- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 63 ชายชราในชุดเทา
บทที่ 63 ชายชราในชุดเทา
บทที่ 63 ชายชราในชุดเทา
บทที่ 63 ชายชราในชุดเทา
เมื่อครู่แค่สามลมหายใจ หลี่เหยียนก็รู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายถูกใช้ไปมหาศาล พลังปราณที่เพิ่งจะฟื้นกลับมาเจ็ดถึงแปดส่วน ถูกใช้ไปประมาณหนึ่งส่วนในเวลาสั้น ๆ ก่อนหน้านี้เขายังคงดีใจที่ใช้จิตสำนึกได้ จึงไม่ได้สนใจว่าพลังปราณจะถูกใช้ไปมากแค่ไหน ตอนนี้พอเห็นพลังปราณถูกใช้ไปเร็วขนาดนี้จึงรู้สึกปวดหัว เขาจะไปมีพลังปราณมากมายขนาดนั้นได้ยังไง?
คิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่เหยียนก็ได้คำตอบแล้ว คงเป็นเพราะเขาเพิ่งจะฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สอง ดูจากพลังปราณในร่างกายก็รู้แล้ว จุดรวมพลังปราณทั้งห้าตอนนี้มีแค่จุดรวมพลังปราณธาตุน้ำเท่านั้นที่มีพลังปราณอยู่ครึ่งหนึ่ง ขณะที่การแยกจิตออกจากร่างต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สามถึงจะทำได้ หมายความว่าจำเป็นต้องมีพลังปราณระดับขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สามถึงจะเพียงพอ ตอนนี้เขาแค่ใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของ "คัมภีร์วารี" เพื่อบังคับใช้ พลังปราณจึงไม่เพียงพอ และปัญหานี้คงจะแก้ไขได้เองเมื่อเขาฝึกฝนไปเรื่อย ๆ
แต่แล้วเขาก็นึกถึงความเร็วในการฝึกฝนที่ช้าเหมือนเต่า ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ความเร็วในการฝึกฝนแบบนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เคล็ดวิชาเซียนของห้าสำนักเซียนควรจะเป็น ถ้าเป็นแบบนี้ ร่างกายห้าธาตุจะมีประโยชน์อะไร? คิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าก็เปลี่ยนไป ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็คงได้ไม่คุ้มเสีย
เขาต้องรีบหาสาเหตุให้ได้ แต่ด้วยความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียนเท่าหางอึ่ง เขาจะไปอธิบายเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร? สถานการณ์แบบนี้เขาไม่สามารถไปถามคนอื่นได้ มิฉะนั้นความลับของ "คัมภีร์วารี" ก็จะถูกเปิดเผย จะทำยังไงดี? เขาจึงลุกขึ้นเดินไปเดินมาในห้อง ครู่หนึ่งเขาก็นิ่งไป เมื่อครู่นี้เขานึกถึง "คัมภีร์วารี" ในทะเลแห่งจิตสำนึกขึ้นมาได้ บางทีมันอาจจะช่วยเขาได้
เพียงนึกถึง "คัมภีร์วารี" หลี่เหยียนก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึง เพราะนับตั้งแต่ที่เขาเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึกเพื่อให้ได้เคล็ดวิชามา เขาก็ไม่ได้เข้าไปอีกเลย ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะศึกษาเพิ่มเติม แต่เป็นเพราะจี้กุนซือบีบบังคับเขามากเกินไป พอเขาเผลอเมื่อไหร่ก็อาจจะตายได้ ช่วงนั้นเขาจึงไม่ฝึกฝน แต่คิดหาวิธีจัดการจี้กุนซือ ทำให้เขาค่อย ๆ ลืมเรื่องในทะเลแห่งจิตสำนึกไป
เขาจึงนั่งลง หลับตาสงบสติอารมณ์ จิตใจสงบนิ่ง ครู่หนึ่งเขาก็เข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึก มองดูทะเลสาบสีดำที่สงบนิ่งเบื้องล่าง เขารู้สึกเหมือนกับว่าผ่านไปนานมากแล้ว
ครู่หนึ่ง หลี่เหยียนก็ตั้งสติได้ ใช้พลังจิตสอดส่องไปที่ผิวน้ำ ทันใดนั้นก็มีตัวอักษรสีทองมากมายปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ หลี่เหยียนมองดูครู่หนึ่งก็ถอนหายใจออกมา
แท้จริงแล้ว ตอนที่อยู่ในจวนกุนซือ เขามีสมาธิไม่แน่วแน่ ทำให้มองข้ามคำแนะนำบางอย่างไป และมัวแต่จำบทสวดในขั้นที่หนึ่ง ในคำนำของคัมภีร์วารีเขียนเอาไว้ว่าจะมองเห็นได้แค่บทสวดในขอบเขตเดียวกับตัวเอง
ตอนนั้นสิ่งที่เขาเห็นก็มีแค่คำนำกับคำอธิบายของคัมภีร์วารีกับบทสวดในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งไม่กี่บรรทัด ต่อมาก็วุ่นวายกับการเอาชีวิตรอด จึงลืมคำแนะนำในคำนำไป ตอนนี้พอใช้พลังจิตสอดส่องดูอีกครั้ง บทสวดในขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่หนึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยบทสวดบทใหม่ เขามองปราดเดียวก็เห็นว่าไม่กี่บรรทัดนี้ไม่ใช่บทสวดที่เขาเคยเรียน จึงเพิ่งนึกถึงคำอธิบายในคำนำขึ้นมาได้
มิน่า ตอนนี้ถึงฝึกฝนได้ช้าขนาดนี้ การใช้บทสวดในขั้นที่หนึ่งฝึกฝนในขั้นที่สอง อย่างไรก็ไม่สัมพันธ์กัน พอได้คำตอบนี้ เขาค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อครู่เขาไม่ได้สงสัยว่าคัมภีร์วารีมีปัญหา มิฉะนั้นตงฝูอีคงไม่ต้องลำบากช่วยชีวิตเขาถึงขนาดนั้น แต่เขาแค่กลัวว่า "ร่างพิษแหลกสลาย" จะทำให้ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลง ไม่เหมาะกับการฝึกฝนคัมภีร์วารีอีกต่อไป ส่วนที่เขากังวลเมื่อครู่ ก็เพราะนอกจากคัมภีร์วารีแล้ว เขาไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาเซียนบทไหนในโลกนี้จะเหมาะกับรากวิญญาณห่วย ๆ ของเขาอีก
เขาจึงตั้งใจท่องจำบทสวดในขั้นที่สองซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ พอตรวจสอบจนแน่ใจแล้วจึงรีบออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก เพราะเขาต้องแน่ใจก่อนถึงจะวางใจได้
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนลืมตาขึ้น บนใบหน้ามีรอยยิ้ม เป็นอย่างที่คิด พอเขาใช้บทสวดบทใหม่ฝึกฝน ประมาณหนึ่งชั่วยามพลังปราณธาตุน้ำก็กลับมาประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนถ้าอยากจะเพิ่มพลังปราณ ก็ต้องขยันฝึกฝน
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงลุกขึ้นยืนเดินออกไปที่ลานบ้าน ลานบ้านขนาดหลายสิบจ้างนี้ค่อนข้างกว้างขวาง วันนี้เขายังคงรู้สึกตื่นเต้น อีกทั้งหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมาเขาก็ฟื้นฟูพลังปราณแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะลองบินดู
นอกจากตอนที่บินในทะเลแห่งจิตสำนึกแล้ว เขาก็มีประสบการณ์บินเพียงแค่ตอนที่หลี่อู๋อีพาบิน ขณะที่ตอนนี้เขาอยากจะลองบินด้วยตัวเอง
เขาตบถุงมิติที่เอว แสงสว่างวาบขึ้น บนพื้นก็มีวัตถุรูปทรงกระสวยขนาดเล็กปรากฏ หลี่เหยียนรู้ว่าของสิ่งนี้ใส่พลังปราณหรือใส่หินวิญญาณเข้าไปก็ใช้ได้ แต่เขาจะไม่ใช้หินวิญญาณพวกนั้น จึงใช้มือส่งพลังปราณออกไปยกวัตถุนั้นขึ้นมา อาวุธวิญญาณสำหรับบินนั้นลอยขึ้นจากพื้นประมาณหนึ่งฉื่อ หลี่เหยียนส่งพลังปราณเข้าไป แค่ไม่กี่ลมหายใจก็ใหญ่ขึ้นจนมีขนาดห้าหกฉื่อ เขาดูขนาดของลานบ้าน แล้วย่อขนาดลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวขึ้นไป...
เที่ยงคืน หลี่เหยียนนอนอยู่บนเตียง มุมปากมีรอยยิ้ม ในฝันเขายังคงบินชนนู่นชนนี่อยู่ในลานบ้าน
เช้าตรู่ หลี่เหยียนตื่นขึ้นมา มองดูท้องฟ้าสีครามที่ลอดผ่านใบไผ่ข้างนอกหน้าต่างพลางบิดขี้เกียจ เมื่อวานเขาเหนื่อยมาทั้งวัน ตั้งแต่เช้าก็รับมือกับนักพรตแซ่อวี๋ จนถึงตอนกลางคืนก็ฝึกฝนการใช้จิตสำนึกกับการบินจนถึงดึก
ตื่นมาก็รู้สึกสดชื่น ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เปิดเขตอาคมป้องกัน ออกมาที่หน้าประตูบ้าน พบเห็นกล่องไม้ไผ่ใบหนึ่งวางอยู่ มันส่งกลิ่นหอมออกมา ดูเหมือนการเป็นศิษย์ก็มีประโยชน์เหมือนกัน เมื่อวานเขาได้นัดเวลาส่งอาหารกับศิษย์รับใช้ที่อยู่ข้างหน้า วันนี้พวกเขาจึงเอามาส่งตรงเวลา
อาหารมื้อนี้ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกพึงพอใจมาก ถึงแม้จะไม่ได้อร่อยมาก แต่ก็รสชาติอ่อน ๆ กินง่าย กินข้าวเสร็จ หลี่เหยียนจึงไปนั่งขัดสมาธิที่ห้องฝึกฝน เขารู้ว่าตัวเองมีข้อเสีย นั่นคือเริ่มต้นช้า จึงต้องพยายามมากขึ้น พอพักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็ไม่อยากจะเสียเวลาแม้แต่น้อย
ประมาณหนึ่งเค่อ หลี่เหยียนรู้สึกตัวและลืมตาขึ้น มองลงไปเห็นว่าป้ายที่เอวเปล่งแสงสีเขียวอ่อนออกมาเป็นระยะ ๆ โดยไม่มีเสียงใด ๆ เขาจึงใช้จิตสำนึกสอดส่องเข้าไป ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น
"ที่แท้ศิษย์พี่ใหญ่มาแล้ว คงจะพาข้าไปเลือกเคล็ดวิชาเซียนกับเคล็ดวิชาโจมตี"
คุณสมบัติของป้ายประจำตัวสำนักนี้ เมื่อวานเขาก็ลองใช้จนครบถ้วนแล้ว แสงสีเขียวที่ส่องประกายเมื่อครู่เป็นคุณสมบัติการส่งข้อความของป้าย สามารถใช้แทนยันต์ส่งข้อความในระยะพันลี้ได้ เวลาสำนักมีเรื่องด่วนเรียกตัว หรือศิษย์พี่ศิษย์น้องติดต่อกัน ก็สามารถส่งข้อความหากันผ่านตราในป้ายได้
เพราะเมื่อวานป้ายของเขาได้หลี่อู๋อีกับหลินต้าเฉี่ยวลงทะเบียนเอาไว้ พวกเขาน่าจะฝังตราของตัวเองลงไปแล้ว เมื่อคืนตอนที่หลี่เหยียนตรวจสอบป้าย ก็พบว่ามีจุดสีเขียวเก้าจุดส่องแสง คงจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่หรือศิษย์พี่เจ็ดที่ใช้วิธีใดวิธีหนึ่งฝังตราของคนอื่น ๆ ในยอดเขาไผ่น้อยลงไป หลี่เหยียนจึงหยุดฝึกฝน ลุกขึ้นเปิดประตูและเดินออกไป
หลี่อู๋อียืนยิ้มอยู่ที่หน้าประตูบ้านไผ่ เห็นหลี่เหยียนเดินออกมาอย่างสบาย ๆ ก็ยิ้มให้ เมื่อวานเย็นหลินต้าเฉี่ยวมาบอกเรื่องที่พักของหลี่เหยียนกับเขา แล้วยังเล่าเรื่องที่สอนหลี่เหยียนวันนี้ให้เขาฟังคร่าว ๆ เขารู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนรอบคอบ ถ้ามีอะไรที่เขาไม่ได้พูด คงจะมาอธิบายเพิ่มเติมภายหลัง พอหลี่อู๋อีได้ยินว่าหลี่เหยียนที่เพิ่งจะฝึกฝนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองสามารถแยกจิตออกจากร่างได้ยังต้องตกตะลึง เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาคิดไม่ถึง แต่ก็รู้สึกดีใจแทนศิษย์น้องคนนี้ที่เพิ่งจะเข้าสำนัก ทั้งยังเป็นถึงผู้สืบทอด "ร่างพิษแหลกสลาย" มีพลังระดับนี้ก็แสดงความสามารถที่น่าทึ่งออกมาแล้ว
ทั้งสองคนทักทายกันที่หน้าประตู หลี่อู๋อีก็ใช้พลังปราณเรียกอาวุธวิเศษสำหรับบิน พาหลี่เหยียนขึ้นไปบนภูเขา ส่วนหลี่อู๋อีไม่ได้สนใจวิธีการบินที่ดูงุ่มง่ามกับอาวุธวิญญาณสำหรับบินระดับต่ำของหลี่เหยียน
พวกเขาบินไปข้างหลังไม่นานก็ออกมาจากเขตบ้านพัก บินไปอีกประมาณสิบกว่าลมหายใจ ก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งบนภูเขา ที่นั่นยังคงเป็นป่าไผ่สีเข้ม มีบ้านไผ่หลังเล็ก ๆ อยู่หลังหนึ่ง มีขนาดแค่สามถึงสี่จ้าง หลี่เหยียนรู้สึกแปลกใจ เพราะบ้านไผ่หลังเล็ก ๆ นี้เป็นถึงหอคลังสมบัติ ไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย
พอใกล้จะถึงบ้านไผ่หลังเล็ก ในระยะหลายสิบจ้าง หลี่อู๋อีก็ร่อนลงมา เก็บอาวุธวิเศษแล้วพาหลี่เหยียนเดินไปที่นั่น ส่วนหลี่เหยียนก็เดินตามไป พอใกล้จะถึงบ้านไผ่หลังเล็ก ในระยะสิบกว่าจ้าง หลี่เหยียนรู้สึกว่ามีจิตสำนึกหนึ่งสอดส่องลงมาแล้วก็หายไป เขารู้ว่ามีคนกำลังตรวจสอบคนที่กำลังจะเข้ามา จึงเงยหน้าขึ้นมองหลี่อู๋อี หลี่อู๋อีไม่ได้หยุดเดิน ยังคงเดินไปที่บ้านไผ่หลังเล็ก
หลี่เหยียนคิดในใจว่า ‘ดูเหมือนว่าคนที่เฝ้าหอคลังสมบัติคงไม่มีพลังสูงมาก หากไม่แล้วทำไมถึงต้องรอให้ผู้อื่นเข้าไปใกล้ในระยะสิบกว่าจ้างแล้วถึงจะใช้จิตสำนึกสอดส่องออกมา?’
ประตูบ้านไผ่หลังเล็กเปิดอยู่ หลี่เหยียนเห็นตั้งแต่ไกล ๆ แล้วว่าในบ้านมีโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีคนนอนคว่ำอยู่ เหมือนกับว่ากำลังนอนหลับอยู่
พอมาถึงหน้าประตู หลี่เหยียนจึงได้เห็นข้างในบ้านชัดเจน ทำให้เขายิ่งรู้สึกประหลาดใจ บ้านไผ่หลังเล็ก ๆ นี้มีขนาดเท่ากับที่เห็นภายนอก ข้างในนอกจากโต๊ะ เก้าอี้ กับคนที่นอนหลับอยู่บนโต๊ะก็ไม่มีอะไรแล้ว ต่อให้จะวางของอื่น ๆ ก็คงวางกล่องใส่หนังสือได้ไม่กี่ใบ
‘นี่เป็นหอคลังสมบัติ? ดูโทรมเสียจริง’ เขานึกถึงภาพที่หลี่อู๋อีพาเขาไปดูสี่ยอดเขาที่เหลือเมื่อวาน ถึงแม้ว่ายอดเขาสี่ทิศจะมีเขตอาคมบดบังทำให้มองไม่เห็น ส่วนยอดเขาไม่พรากก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่หลี่อู๋อีก็พาเขาไปดูหอคลังสมบัติของยอดเขาแมลงวิญญาณกับยอดเขามหาปกครอง เป็นอาคารเจ็ดถึงแปดชั้น ดูยิ่งใหญ่และกว้างขวาง หรือจะบอกว่าดูน่าเกรงขามก็ได้ ส่วนบ้านไผ่หลังเล็กนี้ยังเทียบไม่ได้กับบ้านพักของศิษย์รับใช้เลยด้วยซ้ำ
"คารวะท่านอาจารย์ลุงกู่ ศิษย์หลานพาศิษย์น้องใหม่มาเลือกเคล็ดวิชาและวิชาเซียนขอรับ" หลี่อู๋อีเมื่อมาถึงหน้าประตู จึงกล่าวพลางโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ทำเอาหลี่เหยียนถึงกับตะลึงในใจ เพราะตอนนี้เขาเข้าใจเรื่องระเบียบแบบแผนของโลกผู้บำเพ็ญเซียนดีแล้ว ท่าทีเช่นนี้ชัดเจนว่าเป็นการคารวะของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่ หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นถึงยอดฝีมือแก่นทองคำ? เมื่อวานหลินต้าเฉี่ยวเพิ่งเล่าถึงความเก่งกาจของยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นให้ฟังว่า พวกเขาสามารถทำลายเมืองเล็ก ๆ ของมนุษย์ธรรมดาได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ส่วนยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงนั้นสามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลางได้ราวกับเหยียบแมลง ตอนนั้นเองเขาจึงได้รู้ว่าขอบเขตแก่นทองคำนั้นช่างเป็นระดับที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ไม่นึกเลยว่าคนตรงหน้าจะเป็นถึงยอดฝีมือแก่นทองคำ ช่างน่าขันที่เมื่อครู่เขายังกล้าตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับระดับพลังของผู้อื่นอยู่เลย
"อ้อ นี่เองหรือเด็กหนุ่ม 'ร่างพิษแหลกสลาย' ที่พวกเขาพูดกันให้วุ่นวายไปทั่วหลายยอดเขาเมื่อวันก่อน" เสียงเอื่อยเฉื่อยดังเข้ามาในโสตประสาทของหลี่เหยียน
หลี่เหยียนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นชายชรากำลังยืดตัวขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า เป็นชายชราผอมแห้งเตี้ยแคระ อายุราวเจ็ดหรือแปดสิบปี ผมขาวโพลนแต่หวีเรียบร้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย สวมชุดคลุมสีเทา ท่าทางเฉื่อยชา ดวงตาปรือปรอยราวกับจะหลับ แต่เมื่อพูดจบ เขาก็ลืมตามองหลี่เหยียนแวบหนึ่ง ทันใดนั้นหลี่เหยียนก็รู้สึกเหมือนวิญญาณในร่างสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว สายตาคู่นั้นราวกับมองทะลุเขาไปหมด ไม่มีความลับใดๆ บนร่างกายเขาหลงเหลืออยู่เลย
"โอ้? เด็กคนนี้ดูน่าสนใจอยู่เหมือนกัน เหอะ ๆ พลังปราณในร่างกายหนาแน่นราวกับถึงขั้นสาม ไม่สัมพันธ์กับขอบเขตพลังของเขาเลย นี่คงเป็นผลลัพธ์จาก 'ร่างพิษแหลกสลาย' กระมัง?" ชายชราพูดครึ่งประโยคแรกเหมือนกับพูดกับคนทั้งสอง แต่ครึ่งหลังกลับเหมือนพึมพำกับตัวเอง
หลี่เหยียนรู้สึกผ่อนคลายลง ความรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างหายวับไปในทันที แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว หลังของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว
หลี่อู๋อีตอบอย่างนอบน้อม "เรียนท่านอาจารย์ลุงกู่ ศิษย์น้องแปดผู้นี้เป็นผู้มี 'ร่างพิษแหลกสลาย' พอดีขอรับ"
"อ้อ ข้าแค่เคยได้ยินว่าเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน เคยมีร่างพิษแบบนี้ปรากฏขึ้นในสำนักเรา เลยรู้สึกสนใจขึ้นมาหน่อย อืม เด็กน้อย เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ ให้ข้าดูหน่อย" ชายชราชุดเทาเก็บจิตสำนึก ดูเหมือนจะสนใจขึ้นมาบ้าง จึงเรียกหลี่เหยียน
"ขอรับ ท่านอาจารย์ลุงกู่" หลี่เหยียนไฉนเลยจะกล้าละเลย เมื่อตั้งสติได้แล้ว เขารีบรวบรวมสมาธิ โค้งคำนับอย่างนอบน้อมเช่นเดียวกับหลี่อู๋อี แล้วเดินเข้าไปหา
เมื่อหลี่เหยียนเดินมาถึงหน้าโต๊ะ ชายชราชุดเทาจึงโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ยื่นมือเหี่ยวแห้งยาวเกร็งออกมาจับข้อมือหลี่เหยียน หลี่เหยียนได้แต่รู้สึกจนใจ ตั้งแต่มาถึงสำนักหวั่งเหลี่ยง เขาก็โดนแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว จนรู้สึกชาชินไปบ้าง
ครู่หนึ่ง ชายชราชุดเทาก็ปล่อยมือหลี่เหยียน บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏแววเสียดาย "อ้อ พอแล้ว พอแล้ว เป็นรากวิญญาณหลากธาตุจริง ๆ น่าเสียดายร่างกายที่ดีเช่นนี้"
เขามองหลี่เหยียนด้วยแววตาเสียดาย จากนั้นก็กลับไปเป็นท่าทางเฉื่อยชาเช่นเดิม พูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก
"อืม เจ้าชื่ออะไร?"
"ศิษย์ หลี่เหยียนขอรับ" หลี่เหยียนตอบอย่างนอบน้อม