- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 64 มหาหมื่นวิถี
บทที่ 64 มหาหมื่นวิถี
บทที่ 64 มหาหมื่นวิถี
บทที่ 64 มหาหมื่นวิถี
ชายชราชุดเทามองหลี่เหยียน "อืม ตำราเคล็ดวิชาและวิชาเซียนในหอที่เป็นสีเขียวคือของที่เอาไปได้เลย ส่วนสีอื่นต้องใช้หินวิญญาณแลกเปลี่ยน"
หลี่เหยียนฟังแล้วเหมือนจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จึงมองหลี่อู๋อีด้วยสีหน้าสับสน หลี่อู๋อียิ้มแล้วตอบแทนเขา "ท่านอาจารย์ลุงกู่ เรื่องพวกนี้ข้าจะอธิบายให้เขาฟังเองขอรับ"
"เช่นนั้นก็ดี พวกเจ้าเข้าไปเถอะ" ชายชราชุดเทาโบกมือไปด้านหลังอย่างเฉื่อยชา ทันใดนั้นก็ปรากฏหลุมดำหมุนวนขึ้นกลางอากาศด้านหลัง หลุมดำนั้นลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ และหมุนวนอย่างเชื่องช้า ดูราวกับมีความลึกลับซ่อนอยู่
หลี่เหยียนมองอย่างตะลึงงัน เขาพอจะเดาได้ว่าหลุมดำนี้มีไว้เพื่ออะไร แต่เมื่อมองดูหลุมดำที่เหมือนปากอสูรกายขนาดยักษ์ เขาก็อดรู้สึกหนาวสะท้านไม่ได้
หลี่อู๋อีเดินไปข้างหน้าพลางดึงหลี่เหยียน และไม่รอให้เขาได้ตั้งตัว ร่างก็ลอยขึ้นจากพื้นพุ่งเข้าไปในหลุมดำ หลี่เหยียนตกใจสุดขีด รู้สึกวิงเวียนศีรษะ พริบตาต่อมา เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง สูงราวเจ็ดถึงแปดจ้าง ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปรอบ ๆ
ตอนนี้เขากับหลี่อู๋อียืนอยู่กลางอาคาร ด้านหลังมีหลุมดำกำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้า ส่วนด้านหน้ามีบันไดสามทางทอดขึ้นไปชั้นบน มันเป็นอย่างที่เขาคิดจริง ๆ สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นพื้นที่พิเศษคล้ายกับถุงมิติ หรือไม่ก็หลุมดำเมื่อครู่คือค่ายอาคมเคลื่อนย้าย ที่ส่งพวกเขามายังสถานที่แห่งอื่นใกล้ ๆ ยอดเขาไผ่น้อย หลี่เหยียนคาดเดาในใจโดยอาศัยประสบการณ์อันน้อยนิดของตน
"ศิษย์น้องเล็ก ที่นี่คือหอคลังสมบัติ บันไดสามทางข้างหน้านั่น ทางซ้ายคือหอตำรา ทางกลางคือหอศาสตรา ทางขวาคือหอสมุนไพรวิญญาณ ฟังชื่อแล้วเจ้าน่าจะรู้ว่ามีไว้ทำอะไรบ้าง"
หลี่เหยียนละสายตาและพยักหน้า สายตามองไปยังบันไดทั้งสามทาง ปากทางบันไดซ้ายเปล่งแสงสีขาวจาง ปากทางบันไดกลางเปล่งแสงสีเหลืองจาง ส่วนปากทางบันไดขวาเปล่งแสงสีฟ้าจาง
"ไปกันเถอะ" หลี่อู๋อียกเท้าเดินไปยังบันไดทางขวา หลี่เหยียนจึงตามไปด้วยความตื่นเต้น เพราะมันจะเป็นก้าวแรกที่เขาจะได้เข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างเป็นทางการ
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงปากทางบันได แสงสีขาวพลันวาบขึ้นที่ตัวหลี่อู๋อี แล้วร่างของเขาก็หายวับไป แต่เมื่อหลี่เหยียนก้าวขึ้นบันได เขากลับรู้สึกเหมือนชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น กระเด็นถอยหลังไปสองก้าว เขาไม่ทันตั้งตัว เกือบล้มก้นจ้ำเบ้า อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เพราะเมื่อครู่เขาเห็นหลี่อู๋อีเข้าไปได้อย่างไม่มีอะไรกีดขวาง หรือว่าที่นี่จะมีค่ายอาคมป้องกันอยู่?
เขาระมัดระวังตัวมากขึ้น เดินไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นนิ้วไปแตะแสงสีขาวจางๆ ทันทีที่นิ้วสัมผัสกับแสงสีขาว เขาก็รู้สึกเหมือนแตะโดนม่านใสที่มองไม่เห็น ม่านนี้มีความยืดหยุ่นสูง หลี่เหยียนออกแรงกดไปหลายครั้งก็ไม่ทะลุ
หลี่เหยียนหดนิ้วกลับ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดความเป็นไปได้ที่ต้องใช้ป้ายหยกที่เอวเพื่อเข้าไปออก เพราะเมื่อครู่เขาไม่ได้เห็นศิษย์พี่ใหญ่หยิบป้ายหยกออกมา หรือมีแสงอื่นใดปรากฏขึ้นที่ตัวอีกฝ่าย
หลังจากคิดทบทวน เขาจึงรวบรวมพลังปราณไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วแทงทะลุม่านนั้นอีกครั้ง นิ้วของเขาถูกต้านไว้ชั่วครู่ จากนั้นจึงรู้สึกเหมือนทะลุผ่านม่านไปได้ พริบตาต่อมา นิ้วของเขาพลันหายวับไปต่อหน้าต่อตา แต่หลี่เหยียนไม่รู้สึกเจ็บปวดใด เขาค่อย ๆ ดึงนิ้วกลับ นิ้วก็ปรากฏขึ้นในสายตาอีกครั้ง คราวนี้เขาเข้าใจวิธีเข้าไปแล้ว จึงรวบรวมพลังปราณ ร่างกายเปล่งแสงสีดำ และก้าวขึ้นบันได
แสงสีขาวตรงหน้าหรี่ลง เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่ในอาคารอีกหลังหนึ่ง หลี่อู๋อียืนหันหลังให้เขา มือไขว้หลัง มันทำเอาหลี่เหยียนอดร้องในใจว่า "น่าละอาย" เพราะตัวเองต้องใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีถึงจะเข้ามาได้ แต่หลี่อู๋อีกลับเข้ามาได้อย่างสบายๆ ราวกับไม่มีสิ่งใดกีดขวาง
หลี่อู๋อีไม่หันกลับมา เขายืนรอหลี่เหยียนอยู่ตรงนี้ ถือเป็นการทดสอบพลังปราณของศิษย์น้องเล็กคนนี้ไปในตัว ที่นี่อย่างน้อยต้องมีพลังปราณขอบเขตรวมลมปราณขั้นสามขึ้นไปถึงจะเข้ามาได้ มิเช่นนั้นก็ต้องให้คนอื่นพาเข้ามา เมื่อวานเขาได้ยินว่าจิตสำนึกของหลี่เหยียนสามารถออกนอกร่างได้ทั้งที่พลังยังอยู่ในระดับนี้ เลยอยากลองดูว่าพลังปราณของศิษย์น้องคนนี้จะเหนือกว่าผู้ฝึกตนคนอื่นในระดับเดียวกันหรือไม่
ถึงแม้ว่าด้วยขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงของเขาจะพอประเมินได้คร่าว ๆ ว่าพลังปราณของหลี่เหยียนไม่ธรรมดา แต่เขาก็ยังมองไม่ทะลุถึงระดับพลังที่แท้จริงของหลี่เหยียนเหมือนท่านอาจารย์และท่านอาจารย์ลุงกู่
เมื่อเห็นหลี่เหยียนเข้ามาในนี้ได้ หลี่อู๋อียิ่งมั่นใจว่าพลังปราณของหลี่เหยียนเหนือกว่าผู้ฝึกตนคนอื่นในระดับเดียวกันจริง สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นร่างพิษแหลกสลาย
หลี่เหยียนตั้งสติและสำรวจรอบด้านอีกครั้ง ที่นี่มีชั้นวางหนังสือสิบแถว บนชั้นวางเต็มไปด้วยแผ่นหยกและตำราโบราณ
"ที่นี่มีแต่เคล็ดวิชาสำหรับระดับรวมลมปราณ สีเขียวคือระดับธรรมดา สีเหลืองคือระดับสูง" เสียงนุ่มนวลของหลี่อู๋อีดังขึ้นข้างหู
หลี่เหยียนเห็นว่าทั้งแผ่นหยกและตำราโบราณต่างเปล่งแสงสีเขียวหรือสีเหลืองจาง
"สีเขียวเลือกได้ตามสบาย สีเหลืองต้องใช้หินวิญญาณซื้อ แต่สีเหลืองส่วนใหญ่เป็นวิชาเซียนระดับสูง มีเคล็ดวิชาอยู่บ้าง เพราะไม่ว่าจะขอบเขตไหน เคล็ดวิชาขั้นสูงก็หายาก ศิษย์น้องเล็กเลือกเคล็ดวิชาสีเหลืองได้เลย ส่วนหินวิญญาณข้าให้เจ้าหยิบยืมไปก่อน ค่อยหาใช้คืนทีหลังก็ได้ ส่วนวิชาเซียนเลือกสีเขียวระดับต่ำจะดีกว่า เพราะการฝึกฝนวิชาเซียนต้องเริ่มจากพื้นฐาน ค่อย ๆ ฝึกฝนไป ไม่เหมือนเคล็ดวิชาที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ เจ้าลองดูดูก่อน" หลี่อู๋อีหันมายิ้มให้หลี่เหยียน จากนั้นก็เงียบเสียง
หลี่เหยียนกำลังสำรวจโดยรอบ พอได้ยินคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่จึงกล่าวขอบคุณแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ หยิบแผ่นหยกสีเขียวแผ่นหนึ่งขึ้นมา ใช้จิตสำนึกสอดส่องเข้าไป ในหัวก็มีข้อมูลปรากฏขึ้น "เคล็ดวิชาเมฆาพันพฤกษา เคล็ดวิชาเซียนธาตุไม้ระดับต่ำ ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนบทนี้จะมีพลังปราณที่ล้ำลึก โจมตีด้วยพลังที่ล่องลอยเหมือนเมฆหมอก ทำให้อีกฝ่ายตั้งรับไม่ทัน ถ้าใช้หญ้าใบขน ช่อคงจู่ และใบไฉ่หรู แช่น้ำชำระล้างร่างกายระหว่างการฝึกฝน จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งเหมือนเหล็ก..."
หลี่เหยียนวางแผ่นหยกแผ่นนั้นลง แล้วมองไปที่แผ่นหยกสีเหลืองที่เปล่งแสงอยู่ข้าง ๆ ใช้จิตสำนึกสอดส่องดู "เคล็ดวิชาสนามแม่เหล็ก เคล็ดวิชาโจมตีระดับสูง ราคา: หินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดก้อน คุณสมบัติ: สร้างสนามแม่เหล็กแรงโน้มถ่วงหนึ่งถึงสิบเท่าในระยะสิบจ้างรอบตัว เมื่อศัตรูอยู่ในระยะนี้ จะได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง เคลื่อนไหวช้าลง หรือถูกแรงโน้มถ่วงบีบอัดจนตาย..."
หลี่เหยียนหยิบตำราโบราณอีกหลายเล่มออกมาจากชั้นหนังสือ ตำราพวกนี้ดูเหมือนจะทำจากหนังของสัตว์อสูรบางชนิด เปิดตำราเล่มหนึ่งที่เปล่งแสงสีเขียวออกมาดู "ประวัติศาสตร์ทวีปจันทรา..." เป็นหนังสือที่แนะนำประวัติศาสตร์โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนของทวีปแห่งนี้ตั้งแต่โบราณ
เปิดตำราอีกเล่มที่เปล่งแสงสีเหลืองออกมาดู "บันทึกเคล็ดวิชาเหินเวหา ราคา: หินวิญญาณระดับต่ำเจ็ดก้อน..." นี่น่าจะเป็นบันทึกการฝึกฝนที่คนรุ่นก่อนทิ้งเอาไว้
หลี่อู๋อีมองดูหลี่เหยียนเงียบ ๆ เห็นเขาเดินไปหยุดไปเป็นระยะ ๆ ใช้จิตสำนึกเป็นครั้งคราว เลยยืนยันได้ว่าหลี่เหยียนที่มีพลังระดับขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองนั้นสามารถทำแบบนั้นได้จริง ๆ ครู่หนึ่งเขาก็เดินเข้าไปหา และอธิบายให้หลี่เหยียนฟังบ้าง...
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนถือแผ่นหยกสีเขียวห้าแผ่นกับตำราสีเขียวเจ็ดถึงแปดเล่มกลับไปที่วังวนสีดำในห้องหนังสือ หลี่อู๋อีส่ายหน้าอย่างจนใจ เมื่อครู่เขาจะให้หลี่เหยียนเลือกเคล็ดวิชาเซียนธาตุน้ำชื่อ "สายธารา" จากแผ่นหยกสีเหลือง แต่หลี่เหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
สุดท้ายเลือกเคล็ดวิชาเซียนชื่อ "มหาหมื่นวิถี" มันเป็นเคล็ดวิชาเซียนที่ไม่มีคุณสมบัติ ใครมีรากวิญญาณแบบไหนก็ฝึกฝนได้ ตามที่หลี่เหยียนบอก "เพราะเป็นคนที่มีรากวิญญาณหลากธาตุ ถ้าฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนธาตุน้ำ อาจจะช้ากว่าการฝึกฝนเล่มนี้"
เพราะเคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้มีข้อดีคือเลื่อนระดับได้เร็ว สามารถทะลวงขั้นได้ง่าย ๆ สรุปก็คือ "เร็ว" แต่ข้อเสียคือพลังโจมตีอ่อนแอมาก คนที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนบทนี้พลังโจมตีจะน้อยกว่าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ในระดับเดียวกันมาก โดยรวมแล้วเคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีชีวิตอมตะ
หลี่อู๋อีคิดดูแล้วก็ไม่ได้บังคับ เขารู้ว่าคนที่มีรากวิญญาณหลากธาตุพอฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดหรือแปดแล้วมักจะฝึกฝนได้ยาก ต่อให้มียาช่วยมากมายแค่ไหน ก็ยากที่จะฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ให้โอกาสศิษย์น้องเล็กคนนี้ เน้นการเลื่อนระดับขั้นก็แล้วกัน จะได้มีชีวิตอมตะ
นี่เป็นเพราะเว่ยจ้งหรานไม่ได้บอกจุดประสงค์ของสำนักกับเขา ไม่ใช่ว่าลืม แต่จงใจไม่บอก จุดประสงค์ของสำนักคือการใช้ทรัพยากรมากมายสร้างผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่สุดท้ายเว่ยจ้งหรานก็อยากจะให้หลี่เหยียนเลือกเส้นทางของตัวเอง ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตสร้างรากฐานมีอายุแค่สองร้อยกว่าปีเท่านั้น ถ้าหลี่เหยียนมีวาสนา ก็อาจจะเลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้นก็ได้
แต่หลี่อู๋อีเป็นคนฉลาด ถึงแม้ท่านอาจารย์จะไม่ได้บอก เขาก็พอจะเดาออกว่าสาเหตุที่สำนักยอมรับศิษย์ที่มีรากวิญญาณหลากธาตุเข้ามา คงเป็นเพราะอยากจะใช้ประโยชน์จากร่างกายพิษนั้น
หลี่เหยียนไม่ได้คิดแบบนั้น เขาแค่อยากจะเลือกเคล็ดวิชาเซียนสักบท ยังไงเขาก็ไม่ได้ฝึกฝนอยู่แล้ว แต่เคล็ดวิชาเซียนที่เลือกก็ต้องปกปิดคัมภีร์วารีได้ ต่อมาพอเขาเห็น "มหาหมื่นวิถี" ก็รู้สึกสนใจ เคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้เหมือนกับว่าถูกสร้างมาเพื่อเขา เป็นเคล็ดวิชาเซียนที่ไม่มีคุณสมบัติ สามารถทะลวงขั้นได้ง่าย ต่อไปไม่ว่าเขาจะแสดงให้เห็นว่าเลื่อนระดับขั้น หรือใช้พลังปราณธาตุใดธาตุหนึ่งก็ไม่แปลก เขาจึงเลือกเคล็ดวิชาเซียนเล่มนี้ แต่ถ้าหลี่อู๋อี๋ยังคงพยายามชวนเขา เขาก็จะหาข้ออ้างปฏิเสธ
แผ่นหยกสีเขียวอีกสี่แผ่นเป็นเคล็ดวิชาโจมตีที่เขาใฝ่ฝันมานาน เขาเลือก "เคล็ดวิชาใบมีดลม" "เคล็ดวิชาลูกไฟ" "เคล็ดวิชาทรายดูด" "เคล็ดวิชาเมฆฝน" แน่นอนว่ายังมีเคล็ดวิชาโจมตีทั่วไปอีกมากมาย เขาไม่สามารถเลือกได้ทั้งหมด เขารู้ว่าต้องค่อย ๆ เรียนรู้ทีละอย่าง ส่วนตำราสีเขียวเจ็ดถึงแปดเล่มนั้นเป็นตำราประวัติศาสตร์กับตำราสำหรับผู้เริ่มต้นบำเพ็ญเซียน
อย่างเช่น "ประวัติศาสตร์ทวีปจันทรา" "สารานุกรมการบำเพ็ญเซียน" เขารู้ว่าตัวเองมีพื้นฐานน้อย จึงต้องเรียนรู้ให้มาก เขาจึงเลือกตำราโบราณพวกนี้ และนอกจากตำราประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีตำราความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนประเภทอื่น ๆ อย่างเช่น การแนะนำเขตอาคม การแนะนำยา เขาไม่ได้อยากจะเรียนรู้การบำเพ็ญเซียนประเภทอื่น ๆ แค่อยากจะเข้าใจคร่าว ๆ ก็เท่านั้น
หลี่อู๋อี บอกว่าพอหยิบแผ่นหยกกับหนังสือพวกนี้ออกไปแล้ว ต้องให้อาวุโสชุดเทาตรวจสอบก่อน แล้วจึงจะใช้เคล็ดวิชาเซียนผนึกเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก เขาสามารถคลายผนึกออกมาได้ทีละนิด ๆ จนกระทั่งกลายเป็นความทรงจำของตัวเอง จนกระทั่งผนึกหายไป
หลี่เหยียนมองดูบันไดอีกสองทาง แล้วจึงถามหลี่อู๋อีว่า "ศิษย์พี่ใหญ่ ตรงนั้นก็ต้องใช้พลังปราณถึงจะเข้าไปได้เหมือนกับหอหนังสือหรือขอรับ?"
หลี่อู๋อี ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับยิ้มแล้วพูดว่า "หอคลังสมบัติแต่ละแห่งมีวิธีเข้าไปต่างกัน แม้แต่หอหนังสือที่พวกเราเพิ่งเข้าไป ข้างในก็ยังมีข้อจำกัด เจ้าเข้าไปในห้องหนังสือสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตรวมลมปราณ จริง ๆ แล้วตรงมุมห้องมีบันไดอีกทางหนึ่ง เจ้าเห็นหรือเปล่า? บันไดนั้นขึ้นไปชั้นบนก็จะเป็นเคล็ดวิชาเซียนและเคล็ดวิชาโจมตีสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน"
หลี่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามนึกดู เหมือนกับว่าเคยเห็น แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจ มีมุมหนึ่งที่เหมือนกับว่ามีแสงสีขาวปกคลุมอยู่ เพียงแต่มองผ่าน ๆ เท่านั้น
หลี่อู๋อี พูดต่อ "แบบนี้ หอหนังสือแต่ละชั้นก็จะมีบันไดขึ้นไปข้างบน จนถึงขอบเขตปฐมวิญญาณ มีเพียงพลังถึงระดับนั้นจึงจะเข้าไปได้ ไม่งั้นก็ขึ้นไปไม่ได้
ส่วนบันไดอีกสองทางนี้ไม่ได้แบ่งตามขอบเขตพลัง ต้องให้อาจารย์ปู่กู่พาเข้าไปเท่านั้น ข้างในเป็นยาและศาสตราวุธ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็เข้าไปไม่ได้"
พูดถึงตรงนี้ หลี่อู๋อีก็ตบถุงมิติที่เอว แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้น ของหลายชิ้นลอยอยู่กลางอากาศ "อืม พอพูดถึงทรัพยากรพวกนี้ ข้าก็ให้ของพวกนี้กับเจ้าเลย นอกจากของที่เจ้าได้รับตอนเข้าสำนักแล้ว ยอดเขาไผ่น้อยก็มีทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนแจกให้ทุกเดือน เจ้าจะได้หินวิญญาณระดับต่ำสามก้อนกับยาอดอาหารสามเม็ด เหมือนกับศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณของสี่ยอดเขาที่เหลือ ไปรับที่ห้องโถงใหญ่ข้างหน้าได้ในช่วงเช้าตรู่ของสามวันแรกของทุกเดือน พอเจ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ทรัพยากรพวกนี้ก็จะเพิ่มขึ้น"
หลี่เหยียนมองดูขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กกับหยกสามก้อนที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ดีใจมาก ไม่คิดว่าจะได้หินวิญญาณด้วย จึงกล่าวขอบคุณแล้วเก็บเข้าไปในถุง