้น แล้วก็เดินไปที่ริมลาน ทาลงไปบนต้นไผ่เล็ก ๆ อีกต้นหนึ่ง เห็นต้นไผ่ต้นนั้นสั่นไหวไปมาสองสามครั้ง บนต้นไผ่ก็มีน้ำสีดำส่งกลิ่นเหม็นไหลออกมา สองสามลมหายใจต่อมาก็ล้มลงกับพื้น กลายเป็นน้ำสีดำอีกกองหนึ่ง
เมื่อครู่เขาใช้พิษอีกชนิดหนึ่งของร่างพิษแหลกสลายประกอบกับ "เคล็ดวิชาทรายดูด" เดิมที "เคล็ดวิชาทรายดูด" เป็นเพียงแค่เคล็ดวิชาสำหรับดักจับศัตรู ตอนที่สู้กับศัตรู พอใช้แล้วก็จะทำให้ขาของศัตรูจมลงไป แล้วจึงหาจังหวะฆ่า สำหรับศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณแล้ว คนที่บรรลุขั้นแปดขึ้นไปมักใช้ "เคล็ดวิชาทรายดูด" ทำให้ศัตรูจมลงไปถึงต้นขา ส่วนคนที่บรรลุต่ำกว่าขั้นแปด ก็จะทำให้ศัตรูจมลงไปถึงหน้าแข้ง ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการโจมตีของศัตรู ต้องฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน จึงจะสามารถฝังคนทั้งคนลงไปได้ ถึงจะสามารถฆ่าศัตรูได้
แต่ "เคล็ดวิชาทรายดูด" ในมือของศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณของสำนักหวั่งเหลี่ยงก็เป็นอาวุธสังหารที่ร้ายกาจเช่นกัน ทรายดูดอาจจะมีพิษชนิดต่าง ๆ อย่างเช่นพิษที่หลี่เหยียนใช้เมื่อครู่ สามารถซึมเข้าไปข้างในผ่านลำต้นใบไม้ของต้นไม้กับรูขุมขนของมนุษย์ ทำให้ลำต้นของพืชกับสัตว์ละลาย ดังนั้นต่อให้ทรายดูดแค่ทำให้เท้าของศัตรูจมลงไป ศัตรูก็แทบจะไม่รอดแล้ว
ส่วนยอดเขาอื่น ๆ เวลาที่ใช้ "เคล็ดวิชาทรายดูด" ก็จะใส่พิษที่ตัวเองฝึกฝนลงไป อย่างเช่น ยอดเขาแมลงวิญญาณจะใส่พิษงูห้าเขี้ยวลงไปในทรายดูด ไม่เพียงแต่จะกัดกร่อนวัตถุต่าง ๆ ยังสามารถซึมเข้าสู่หัวใจผ่านบาดแผล ฆ่าคนได้ในพริบตา
แต่หลี่เหยียนไม่เหมือนกับศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ เพราะถ้าพวกเขาโดนพิษที่ตัวเองใช้ ก็อาจจะตายได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเวลาใช้จึงต้องระมัดระวัง หรือไม่ก็ต้องกินยาแก้พิษล่วงหน้า ส่วนพิษของหลี่เหยียนนั้นไม่สามารถทำร้ายเจ้าของได้ เขาจึงกล้าเอามือไปสัมผัสน้ำสีดำพวกนั้น นี่เป็นสิ่งที่เขาเห็นในตำราสามเล่มนั้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่กล้า ต้องทำใจอยู่นานจึงได้เลือกพิษชนิดหนึ่งที่ทำให้คนชาและเป็นลมมาลองดู พบว่าไม่มีปัญหา จึงค่อย ๆ ลองพิษชนิดอื่น ๆ
พิษบางชนิดในร่างกายของเขา แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ อย่างเช่น มีพิษชนิดหนึ่งที่เขาต้องทดลองหลายสิบครั้งถึงจะเข้าใจ พิษชนิดนั้นจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อโดนแสงอาทิตย์ตอนเที่ยงวันเท่านั้น นอกจากเวลาเที่ยงวันแล้ว ต่อให้โดนแสงอาทิตย์ตอนไหนก็ไม่ออกฤทธิ์ หลี่เหยียนต้องคอยทดลอง และฝึกฝนการใช้เคล็ดวิชาโจมตีควบคู่ไปด้วย
แต่ช่วงนี้เขาก็เข้าใจวิธีใช้พิษหลายชนิดของร่างพิษแหลกสลายแล้ว อย่างเช่น พิษที่ใช้คู่กับ "เคล็ดวิชาทรายดูด" เมื่อครู่ พอศัตรูโดนพิษแล้ว หลี่เหยียนสามารถควบคุมเวลาที่พิษออกฤทธิ์ได้ด้วยจิตสำนึก
หลี่เหยียนทดสอบการใช้พิษสองชนิดนี้กับเคล็ดวิชาโจมตีเสร็จแล้ว จึงเริ่มตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตี ตอนนี้เขายังใช้เคล็ดวิชาโจมตีไม่คล่องแคล่ว เพราะต้องใช้เวลานาน ยังไม่สามารถใช้ในการต่อสู้ได้
หลายชั่วยามผ่านไป ในที่สุดหลี่เหยียนก็หยุดฝึกฝน ครึ่งวันนี้พอพลังปราณในร่างกายหมด เขาก็จะนั่งฝึกฝน พอพลังปราณกลับมาเต็ม เขาก็ฝึกเคล็ดวิชาโจมตีต่อ จนกระทั่งเหนื่อยจึงได้หยุดพัก
ภายหลังมองดูป่าไผ่กับลานกว้างที่เต็มไปด้วยร่องรอย หลี่เหยียนไม่ได้รีบกลับไปในทันที มันแตกต่างจากเมื่อก่อน เมื่อก่อนพอเขาฝึกฝนเสร็จ พักผ่อนสักพักก็จะลงจากเขาไป แต่วันนี้ไม่ได้รีบกลับ
เพราะวันนี้เป็นวันสิ้นปี และเป็นวันสิ้นปีของทวีปจันทรา