- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 69 ร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริง
บทที่ 69 ร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริง
บทที่ 69 ร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริง
บทที่ 69 ร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริง
เป็นอย่างที่หลี่เหยียนคิดเอาไว้จริง ๆ "ร่างพิษแหลกสลาย มันคือการแยกเลือดเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น ในร่างกายออกเป็นส่วนเล็ก ๆ เหมือนกับว่าร่างกายถูกแยกออกจากกัน เลือดเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นแต่ละส่วนจะถูกหลอมรวม เปลี่ยนแปลง แล้วก็แยกออกจากกัน ร่างกายจึงเหมือนกับแตกเป็นเสี่ยง ๆ" หลี่อู๋อี เคยอธิบายแบบนี้ตอนที่แนะนำให้เขารู้จัก แต่คนที่ไม่ได้ฝึกฝนร่างกายพิษแบบนี้จะไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้ หลี่เหยียนในตอนนั้นก็เข้าใจว่าร่างกายแบบนี้ได้ก่อตัวขึ้นในร่างกายของเขาแล้ว ส่วนที่หลี่อู๋อีบอกว่า "ตอนที่แยกออกจากกันจะเจ็บปวดมาก" เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกผิดปกติ จึงคิดไปเองว่าตอนที่เขาก่อร่างกายแบบนี้ได้สำเร็จ เขาคงหมดสติไปแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด
สาเหตุที่ในแผ่นหยกไม่ได้อธิบายเอาไว้ คงเป็นเพราะบรรพชนในอดีตสามท่านนั้นไม่ได้เจอกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถก่อร่างได้สำเร็จในครั้งเดียวแบบหลี่เหยียน ร่างพิษแหลกสลายของพวกเขาก่อตัวขึ้นในครั้งเดียว ไม่ใช่ว่ายังคงเชื่อมต่อกันเหมือนกับหลี่เหยียน ที่มีเพียงจุดเชื่อมต่อของเส้นเอ็นเท่านั้นที่มีการแยกตัวเล็กน้อย ของพวกเขาแต่ละส่วนล้วนเป็นอิสระต่อกัน ตอนหายใจออกก็จะแยกออกจากกัน ตอนหายใจเข้าก็จะรวมเข้าด้วยกัน ใช้วิธีการเคลื่อนไหวแบบนี้หล่อเลี้ยงส่วนที่แยกออกมา แต่พอพวกเขาฝึกฝน ก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียว และไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบ
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือร่างพิษแหลกสลายของหลี่เหยียนเป็นแค่ของกึ่งสำเร็จ หรือจะบอกว่าเป็นแค่แบบร่าง นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หลี่เหยียนหาทางแก้ไขไม่ได้
อย่างแรกคือหลี่เหยียนไม่กล้าไปถามคนอื่น เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับความลับที่สำคัญที่สุดของสำนักเซียนวารี อย่างที่สองคือไม่มีใครรู้ว่าหลี่เหยียนเป็นแค่ของกึ่งสำเร็จ และหลี่เหยียนเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
หลี่เหยียนวิเคราะห์จนได้ผลลัพธ์นี้ ก็เริ่มวางแผนขั้นต่อไป คือจะแยกเส้นเอ็นสิบสองส่วนในร่างกายออกจากกันได้อย่างไร? ตอนนี้เขาเป็นแค่แบบร่างของร่างพิษแหลกสลาย แสดงว่าการก่อร่างเริ่มต้นนั้นสำเร็จแล้ว ต่อไปอาจจะใช้จิตสำนึกหรือพลังปราณ หรือบางทีอาจจะต้องใช้สูตรยาที่ไม่สมบูรณ์ของจี้กุนซือหรือการโจมตีครั้งสุดท้ายของจี้กุนซือก่อนตายถึงจะทำให้เขากลายเป็นร่างพิษแหลกสลายที่แท้จริงได้ สองอย่างแรกเขาสามารถทดลองได้เอง ถ้าเป็นสองอย่างหลัง เขาก็อาจจะแก้ไขไม่ได้ แต่ตอนนี้อย่างน้อยก็มีเป้าหมายแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าความคิดนี้ถูกต้องหรือไม่ ที่เขาทำได้ก็แค่เดา
หลี่เหยียนลุกขึ้นยืน ออกไปตักน้ำมาล้างหน้า ทำให้อย่างน้อยก็สดชื่นขึ้น ตอนนี้เขาไม่กล้าใช้เคล็ดวิชาเมฆฝนในการล้างหน้าล้างตัวแล้ว อย่างแรกคืออาจจะใช้ไม่ได้ อย่างที่สองคือไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้เขาจะเคยอ่านเจอในตำราว่าพิษที่เขาปล่อยออกมานั้นไม่มีอันตรายต่อตัวเอง แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากจะลอง
ภายหลังกินยาอดอาหารอีกเม็ด หลี่เหยียนก็พักผ่อนอีกครึ่งชั่วยาม
เมื่อกลับเข้าไปในห้องฝึกฝน สงบสติอารมณ์ แล้วเขาจึงเริ่มควบคุมพลังปราณไปยังจุดเชื่อมต่อที่อยู่ใกล้กับตันเถียนมากที่สุด แล้วค่อยเปลี่ยนพลังปราณพวกนั้นให้เป็นมีดเล่มเล็ก ๆ ค่อย ๆ กรีดไปที่รอยแตกนั้น ในเมื่อตอนแรกที่ฝึกฝนพลังปราณไม่ได้รั่วไหลออกมา เพิ่งจะเริ่มรั่วไหลออกมาตอนหลัง แสดงว่าพลังปราณสามารถทำให้รอยแตกของจุดเชื่อมต่อนั้นใหญ่ขึ้นได้ เขาจึงเลือกใช้วิธีแยกพลังปราณออกจากกันก่อน
แต่พอกรีดลงไป เขากลับรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างกาย หลี่เหยียนครางออกมาและเกือบจะเสียสมาธิ จิตวิญญาณเกือบจะแตกสลาย เหงื่อแตกพลั่ก ทั่วทั้งร่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาสั่นเทา อดทนต่อความเจ็บปวด ใช้จิตสำนึกตรวจสอบ พบเห็นว่ารอยแตกของจุดเชื่อมต่อนั้นใหญ่ขึ้นเล็กน้อยค่อยรู้สึกดีใจ แสดงว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไง จะทำให้เขากลายเป็นศพหรือเปล่า หลี่เหยียนก็ตัดสินใจแล้วเช่นกัน
เขาจึงกัดฟัน กรีดลงไปอีกครั้ง เสียงครางของหลี่เหยียนดังขึ้น ร่างกายสั่นเทา เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น หอบหายใจแรง พักผ่อนอยู่นานก็พบว่าตัวเองไม่ได้ใกล้จะตาย จึงรู้สึกโล่งใจ แสดงว่าการกระทำเมื่อครู่คงไม่ทำให้เขาตายในทันที
เขานั่งขัดสมาธิอีกครั้งอย่างยากลำบาก ครึ่งชั่วยามที่ผ่านมาเขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกทรมาน แต่สุดท้ายก็แยกออกมาได้แค่ส่วนเดียว ตอนนี้เขาต้องยืนยันผลลัพธ์แล้ว ถ้าไม่ได้ผล สถานการณ์ในร่างกายของเขาตอนนี้อาจจะทำให้เขาหมดโอกาสในการบำเพ็ญเซียน การกระทำเมื่อครู่อาจจะทำให้พลังปราณไม่สามารถไหลเวียนได้อีกต่อไป
หลี่เหยียนตั้งสมาธิ ควบคุมพลังปราณในตันเถียนไปยังจุดเชื่อมต่อนั้น ยามเห็นพลังปราณค่อย ๆ เข้าใกล้ แต่ปลายทั้งสองด้านของจุดเชื่อมต่อนั้นกลับเหมือนกับหน้าผาที่ขาดสะบั้นออกจากกัน หลี่เหยียนเริ่มใจหาย บางทีเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนของเขาอาจจะถูกทำลายลงเพราะความคิดชั่ววูบของเขาในวันนี้ ต่อไปพลังปราณอาจไม่สามารถไหลเวียนได้ พลังปราณที่เหลืออยู่ในร่างกายก็จะค่อย ๆ หายไป
ในขณะที่เขาคิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองอาจจะกลายเป็นคนธรรมดา พลังปราณที่ไหลเวียนอย่างเชื่องช้าก็มาถึงหน้าผา แต่ครู่หนึ่ง เลือดเนื้อเส้นเอ็นที่ถูกแยกออกไปอีกฝั่งหนึ่งของหน้าผาก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ อีกครู่หนึ่งพลังปราณจึงไหลผ่านไปได้อย่างสะดวก หลี่เหยียนไม่สนใจความดีใจ แต่รีบใช้จิตสำนึกตรวจสอบพลังปราณนั้น ครู่หนึ่งก็ยินดี เพราะพลังปราณนั้นไม่ได้ลดลง กลับบริสุทธิ์ขึ้นเล็กน้อยระหว่างการไหลเวียนเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการในการฝึกฝน พอพลังปราณบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อย ๆ ถึงระดับหนึ่ง ปริมาณก็จะเพิ่มขึ้น
หลี่เหยียนถอนหายใจยาว หยุดพลังปราณที่ไหลเวียนในร่างกาย ตอนนี้เขายืนยันได้แล้วว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล จึงรู้สึกสบายใจ แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เหมือนกับว่ากินบอระเพ็ดเข้าไป เพราะยังมีจุดเชื่อมต่ออีกสิบเอ็ดจุดที่ต้องแยกออกจากกัน แค่คิดก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ยี่สิบชั่วยามผ่านไป หลี่เหยียนนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น บนพื้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ บางจุดมีเหงื่อไหลนองเหมือนกับแม่น้ำ ความเจ็บปวดที่ผ่านมาทำให้หลี่เหยียนอยากจะฆ่าตัวตาย ทุกครั้งที่แยกส่วนออกมาได้สำเร็จ เขาจะต้องดื่มน้ำจำนวนมาก แล้วก็รีบแยกส่วนต่อไปทันที เขาไม่กล้าพักนานเกินไป เพราะต้องรีบทำให้เสร็จตอนที่ยังทนความเจ็บปวดได้ แต่เขาต้องเติมน้ำเข้าร่างกาย มิฉะนั้นก่อนที่เขาจะแยกส่วนออกมาเสร็จ เขาอาจขาดน้ำตายก่อน
หลี่เหยียนผ่อนคลายลง ตอนนี้แค่นิ้วมือเขายังไม่อยากจะขยับ ไม่อยากจะกลับไปที่ห้องนอน จึงได้แต่นอนหลับอยู่กับพื้น จนหลับไปสองวันสองคืน
พอหลี่เหยียนตื่นขึ้นมาค่อยรู้สึกมีพลัง เขาจึงนั่งขัดสมาธิสงบสติอารมณ์ ครึ่งชั่วยามต่อมา เสียงหัวเราะพลันดังมาจากห้องฝึกฝน มันดังก้องไปทั่วบ้านพัก ถ้าไม่มีเขตอาคมป้องกันที่กำแพงบ้าน เสียงคงดังไปไกลหนึ่งหรือสองลี้
พอเขาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำก็คือตรวจสอบว่าตัวเองฝึกฝนได้เป็นปกติหรือยัง พอควบคุมพลังปราณให้ไหลเวียนครบรอบ ก็พบว่ากลับมาฝึกฝนได้เป็นปกติแล้ว ทำให้เขาดีใจมาก จึงหัวเราะออกมาเหมือนกับว่ากำลังระบายความอัดอั้นในใจที่สะสมมาหลายวัน
หลังจากนั้น หลี่เหยียนจึงหยุดฝึกเคล็ดวิชาโจมตีไปชั่วคราว นอกจากฝึกฝนคัมภีร์วารีแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาเส้นเอ็น เลือดเนื้อ และสิบสองส่วนที่แยกตัวออกมาในร่างกาย
หลี่เหยียนใช้ชีวิตอยู่กับการฝึกฝน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็สี่เดือนแล้ว และสี่เดือนนี้หลี่เหยียนไม่เพียงแต่จะพัฒนาการฝึกฝนคัมภีร์วารีเท่านั้น แต่เขายังศึกษาข้อสรุปกับประสบการณ์ในแผ่นหยกที่บันทึกร่างพิษแหลกสลายสามแผ่นในทะเลแห่งจิตสำนึกอย่างละเอียด ทำให้เขามีความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นเอ็นที่แยกตัวออกมาสิบสองส่วนในร่างกายมากขึ้น
เส้นชีพจรสิบสองส่วนในร่างกายของเขาเป็นแหล่งกำเนิดพิษที่แตกต่างกัน พวกมันจะถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับพลังปราณ บ้างก็มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง บ้างก็ปล่อยหมอกพิษ บ้างก็ก่อให้เกิดพิษร้ายแรงชนิดต่าง ๆ ในยามกระทบกับแสงจันทร์ แสงอาทิตย์ หรือแม้แต่แสงดาว บ้างก็เป็นพิษที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น พิษพวกนี้ถ้าใช้สมุนไพรปรุง มักจะต้องใช้สมุนไพรพิษชนิดเดียวหรือหลายชนิด หรือต้องใช้การปรุงยาถึงจะปรุงหรือสร้างขึ้นมาได้ นับว่าแปลกประหลาดมาก
ปกติแล้วพิษสิบสองชนิดนี้จะแยกจากกัน หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยการหายใจ แต่ในแผ่นหยกบอกเอาไว้ว่าการหล่อเลี้ยงแบบนี้ไม่ได้ดีที่สุด วิธีที่ดีที่สุดคือใช้จิตสำนึกกระตุ้นทุกวัน แบบนั้นจะทำให้พวกมันมีพลังมากขึ้น ว่ากันว่าแบบนี้ถึงแม้จะยังไม่ถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ก็สามารถแยกออกเป็นพิษก้อนเล็ก ๆ ได้มากขึ้น
หลี่เหยียนลองใช้วิธีนี้ดู พบว่าลำบากมาก ไม่ใช่ว่าเส้นชีพจรสิบสองส่วนที่แยกตัวออกมานั้นสร้างความเจ็บปวด แต่เป็นจิตสำนึก ทุกครั้งที่ใช้จิตสำนึกกระตุ้นเส้นชีพจรพวกนั้นไปสักพัก ก็เหมือนกับว่าจิตสำนึกส่วนนั้นติดพิษ บ้างก็ปวดหัวเหมือนจะแตก บ้างก็คลื่นไส้อยากจะอาเจียน ทั้งยังรู้สึกเหมือนกับว่ามีมีดมากมายกรีดอยู่ในหัว ความเจ็บปวดนานาชนิดทำให้หลี่เหยียนอยากจะตาย ลองไปสองสามครั้งก็อยากจะล้มเลิก และปล่อยให้ร่างพิษแหลกสลายนี้เติบโตไปเอง เขาแค่ควบคุมการใช้งานก็พอ
ในขณะที่หลี่เหยียนกำลังจะล้มเลิกการใช้จิตสำนึกกระตุ้นเส้นชีพจร เขาก็พบว่าจิตสำนึกของตนแข็งแกร่งขึ้นภายหลังกระตุ้นส่วนที่แยกออกมาพวกนั้น มันทำให้เขาไม่เข้าใจ แต่แล้วก็ดีใจขึ้นมาแทนที่ เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าเคล็ดวิชาฝึกฝนจิตสำนึกนั้นหายากและมีค่ามากแค่ไหน ถึงแม้คัมภีร์วารีจะมีคุณสมบัติเสริมสร้างพลังจิต แต่จากการฝึกฝนช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจิตสำนึกจะแข็งแกร่งขึ้นก็ต่อเมื่อขอบเขตพลังเลื่อนระดับขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่าอยากจะให้แข็งแกร่งก็แข็งแกร่งได้
ตอนนี้เขาบังเอิญค้นพบวิธีเสริมสร้างพลังจิต จะให้เขาล้มเลิกได้อย่างไร? เขาจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแบ่งเวลาหนึ่งชั่วยามทุกวันเพื่อใช้จิตสำนึกกระตุ้นเส้นชีพจรที่แยกตัวออกมา เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านี้ เขาคงเสียสติแน่ จนหลายวันผ่านไป จิตสำนึกก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเชื่องช้า เส้นชีพจรที่แยกตัวออกมาในร่างกายก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น เหมือนกับว่าถ้ากระตุ้นอีกหน่อยก็จะแยกตัวออกมาได้เอง
หลี่เหยียนมองดูเส้นชีพจรกับเลือดเนื้อที่มีชีวิตชีวาพวกนั้น ฉับพลันเกิดความคิดอื่น เพราะการกระทำของเขาเป็นแค่การทำให้เส้นชีพจรกับเลือดเนื้อพวกนั้นมีชีวิตชีวามากขึ้น ขณะที่ร่างกายของเขากลับไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเลย ตามความคิดของเขา ในเมื่อเลือดเนื้อถูกกระตุ้นแล้ว ร่างกายของเขาก็น่าจะแข็งแกร่งขึ้นด้วย
แต่แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ขนาดนั้น จะมีแต่ได้รับไม่ยอมแลกเปลี่ยนได้อย่างไร? ตอนนี้มีวิธีเสริมสร้างพลังจิต เขาก็พอใจแล้ว ถึงแม้จะพัฒนาได้ช้ามากก็ตาม
สี่เดือนผ่านไป หลังจากที่เขาสามารถควบคุมพิษต่าง ๆ ในเส้นชีพจรสิบสองส่วนที่แยกตัวออกมาได้แล้ว แผนการต่อไปของเขาก็คือการฝึกฝนควบคุมสิ่งเหล่านี้ ปัจจุบันหลี่เหยียนจึงยิ่งยุ่งมากขึ้น เพราะต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียน ใช้จิตสำนึกกระตุ้นเส้นชีพจรกับเลือดเนื้อที่แยกตัวออกมา และฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตีโดยใช้พิษ ทุกวันมีตารางเวลาแน่นขนัด หลายวันถึงจะกลับไปนอนที่ห้องนอนสักสองหรือสามชั่วยาม ขณะที่ปกติจะใช้วิธีนั่งฝึกฝนแทนการนอนหลับ
ช่วงนี้เว่ยจ้งหรานยังส่งข้อความมาถามหลี่เหยียนผ่านป้ายประจำตัวสำนักว่าแก้ไขปัญหาการฝึกฝนได้หรือยัง พอหลี่เหยียนตอบว่าแก้ไขได้แล้ว อีกฝ่ายจึงส่งข้อความมาให้กำลังใจ ทั้งยังบอกว่าสำนักได้ส่งทรัพยากรพิเศษมาให้แล้ว
ทุกเดือนจะได้หินวิญญาณระดับต่ำเพิ่มอีกห้าก้อนกับยาเพิ่มพลังปราณสองขวด ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สำนักมอบให้เป็นพิเศษเพื่อให้เขาฝึกฝน "ร่างพิษแหลกสลาย" ถัดจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมาก รวมถึงไม่ได้มารบกวนการฝึกฝนของเขาอีก ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกดีกับอาจารย์คนนี้มากขึ้น จากการสังเกตการณ์มาหลายเดือน อาจารย์คนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ตอนนี้เขาเองก็ยังคงไม่สามารถคลายความกังวลลงได้เช่นกัน
หลี่เหยียนก็รู้ว่าสำนักให้ทรัพยากรกับเขามากขึ้น ก็รู้สึกซาบซึ้ง แต่เขาก็ยังไม่รู้ ว่าถ้าเขามีรากวิญญาณที่ดีกว่านี้ สำนักคงไม่ให้ทรัพยากรกับเขาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงเท่าที่เห็น
ส่วนศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ๆ นอกจากเขาจะเจอศิษย์พี่สี่กับศิษย์พี่รองตอนไปรับหินวิญญาณกับยาอดอาหารที่ห้องโถงใหญ่เดือนละครั้งแล้ว คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้เจอเลยสักคน ได้ยินมาว่ามีทั้งคนที่ออกไปฝึกฝนข้างนอกยังไม่กลับ กับคนที่ปิดประตูเก็บตัวฝึกฝน ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ผู้หล่อเหลาคนนั้น หลังจากที่ปิดประตูฝึกฝนไปเมื่อหลายเดือนก่อน พบว่ายังไม่ออกมา แต่ศิษย์รับใช้บอกว่าเคยเห็นศิษย์พี่ใหญ่ออกไปตอนกลางคืนสองถึงสามครั้ง ทว่าท่าทีดูรีบร้อน
เพียงแต่ทุกครั้งที่เขาไปรับทรัพยากร สายตาที่ศิษย์พี่สี่กับศิษย์พี่รองมองมานั้นจะดูแปลก พอเขาถาม พวกเขาก็บอกสรรพคุณของ "ยาเพิ่มพลังปราณ" ยาชนิดนี้มีประโยชน์มากตอนที่ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณเลื่อนระดับขั้น ปกติมีเพียงศิษย์หัวกะทิในหมู่ศิษย์นอกสำนักเท่านั้นจึงจะได้รับปีละสองขวด แต่เขากลับได้รับเดือนละสองขวด ทำให้พวกเขามองหลี่เหยียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนแปลง ศิษย์พี่รองที่ตัวใหญ่เหมือนหมีถึงกับตบไหล่หลี่เหยียนและยกนิ้วโป้งให้ ทำให้หลี่เหยียนได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ รับคำ แต่ก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่
ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ในสี่ยอดเขาที่เหลือ ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลี่เหยียน เขาไม่รู้จักพวกเขา และพวกเขาก็ไม่รู้จักหลี่เหยียนด้วยเช่นกัน
หลายเดือนผ่านไป ระหว่างนั้นหลี่เหยียนพบเจอกับปัญหาบางอย่าง มันไม่ใช่ปัญหาในการฝึกฝน แต่เป็นปัญหาของสถานที่ฝึกฝน การนั่งฝึกฝนในบ้านพักกับห้องฝึกฝนนั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเขาเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตี ไม่ว่าจะเป็นในห้องฝึกฝนหรือในบ้านพักก็มีปัญหา สาเหตุก็คือพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับพลังปราณ หลังจากที่ทำลายโต๊ะหินกับม้านั่งหินไปสองชุดแล้ว หลี่เหยียนก็ตัดสินใจว่าต้องออกไปหาสถานที่สำหรับฝึกฝนเคล็ดวิชาโจมตี
หลี่เหยียนคิดดูแล้ว ด้วยพลังของเขาตอนนี้ คงออกไปข้างนอกสำนักไม่ได้ ได้ยินมาว่าข้างนอกสำนักมีสัตว์อสูรอยู่ทั่วไป เขาคงสู้ไม่ไหว จึงได้แต่คิดหาวิธีในยอดเขาไผ่น้อย เพราะเขาก็แค่ต้องการสถานที่เงียบสงบ ไม่รบกวนคนอื่น คาดว่าคงหาได้ไม่ยาก