- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 55 คารวะอาจารย์
บทที่ 55 คารวะอาจารย์
บทที่ 55 คารวะอาจารย์
บทที่ 55 คารวะอาจารย์
หลี่เหยียนยืนอยู่บนวัตถุสำหรับบินรูปร่างเหมือนหนังสือ สายตามองดูภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ในใจมีความคาดหวังและความสับสน เพราะเขาไม่รู้ว่าชีวิตแบบไหนกำลังรออยู่ที่นี่
ภูเขาลูกนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ มันมีสีเขียวเข้มทั้งลูก ปกคลุมไปด้วยต้นไผ่ ต้นไผ่พวกนี้ไม่ใช่ต้นไผ่สีเขียวสดที่เขาเคยเห็นในภูเขามหามรกต แต่เป็นสีเขียวเข้ม บนต้นไผ่มีจุดสีเขียวเปล่งประกาย จุดสีเขียวพวกนี้กลับเคลื่อนไหวไปมาบนต้นไผ่ ทำให้คนที่เห็นรู้สึกหนักแน่น สงบ อีกทั้งยังมีความรู้สึกแปลกประหลาด
พอเห็นแสงสีเขียวที่เคลื่อนไหวไปมา เขาก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ‘ต้นไผ่พวกนี้คงไม่มีพวกตัวกู่อยู่ข้างในหรอกมั้ง’ ตอนนี้เองที่สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป และรู้สึกกังวล
ศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ เหมือนกับว่ารู้ความคิดของเขา จึงมองเขาพร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า "เจ้ากำลังคิดว่าข้างในต้นไผ่พวกนี้มีแมลงพิษหรือกู่อยู่กระมัง?"
หลี่เหยียนคิดในใจว่า ‘รู้ได้ยังไงกัน?’
ยังไม่ทันที่เขาจะพูด ศิษย์พี่ใหญ่ก็พูดต่อ
"ฮ่า ๆ เดาง่ายมาก คนที่เคยเห็นสามยอดเขานั้นมาแล้ว พอมาที่ยอดเขาไผ่น้อยใหม่ ๆ ก็มักจะมีความคิดแบบนี้ ตอนแรกศิษย์พี่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ต้นไผ่พวกนี้ก็เป็นแค่ต้นไผ่ ไม่มีแมลงหรือตัวอะไรอยู่ข้างใน ต้นไผ่พวกนี้เป็นพืชวิญญาณ เป็นวัสดุอย่างดีที่ใช้ทำอาวุธ เดี๋ยวมีเวลาศิษย์พี่จะอธิบายให้เจ้าฟัง" ระหว่างที่พูด พวกเขาก็มาร่อนลงจอดบนลานหญ้ากลางภูเขา
หลี่เหยียนลงมาจากวัตถุรูปร่างเหมือนหนังสือและมองไปข้างหน้า ภูเขาลูกนี้มืดมิด ทอดตัวยาวขึ้นไปบนก้อนเมฆ ต้นไผ่สีเข้มปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา จุดสีเขียวส่องแสงระยิบระยับและเคลื่อนไหวไปมา ราวกับว่าอยู่หน้าพระราชวังในเทพนิยาย จากใต้เท้าพวกเขามีเส้นทางเล็ก ๆ ทอดขึ้นไปบนยอดเขา หายเข้าไปในป่าไผ่ พลังปราณในอากาศพัดมาปะทะหน้า ไหลเข้าสู่ร่างกายของหลี่เหยียน ทำให้เขารู้สึกสบายไปทั้งตัว
ยามหันกลับไปมองข้างล่าง ตรงที่เขายืนอยู่ไม่มีทางลงเขา มีแต่ต้นไผ่สีเขียวเข้มปรากฏขึ้นเป็นระยะ ๆ ท่ามกลางหมอก ที่นี่ไม่เหมือนกับยอดเขาอื่น ๆ ที่เชิงเขาไม่มีประตู คงเป็นเพราะปกติจะเดินทางจากกลางภูเขากัน
"ศิษย์น้อง พวกเราขึ้นเขากันเถอะ" ตอนนี้หลี่อู๋อีเก็บอาวุธวิเศษเรียบร้อยแล้ว เขาก้าวเท้านำขึ้นไปบนเส้นทางเล็ก ๆ ส่วนหลี่เหยียนลุกขึ้นเดินตามไป
หลี่เหยียนเดินอยู่บนเส้นทางเล็ก ๆ ต้นไผ่สีเข้มเบื้องบนกับสองข้างทางกลายเป็นเส้นทางสีเข้ม จุดสีเขียวส่องแสงระยิบระยับ เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ
"ศิษย์น้อง เดี๋ยวขึ้นไปข้างบนแล้ว ศิษย์พี่จะหาที่ให้เจ้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยไปคารวะอาจารย์ สุดท้ายค่อยจัดที่พักให้เจ้า ดีไหม?" หลี่อู๋อีเดินนำหน้าไป ชุดคลุมยาวพลิ้วไสว มีแสงสีเขียวส่องกระทบใบหน้ากับผมของเขาเป็นครั้งคราว
"แล้วแต่ศิษย์พี่ใหญ่เลยขอรับ" หลี่เหยียนรู้ว่าถ้าแต่งตัวแบบนี้ไป คงไม่เหมาะสม
"อืม ตรงไปข้างหน้าไม่ไกลก็จะเป็นบ้านพักของศิษย์รับใช้ ถัดไปอีกหน่อยก็จะเป็นห้องโถงใหญ่ของยอดเขาไผ่น้อย ด้านหลังห้องโถงใหญ่บนเนินเขาก็จะเป็นที่พักของพวกเรา ตอนนี้อาจารย์น่าจะอยู่ในห้องโถงใหญ่ ถ้าพาเจ้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังห้องโถงใหญ่ก็คงไม่เหมาะสม ศิษย์น้องอดทนหน่อย ไปล้างเนื้อล้างตัวที่บ้านพักของศิษย์รับใช้ก่อน ดีไหม?" หลี่อู๋อีพูดกับหลี่เหยียนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
หลี่เหยียนไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เพราะเขาก็เป็นแค่เด็กบ้านนอก ถึงแม้จะอยู่กับจี้กุนซือมาครึ่งปี แต่ความจริงหาได้เปลี่ยนแปลงไม่
"ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่" หลี่เหยียนตอบอย่างใจเย็น
ภายหลังเดินไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยแสงสีเขียวในโลกแห่งจินตนาการประมาณครึ่งชั่วยาม มันมีแสงสว่างปรากฏขึ้น เป็นรั้วไม้ไผ่ ข้างในมีลานกว้าง ข้างนอกล้อมรอบไปด้วยป่าไผ่สีเข้ม ในรั้วมีบ้านพักอยู่สิบกว่าหลัง เหมือนกับลานบ้านของจวนขุนนาง มีทางเดินปูด้วยหินทอดยาวผ่านบ้านพักเหล่านั้นขึ้นไปบนเขา บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากศาลาสวยงาม น้ำพุ นกวิเศษ บนยอดเขาอื่น ๆ เพราะมันดูเรียบง่ายมาก แต่ก็มีความสงบด้วยเช่นกัน
เมื่อหันกลับมามองทางเดินที่เต็มไปด้วยแสงสีเขียว ราวกับว่าผ่านการเดินทางในฝันมา
ภายหลังเดินตามหลี่อู๋อีเข้าไปในรั้ว ที่นั่นมีชายหญิงอายุประมาณสิบกว่าปีเดินผ่านไปมา พวกเขาสวมชุดสีเหลือง ผู้ชายใส่ชุดรัดรูป ผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงยาว เห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาก็รีบเข้ามาคำนับ "คารวะท่านอาจารย์ปู่" และมีบางคนที่แอบมองหลี่เหยียน
"ท่านนี้เป็นอาจารย์ลุงแปดของพวกเจ้า เสี่ยวอี๋เจ้าพาท่านอาจารย์ลุงแปดไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า" หลี่อู๋อีแนะนำหลี่เหยียนให้ทุกคนรู้จักพร้อมกับยิ้ม แล้วก็ชี้ไปที่ชายหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปีคนหนึ่ง
ศิษย์รับใช้หนุ่มสาวสิบกว่าคนได้ยินว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็น "อาจารย์ลุง" ก็รู้สึกแปลกใจ พวกเขามีทั้งคนที่ทำงานรับใช้มานานแล้วกับเพิ่งจะมาใหม่ รู้ว่าที่นี่ไม่ได้รับศิษย์มานานแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะมองหลี่เหยียนมากเป็นพิเศษ หลี่เหยียนแต่งตัวขาดรุ่งริ่ง แถมพลังปราณก็ยังอ่อนแอ ดูเหมือนจะด้อยกว่าพวกเขา จึงมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่
ชายหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวอี๋ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวจนมาอยู่ตรงหน้าหลี่อู๋อี เขามีหน้าตาหล่อเหลา หลี่อู๋อีจึงยื่นมือไปหาหลี่เหยียน "ส่งถุงมิติมาให้ข้า" หลี่เหยียนรู้ว่าคงจะเอาเสื้อผ้าข้างในมาให้เปลี่ยน พอดีว่าเขาเองก็อยากรู้ ว่าจะหยิบออกมายังไง
หลี่อู๋อีรับถุงมิติมา ใช้อีกมือหนึ่งตบเบา ๆ แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้น มันมีชุดคลุมยาวหนึ่งชุด ชุดชั้นในหนึ่งชุด และรองเท้าหนึ่งคู่ ลอยอยู่กลางอากาศ
ตอนนี้หลี่เหยียนเห็นวิธีการหยิบของออกมาจากถุงมิติแล้ว ในดวงตามีความตกตะลึง จากนั้นก็ส่ายหน้าเบา ๆ เขาไม่ค่อยมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียน แม้แต่เคล็ดวิชาเซียนพื้นฐานที่สุดเขาก็ยังไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวอี๋เอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าในอากาศ แล้วจึงคำนับหลี่เหยียน "เชิญท่านอาจารย์ลุงแปดตามข้าน้อยมาขอรับ" แล้วจึงพาหลี่เหยียนไปที่ห้องข้าง ๆ
ปัจจุบันหลี่เหยียนอายุสิบห้าปีแล้วก็จริง แต่สูงเกือบเจ็ดฉื่อ จึงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ทั่วไป
* 1 ฉื่อ ประมาณ 30 เซนติเมตร*
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่อู๋อีจึงได้เห็นหลี่เหยียนในชุดคลุมยาวสีเขียวเข้ม สุดท้ายค่อยพยักหน้า ถึงแม้หลี่เหยียนจะมีหน้าตาธรรมดา แต่ตอนนี้กลับดูมีชีวิตชีวา เป็นเด็กหนุ่มมีพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนอายุหลายสิบปีจะเลียนแบบได้ ถึงแม้ผู้บำเพ็ญเซียนจะมีหน้าตาอ่อนเยาว์ก็ตาม
หลี่เหยียนรู้สึกแปลก ๆ กับชุดนี้ เพราะใส่แล้วพอดีตัวและสบายมาก โดยเฉพาะรองเท้าที่ใส่แล้วรู้สึกเหมือนกับว่าลอยได้ทุกครั้งที่ก้าวเท้า
"ฮ่า ๆ พวกเราไปกันเถอะ ชุดนี้เป็นถึงอาวุธวิญญาณ ป้องกันทั้งความร้อนและความหนาว รองเท้าสามารถเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว สามารถป้องกันการโจมตีของพลังปราณระดับต่ำกว่าขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สี่ได้" หลี่อู๋อีรู้ว่าหลี่เหยียนไม่รู้เรื่องพวกนี้ จึงอธิบายคร่าว ๆ แล้วค่อยพาเขาเดินไปตามทางเดินหินที่อยู่ระหว่างบ้านพักหลายหลัง
ทางเดินหินทอดยาวขึ้นไปบนเขา ระหว่างทางหลี่อู๋อียังแนะนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่สองข้างทางให้หลี่เหยียนฟัง หลี่เหยียนก็จะถามบ้าง ภายหลังเดินทางประมาณครึ่งเค่อ จึงได้เห็นบ้านไผ่สีเขียวเข้มหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าไผ่ ทั้งหลังมีสีเข้ม ส่องแสงสีเขียวระยิบระยับ เหมือนกับดวงดาวที่ส่องแสงในยามค่ำคืน เห็นได้ชัดว่าสร้างจากต้นไผ่บนภูเขา หลี่อู๋อีไม่ได้หยุดพักและพาหลี่เหยียนเดินตรงไปที่บ้านไผ่
หลี่เหยียนเดินตามหลังไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชุดคลุมยาวพลิ้วไสว ทั้งสองคนเดินตามกันไป ดูสง่างาม ท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับ จึงราวกับอยู่ในแดนสวรรค์
"อาจารย์ ศิษย์น้องแปดมาแล้วขอรับ" หลี่อู๋อี หยุดอยู่หน้าบ้าน และคำนับไปทางข้างใน
"เข้ามาเถอะ" เสียงที่ดูอ่อนโยนดังมาจากข้างใน
หลี่เหยียนได้ยินเสียงนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลี่อู๋อีไม่ได้สังเกตเห็น จึงหันไปพูดว่า "ศิษย์น้อง พวกเราเข้าไปเถอะ" จากนั้นก็พาหลี่เหยียนเข้าไปในบ้านไผ่
พอเข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่หลี่เหยียนรู้สึกคือข้างในบ้านไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย เพราะเห็นว่าบ้านหลังนี้สร้างจากต้นไผ่ จึงคิดว่าคงมีรอยแยกมากมาย ตอนนั้นเขายังคิดว่าบ้านแบบนี้ฝนตกคงรั่วแน่
แต่พอเข้ามาในบ้าน เขาค่อยรู้ว่าตัวเองคิดผิด บ้านหลังนี้มีขนาดประมาณสามสิบกว่าจ้าง กว้างขวางมาก ผนังทั้งสี่ด้านมีสีเขียวอ่อนเหมือนกับสีของต้นไผ่ธรรมดา เพียงแต่ผนังทั้งสี่ด้านนั้นเหมือนกับเป็นเนื้อเดียวกัน ส่องแสงระยิบระยับ สีขาวแซมด้วยสีเขียวอ่อน ทำให้ทั้งห้องโถงสว่างไสว สะอาดตา บนผนังมีหน้าต่างบานใหญ่หลายบาน มีเสียงนกร้องดังมาเป็นครั้งคราว ทำให้ที่นี่ดูเงียบสงบ
ตอนนี้ในบ้านมีคนอยู่หกคน ผู้ชายสี่คน ผู้หญิงสองคน
มีสองคนนั่งอยู่บนสุด เป็นชายหนุ่มกับหญิงสาว ชายหนุ่มมีรูปร่างท้วมเล็กน้อย คิ้วหนา ตาโต อายุประมาณยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้ม มีสีหน้าใจดี สงบนิ่ง และกำลังยิ้มให้หลี่เหยียนกับหลี่อู๋อี
ข้าง ๆ ชายหนุ่มร่างท้วมมีหญิงสาววัยยี่สิบต้นในชุดแบบฉบับหญิงสาวในวัง รูปร่างดี ผิวขาว ละเอียด เนียน สวยเหมือนหยุดเวลา ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวเล็กยิ้มหวาน หน้าตาสะสวย สวมชุดสีขาว ผมยาวประบ่า ปักปิ่นหยกประดับด้วยหงส์แดงและยิ้มแย้ม ทั้งสองคนไม่ได้แผ่พลังปราณออกมา นั่งอยู่ตรงนั้นเหมือนกับคุณชายคุณหนูจากครอบครัวผู้มั่งคั่ง
ข้างล่างมีสี่คนนั่งเรียงกันเป็นแถว ผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน คนที่นั่งใกล้กับคนบนสุดมากที่สุดเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างกำยำ คิ้วหนา ปากกว้าง แค่นั่งอยู่ก็สูงพอ ๆ กับหลี่เหยียนที่ยืนตัวตรง ดูแข็งแกร่งมาก เพียงแต่ชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มที่เขาใส่ ทำให้กล้ามเนื้อของเขาเป็นจุดเด่น ดูไม่สง่างาม แต่กลับมีพลังเหมือนภูเขา ตอนนี้เขากำลังจ้องมองหลี่เหยียนที่เดินเข้ามา
คนที่นั่งถัดไปเป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้าปี สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มเช่นกัน รูปร่างผอมบาง คล่องแคล่ว หน้ายาว ตาเล็ก ผิวคล้ำเล็กน้อย คงจะสูงกว่าหลี่เหยียนหน่อย สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือแขนของเขาดูยาวมาก ไม่สมส่วนกับร่างกาย ขณะดวงตาเล็ก ๆ เหลือบมองไปมา ดูเหมือนจะเป็นคนฉลาด
ถัดไปเป็นหญิงสาวสองคน คนหนึ่งตัวเล็ก คนหนึ่งตัวสูง อายุใกล้เคียงกัน ประมาณยี่สิบต้น ๆ เพียงแต่คนหนึ่งสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลือง อีกคนหนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มของสำนัก
หญิงสาวที่สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองมีใบหน้ากลม ตาโต ตัวเล็ก ผมยาวสลวยสีดำขลับ ผิวขาวเนียนละเอียด ดวงตากลมโตมองหลี่เหยียนเป็นระยะ ๆ จริง ๆ แล้วมองหลี่อู๋อีมากกว่า มือเรียวสวยขาวผ่อง ยกขึ้นมาลูบผมหน้าผากเป็นครั้งคราว แล้วก็พูดคุยกับหญิงสาวข้าง ๆ ใบหน้าแดงเรื่อเป็นบางครั้งคราว ทำให้ยิ่งดูงดงาม
ส่วนหญิงสาวร่างสูงคนสุดท้าย ดวงตาสดใส ฟันขาว ผิวสีแทน ผมสั้น หน้าตาคมคาย แต่กลับมีท่าทางเย็นชา ชุดคลุมยาวที่นางสวมใส่ก็ไม่ได้ดูใหญ่เทอะทะ หน้าอกทำให้ชุดดูโปนขึ้นมา ตรงเอวกลับดูเรียบเนียน ถึงแม้จะนั่งอยู่ ก็ยังเห็นขาเรียวยาวใต้ชายกระโปรง หญิงสาวชุดกระโปรงสีเหลืองพูดคุยกับนางเป็นครั้งคราว นางก็แค่ตอบกลับบ้างเป็นบางครั้ง
พวกเขาต่างก็แผ่พลังปราณออกมา ทำให้หลี่เหยียนที่เพิ่งเข้ามาในห้องโถงใหญ่รู้สึกหายใจไม่ออก และตอนนี้พวกเขากำลังมองดูหลี่เหยียนด้วยสายตาที่หลากหลาย มีทั้งสงสัยและเย็นชา โดยเฉพาะชายหนุ่มแขนยาวที่กลอกตาไปมา เขาขยับตัวไปมาบนเก้าอี้ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
พวกเขากำลังมองดูหลี่เหยียน หลี่เหยียนก็กำลังแอบมองพวกเขา เพราะตอนนี้เขายังไม่ค่อยมีความเคารพยำเกรง จะบอกว่าเป็นเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็ไม่ผิด แต่เมื่อเขาเริ่มฝึกฝน ก็จะรู้ว่าการกระทำในวันนี้ช่างไม่รู้จักความเป็นความตาย โชคดีที่ที่นี่เป็นสำนัก อาจารย์บอกที่มาของเขาให้ศิษย์คนอื่น ๆ รู้แล้ว ทุกคนจึงรู้ว่าเขาเป็นพวกบ้านนอก ไม่รู้จักธรรมเนียมของผู้บำเพ็ญเซียน หากไม่สถานการณ์นี้อาจมีคนตายโดยไม่รู้ตัว
พอหลี่เหยียนสบตากับชายหนุ่มร่างท้วม เขาก็รู้สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดี สายตากับเสียงที่อ่อนโยนนั้น ทำให้เขานึกถึงคนคนหนึ่ง จี้กุนซือ
"ศิษย์น้อง ศิษย์น้อง รีบมาคารวะท่านอาจารย์กับอาจารย์แม่" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู ทำให้หลี่เหยียนหยุดคิด
หลี่เหยียนเพิ่งจะรู้ตัว จึงอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงเพราะทราบว่าเสียมารยาท ในใจถอนหายใจ เขาไม่ได้รู้สึกดีกับอาจารย์คนนี้ตั้งแต่แรกพบ เพราะทำให้เขานึกถึงจี้กุนซือที่มีท่าทางอ่อนโยนเหมือนกัน และทำให้เขานึกถึงเรื่องราวที่ไม่ดี
ในขณะเดียวกัน เขาก็คิดว่าเพราะอะไรอาจารย์ถึงได้ดูอ่อนเยาว์? ดูไปแล้วเหมือนจะอายุไม่ห่างจากหลี่อู๋อีเท่าไหร่ นี่เป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำจริงหรือ? แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดมาก เขาจึงคุกเข่าคำนับ
"ศิษย์ หลี่เหยียนขอคารวะท่านอาจารย์ เอ่อ อาจารย์... แม่" พอพูดถึงตอนท้าย เขาก็นึกถึงคำพูดของหลี่อู๋อี คนคนนั้นเหมือนจะเป็นอาจารย์แม่ เพราะเมื่อครู่เขาสนใจแต่อาจารย์ร่างท้วมคนนั้น จึงเกือบลืมคำพูดของหลี่อู๋อีไปแล้ว
"ดูเหมือนเจ้าเด็กคนนี้จะไม่ค่อยสนใจอาจารย์แม่เช่นข้าเลยนะ?" หญิงสาวในชุดขาวที่นั่งอยู่บนสุดได้ยินหลี่เหยียนพูดตะกุกตะกัก ก็ยิ้มแล้วพูดกับชายหนุ่มร่างท้วม