- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 68 ร่างกายที่แตกออก
บทที่ 68 ร่างกายที่แตกออก
บทที่ 68 ร่างกายที่แตกออก
บทที่ 68 ร่างกายที่แตกออก
พอเขากลับมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็พบว่ามีชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ตรงนั้น เป็นศิษย์รับใช้ที่มาก่อน พวกเขารีบคำนับหลี่เหยียน และกำลังรอให้หลี่เหยียนเปิดประตู ก่อนจะรีบยกโต๊ะหินกับม้านั่งหินเข้าไปในบ้าน เพราะพวกเขาไม่มีถุงมิติกับอาวุธวิญญาณสำหรับบิน จึงได้แต่ช่วยกันยกมาจากข้างล่าง แต่สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่ห้าแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
หลังจากที่ชายหนุ่มสองคนนั้นวางโต๊ะหินกับม้านั่งหินเรียบร้อยแล้ว จึงมองหลี่เหยียนด้วยสายตาที่รอคอยคำสั่ง ศิษย์รับใช้คนหนึ่งในชุดสีเหลืองถามขึ้นอย่างระมัดระวัง "ท่านอาจารย์ลุงแปด ท่านต้องการให้พวกข้าทำความสะอาดที่อื่นอีกไหมขอรับ?"
หลี่เหยียนโบกมือ ยิ้มแล้วบอกให้พวกเขากลับไป ทั้งสองคนก็คำนับ แล้วค่อยหันหลังเดินออกไป
ตอนนี้หลี่เหยียนไม่มีกะจิตกะใจให้พวกเขาทำความสะอาด เพราะเขาอยากจะรีบแก้ไขปัญหาในการฝึกฝน
เขาสะบัดแขนเสื้อ ประตูบ้านก็ปิดลง หลี่เหยียนรีบเดินไปที่ห้องฝึกฝน พอปิดประตูห้องฝึกฝนแล้ว เขาจึงนั่งลง ครู่หนึ่งจิตสำนึกก็เข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก ที่นั่นมีจุดสีม่วงสามจุดลอยอยู่ เป็นเนื้อหาในแผ่นหยกที่บันทึกข้อสรุปและประสบการณ์ในการฝึกฝนร่างพิษแหลกสลาย
ร่างพิษแหลกสลายไม่มีบทสวดสำหรับฝึกฝน มีเพียงบันทึกและประสบการณ์หลังการฝึกฝนสำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางให้คนรุ่นหลังฝึกฝน แผ่นหยกสามแผ่นนี้ถูกเก็บเอาไว้ที่ยอดเขาไผ่น้อย ยอดเขามหาปกครอง และยอดเขาแมลงวิญญาณ อันเป็นยอดเขาที่อดีตบรรพชนสามท่านนั้นเคยอยู่
แผ่นหยกสีม่วงคือสิ่งที่ไม่สามารถใช้หินวิญญาณแลกมาได้ แต่ต้องเป็นคนที่ตรงตามเงื่อนไข และได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ในสำนัก จึงจะสามารถดูได้ ด้วยฐานะของเว่ยจ้งหราน เดิมทีสามารถเข้าถึงได้แค่แผ่นหยกสีม่วงที่ยอดเขาไผ่น้อย แต่ครั้งก่อนจ้าวสำนักได้บอกกับทุกยอดเขาว่าจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับร่างพิษแหลกสลาย จึงสามารถได้มาอย่างราบรื่น
สาเหตุที่สำนักไม่รีบมอบสิ่งเหล่านี้ให้หลี่เหยียน ก็เป็นเพราะความพิเศษของร่างพิษแหลกสลาย บรรพชนทั้งสามท่านนั้นเคยบอกเอาไว้ว่า ก่อนที่จะฝึกฝนร่างกายพิษแบบนี้สำเร็จ ถ้าหากเอาข้อมูลพวกนี้ไปศึกษา ก็อาจจะทำให้ค้นพบวิธีฝึกฝนร่างกายพิษแบบนี้ได้สำเร็จ แต่ถ้าฝึกฝนสำเร็จแล้ว ตราบเท่าที่เจ้าของร่างดังกล่าวไม่เจอปัญหา ก็ไม่ควรให้ข้อมูลพวกนี้ เพราะต่อให้เป็นร่างพิษแหลกสลายแบบเดียวกัน ทิศทางการฝึกฝนก็อาจจะต่างกัน อาจจะทำให้หลงทาง ผลลัพธ์อาจจะตรงกันข้าม ทำให้เกิดผลเสีย
แต่ผู้ใดกันคาดคิด ว่ามันจะมาลงที่หลี่เหยียนที่ไม่มีพื้นฐานในการฝึกฝน พอเจอปัญหา เขาก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ขณะผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่เริ่มฝึกฝนตั้งแต่เด็ก ๆ ได้เห็น ได้ยิน และเรียนรู้มากมาย พอเจอปัญหาใด ๆ ก็จะมีประสบการณ์ให้คิดตาม
แต่หลี่เหยียนไม่มีความรู้พวกนี้ เว่ยจ้งหรานคิดดูแล้ว จึงคิดว่าปล่อยให้เขาค่อย ๆ สะสมความรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่สู้ให้เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ของรุ่นก่อนโดยตรง อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก ส่วนเรื่องที่อาจจะทำให้หลี่เหยียนหลงทาง เขาก็มีความคิดที่ต่างออกไป
ใครจะไปรู้ว่าหลังจากอ่านข้อสรุปพวกนี้แล้ว หลี่เหยียนจะหลงทางจริง ๆ หรือ? เรื่องพวกนี้ไม่มีใครยืนยันได้ ต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ตรงกับนิสัยของเว่ยจ้งหราน เขาชอบปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีก็ใช้ ไม่มีก็ค่อยคิด
หลี่เหยียนค่อย ๆ แตะจุดสีม่วงจุดหนึ่ง ใช้จิตสำนึกสอดส่องเข้าไปอ่านอย่างละเอียด พอเริ่มมีสมาธิ เวลาก็ผ่านไปสองวันหนึ่งคืน พอลืมตาขึ้นมา ในดวงตาจึงปรากฏความเข้าใจ
ข้อมูลในแผ่นหยกพวกนี้มีมากมาย ตั้งแต่ความรู้สึกในการฝึกฝนระหว่างชีวิตประจำวัน จนถึงความคิดเห็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการฝึกฝน หลี่เหยียนไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด จึงเลือกอ่านเฉพาะส่วนที่พอจะเข้าใจ แล้วยังจำส่วนที่เหลือเอาไว้ เพื่อค่อย ๆ ทำความเข้าใจในภายหลัง แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความสามารถของผู้บำเพ็ญเซียนในปัจจุบัน มันก็ยังทำให้เขารู้สึกมึนงง
หลี่เหยียนไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการโดยตรงจากข้อมูลพวกนี้ แต่ก็วิเคราะห์สถานการณ์ของตัวเองได้จากข้อมูลอื่น ๆ ในข้อมูลพวกนี้เช่นกัน บรรพชนแห่งยอดเขาแมลงวิญญาณท่านหนึ่งได้เขียนเอาไว้ว่า "รวมลมปราณร่างแหลกสลาย ร่างกายแตกเป็นสิบส่วน สร้างรากฐานร่างแหลกสลาย สิบส่วนแตกเป็นร้อยส่วน แก่นทองคำร่างแหลกสลาย ร้อยส่วนกลายเป็นพันส่วน ปฐมวิญญาณร่างแหลกสลาย พันส่วนกลายเป็นหมื่นส่วน หายใจเข้าออก ร่างกายแหลกสลาย" ตรงนี้หลี่เหยียนพอจะเดาได้ว่าเป็นการอธิบายสถานการณ์ของร่างพิษแหลกสลาย แต่เขาสนใจประโยคสุดท้ายมากกว่า ประโยคสุดท้ายเกี่ยวกับการหายใจ เขาจึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นการหายใจธรรมดา แต่เป็นการหายใจเข้าออกของการฝึกฝน ส่วนอีกสองแผ่นหยกไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่ได้บันทึกเอาไว้ หรือเป็นเพราะสถานการณ์ต่างกัน
หลี่เหยียนครุ่นคิดอยู่นาน จึงหลับตาลง ฝึกคัมภีร์วารี แต่ครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจฝึกฝน เขาแค่ต้องการยืนยันผลลัพธ์
หลี่เหยียนนั่งนิ่งเหมือนกับพระสงฆ์ที่กำลังเข้าฌาน ครึ่งชั่วยามต่อมา ร่างกายของหลี่เหยียนก็ขยับเล็กน้อย ตอนนี้บนใบหน้าของหลี่เหยียนมีความดีใจและความกังวลปนกันอยู่ เมื่อครู่เขาควบคุมพลังปราณให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างช้า ๆ แล้วใช้จิตสำนึกคอยสังเกตการณ์
ตอนแรกที่พลังปราณไหลออกมาจากตันเถียนก็เป็นปกติดี แต่พอไหลเวียนไปได้สักพัก ก็เริ่มมีความผิดปกติ พลังปราณค่อย ๆ ลดลง เพียงแต่ลดลงเล็กน้อย ถ้าไม่ตั้งใจดูก็จะมองไม่เห็น นี่เป็นเพราะหลี่เหยียนมีพลังน้อยเกินไป ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ถ้าเป็นยอดฝีมือ จะสามารถควบคุมพลังปราณในร่างกายได้อย่างละเอียด ต่อให้พลังปราณในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ก็จะรู้ได้ทันที
พลังปราณไหลเวียนครบรอบแล้ว มันไม่ได้บริสุทธิ์มากขึ้นเหมือนกับการฝึกฝนทั่วไป แต่กลับเหมือนเดิม หรือบางทีอาจจะลดลงเล็กน้อย ทำให้หลี่เหยียนตกใจมาก เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงลดลง
จากนั้นเขาจึงสังเกตการณ์อีกครั้ง พลังปราณไหลเวียนอีกครั้ง ครั้งนี้พลังปราณไหลเวียนช้ามาก เหมือนกับหอยทากที่กำลังคืบคลาน เขาใช้จิตสำนึกอย่างเต็มที่เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของพลังปราณ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าพลังปราณลดลงได้ยังไง ในที่สุดเขาก็พบสาเหตุที่ทำให้พลังปราณลดลง ตอนที่พลังปราณไหลผ่านจุดเชื่อมต่อของเส้นชีพจรบางจุด มันจะหายไปเล็กน้อย เหมือนกับว่าจุดพวกนั้นมีรูรั่ว
หลี่เหยียนจึงสังเกตจุดเชื่อมต่อของเส้นชีพจรพวกนั้นอย่างละเอียด ในที่สุดเขาก็พบความผิดปกติ จุดเชื่อมต่อของเส้นชีพจรที่มีปัญหาทั้งหมดมีสิบสองจุด เป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นชีพจรหลักในร่างกาย ถ้าดูผ่าน ๆ สิบสองจุดนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอใช้จิตสำนึกตรวจสอบซ้ำไปซ้ำมา ก็พบว่ามีรอยแตกเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ยาก
รอยแตกนี้จะมองไม่เห็นตอนที่กล้ามเนื้อกับเส้นชีพจรยืดหดตัว แต่พอพลังปราณไหลผ่าน พลังปราณที่ไหลผ่านก็จะทำให้จุดนั้นขยายตัวขึ้น รอยแตกพวกนี้จึงจะปรากฏขึ้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้พลังปราณรั่วไหลออกไปจำนวนไม่น้อยตอนที่ไหลผ่าน และหลอมรวมเข้ากับเลือดเนื้อ
หลี่เหยียนจึงรู้สาเหตุที่ทำให้พลังปราณของเขาหายไป ดังนั้นวันนี้พอเขาเห็น "รวมลมปราณร่างแหลกสลาย ร่างกายแตกเป็นสิบส่วน สร้างรากฐานร่างแหลกสลาย สิบส่วนแตกเป็นร้อยส่วน แก่นทองคำร่างแหลกสลาย ร้อยส่วนกลายเป็นพันส่วน ปฐมวิญญาณร่างแหลกสลาย พันส่วนกลายเป็นหมื่นส่วน หายใจเข้าออก ร่างกายแหลกสลาย" เขาก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะเป็นเพราะร่างกายของเขาถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ทำให้พลังปราณรั่วไหล พอเขาตรวจสอบแล้ว ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดนี้ ร่างกายของเขาถูกแบ่งออกเป็นสิบสองส่วนตามจุดเชื่อมต่อของเส้นชีพจร
ในเมื่อพบสาเหตุแล้ว จะแก้ไขอย่างไร? หลี่เหยียนจึงศึกษาบันทึกของผู้อาวุโสทั้งสามท่านนั้นอีกครั้ง ครั้งนี้นั่งอยู่นานมาก แต่กลับทำให้หลี่เหยียนผิดหวัง ข้างในไม่ได้พูดถึงวิธีการฝึกฝนร่างพิษแหลกสลาย เพราะเคล็ดวิชานี้ไม่มีวิธีที่ตายตัว เป็นแค่ร่างกายแบบพิเศษ สามารถใช้เคล็ดวิชาเซียนใด ๆ ที่ตัวเองถนัดในการฝึกฝนได้ จึงไม่มีบันทึกเอาไว้
เวลาผ่านไปอีกสองวันในขณะที่หลี่เหยียนพยายามหาทางแก้ไข หลี่เหยียนเริ่มท้อแท้แล้ว เขาไม่สามารถหาวิธีแก้ไขได้เลย ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง เขาก็ได้แต่ปฏิเสธความคิดต่าง ๆ ตอนนี้เขาเกือบจะคิดว่าตัวเองหมดโอกาสในการบำเพ็ญเซียนแล้ว นี่เป็นเรื่องตลกที่สวรรค์มอบให้ มอบโอกาสให้เขาถึงสองครั้ง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องตลก
แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้ เดิมทีเขาเป็นแค่คนที่ไม่อยากบำเพ็ญเซียน อยากจะอยู่กับครอบครัวอย่างสงบสุข ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่พอเขาผ่านความยากลำบากต่าง ๆ จนกระทั่งตัดสินใจที่จะบำเพ็ญเซียน กลับต้องล้มเลิกตั้งแต่เริ่มต้นงั้นหรือ เขาไม่ยอมแพ้
เขาลองใช้วิธีจากคัมภีร์วารีอีกครั้ง หวังว่าจะพบทางแก้ไข แต่ไม่ว่าเขาจะปรับพลังปราณอย่างไร พยายามวิเคราะห์ทุกคำพูดและทุกตัวอักษรในคัมภีร์วารีซ้ำไปซ้ำมา ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นแบบเดิม พอควบคุมพลังปราณ พอถึงสิบสองจุดนั้น พลังปราณก็จะรั่วไหลออกไป
หลี่เหยียนอ่านคัมภีร์วารีกับข้อมูลในแผ่นหยกสามแผ่นนั้นซ้ำไปซ้ำมา หวังว่าจะหาทางแก้ไขได้ แต่ก็ทำให้เขาผิดหวัง ไม่ได้มีเนื้อหาใด ๆ ที่พูดถึงอาการแบบนี้ของเขาเลย
ตอนนี้หลี่เหยียนจึงดูโทรมมาก ดวงตาแดงก่ำ เหมือนกับหมาป่าเดียวดายบนทุ่งหญ้า เขาถอนหายใจยาว รู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดี จึงล้มตัวลงนอนในห้องฝึกฝน ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วลองผิดลองถูกอีกสองสามวันแล้วยังหาทางแก้ไขไม่ได้ ก็คงต้องไปหาท่านอาจารย์โดยตรง ถึงตอนนั้นหวังว่าท่านอาจารย์จะเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ส่งเขากลับไปยังโลกมนุษย์
ส่วนเรื่องคัมภีร์วารี เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่บอกใคร แม้เขาไม่สามารถบำเพ็ญเซียนได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถทรยศตงฝูอีที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ อย่างมากก็แค่ไหว้พระให้ตงฝูอีบ่อย ๆ ขอให้ตงฝูอีพบผู้สืบทอดอีกคนที่เหมาะสมในดินแดนอันตรายนั้น
หลี่เหยียนหลับไปท่ามกลางความคิดมากมาย แต่ในหัวก็ยังคงมีภาพของคัมภีร์วารีกับข้อมูลในแผ่นหยกสามแผ่นนั้นวนเวียนอยู่
หลับไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน หลี่เหยียนที่อยู่ในห้วงนิทราสะดุ้งตื่นขึ้นมา นั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทางงัวเงีย แต่บนใบหน้ากลับมีความยินดี เขาไม่ได้หลับฝันดี คงเป็นอย่างที่คนโบราณว่าไว้ "กลางวันคิดอะไร กลางคืนก็ฝันอย่างนั้น" ในฝันของเขามีแต่เรื่องร่างพิษแหลกสลาย มีข้อความหนึ่งในนั้นทำให้เขาลุกขึ้นนั่ง
"ตอนที่อยู่ในขอบเขตรวมลมปราณ ร่างพิษแหลกสลายจะมีส่วนที่แยกออกมาสิบกว่าส่วน แต่ละส่วนจะไหลเวียนหล่อเลี้ยงตัวเอง หล่อเลี้ยงจนกลายเป็นพิษชนิดต่าง ๆ พิษพวกนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ตอนแรกจะควบคุมได้ยาก ต้องให้ผู้ฝึกตนค่อย ๆ ฝึกฝน ควบคุม จนกระทั่งควบคุมได้อย่างคล่องแคล่ว ส่วนที่แยกออกมาพวกนี้พอฝึกฝนจนถึงขอบเขตที่สูงขึ้น ก็จะแยกออกเป็นพิษอิสระที่มากขึ้นและละเอียดมากขึ้น พอถึงระดับหนึ่ง ผู้ฝึกตนสามารถนำส่วนที่แยกออกมาตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปมารวมกันเป็นพิษชนิดใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก พอควบคุมได้แล้ว พลังโจมตีจะเท่าทวีความร้ายกาจ"
ข้อความนี้เดิมทีเป็นข้อสรุปและประสบการณ์ในการโจมตีและการใช้ร่างพิษแหลกสลายของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง อธิบายสาเหตุที่หลี่เหยียนใช้ "เคล็ดวิชาเมฆฝน" แล้วได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันสองแบบ เพราะพลังปราณที่เขาปล่อยออกไปตอนสุดท้ายไม่ใช่พลังปราณธรรมดา ๆ แต่มีพิษที่เกิดจากร่างพิษแหลกสลายผสมอยู่ด้วย ตอนที่เขาปล่อยพลังปราณออกไปสองครั้งนั้น น่าจะเป็นเพราะส่วนที่แยกออกมาสองในสิบสองส่วนในร่างกายเป็นตัวควบคุมผลลัพธ์ของพลังปราณที่ปล่อยออกไป
หลี่เหยียนเคยเห็นข้อความนี้มาก่อน เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่เขาใช้ "เคล็ดวิชาเมฆฝน" ถึงได้ผลลัพธ์แบบนั้น แต่ตอนนั้นเขากำลังหาวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถฝึกฝน จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ข้อความนี้ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ในฝัน หลี่เหยียนกลับรู้สึกเหมือนกับว่ามีแสงสว่างวาบขึ้นในความมืด ทำให้เขาตื่นขึ้นมาจากฝัน
"ตอนที่อยู่ในขอบเขตรวมลมปราณ ส่วนที่แยกออกมามีสิบกว่าส่วนจะไหลเวียนหล่อเลี้ยงตัวเอง ส่วนที่แยกออกมาไหลเวียนไปเรื่อย ๆ... ส่วนที่แยกออกมาไหลเวียนไปเรื่อย ๆ... ส่วนที่แยกออกมาไหลเวียนไปเรื่อย ๆ... ผู้ฝึกตนสามารถนำส่วนที่แยกออกมาตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปมารวมกันเป็นพิษชนิดใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก..." หลี่เหยียนพึมพำกับตัวเอง
"สิบสองส่วนในร่างกาย ไม่ใช่ส่วนที่แยกออกมา เป็นแค่รอยแตกเท่านั้น รอยแตกพวกนี้เมื่อก่อนคงจะเล็กกว่านี้ แต่เพราะช่วงนี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนขั้นที่สอง พลังปราณที่ไหลเวียนก็แรงขึ้น ตอนแรกก็ไม่ได้มีอะไร แต่หลัง ๆ รอยแตกพวกนั้นคงจะใหญ่ขึ้น
ผู้ฝึกตนสามารถนำส่วนที่แยกออกมาตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปมารวมกันได้ แสดงว่าแต่ละส่วนเป็นอิสระต่อกัน ร่างแหลกสลาย ร่างแหลกสลาย ฮ่า ๆ ร่างแหลกสลาย เข้าใจแล้ว ต้องแตกออกจากกันถึงจะเรียกว่าแหลกสลาย มิฉะนั้นจะเรียกว่าแหลกสลายได้อย่างไร?
ในร่างกายเป็นแค่ร่างพิษแหลกสลายที่ไม่สมบูรณ์ บันทึกกล่าวบอกว่า 'ตอนที่แยกออกจากกันจะเจ็บปวดมาก' ข้ากลับไม่รู้สึก ไม่ใช่เพราะหมดสติไป แต่เป็นเพราะมันไม่ได้แยกออกจากกันจริง ๆ" หลี่เหยียนนั่งอยู่กับพื้น พลางพูดพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาที่เป็นประกาย