เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 ความเห็นแก่ตัวของผู้นำยอดเขาไผ่น้อย

บทที่ 56 ความเห็นแก่ตัวของผู้นำยอดเขาไผ่น้อย

บทที่ 56 ความเห็นแก่ตัวของผู้นำยอดเขาไผ่น้อย


บทที่ 56 ความเห็นแก่ตัวของผู้นำยอดเขาไผ่น้อย

หลี่เหยียนได้ยินจึงรู้สึกขนลุก ‘เด็กน้อย ท่านดูเหมือนจะอายุไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ’ แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าหลี่อู๋อีอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ยังคงดูอ่อนเยาว์ หล่อเหลาเหมือนคุณชาย จึงพึมพำกับตัวเองว่า "ผู้บำเพ็ญเซียนเป็นแบบนี้กันหมดหรือ?"

"น้องหญิง อย่าทำให้เขาตกใจ ฮ่า ๆ เขาคงยังไม่ชินกับรูปลักษณ์ของผู้บำเพ็ญเซียน หลี่เหยียน อาจารย์กับอาจารย์แม่ของเจ้าอายุมากกว่าสองร้อยปีแล้ว ต่อให้นับตามอายุ เจ้าคำนับพวกเราก็ไม่เสียหายหรอก"

ครึ่งแรกเขาพูดกับหญิงสาวในชุดชาววัง ส่วนครึ่งหลังเขาหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดกับหลี่เหยียน

หลี่เหยียนตกใจ ถึงแม้เขาจะมีการเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนนั้นจะมีอายุมากกว่าปู่ทวดของเขาเสียอีก

"เหตุใดต้องบอกอายุของข้าด้วย?" หญิงสาวในชุดชาววังพูดพลางกัดฟัน และมองชายหนุ่มร่างท้วมด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

ชายหนุ่มร่างท้วมแค่ยิ้มโดยไม่ตอบคำถาม "หลี่เหยียน ในเมื่อเจ้าตามอู๋อีมาแล้ว อู๋อีคงจะอธิบายให้เจ้าฟังบ้างแล้ว ที่เรียกเจ้ามาวันนี้ก็เพื่อให้เจ้ารู้จักคนในยอดเขา แล้วก็ทำพิธีเข้ายอดเขาแบบง่าย ๆ อาจารย์ไม่ชอบพิธีรีตองอะไรมากมาย แต่กฎบางอย่างก็ต้องทำตาม ไม่งั้นถ้าคนของสี่ยอดเขาที่เหลือรู้เข้า คงพูดนู่นพูดนี่ตามกฎของสำนัก"

หลี่เหยียนก้มหน้าโดยไม่พูดอะไร ตอนที่คารวะอาจารย์คนก่อน เขาก็ได้ยินคำพูดคล้าย ๆ กับ "พิธีรีตอง" มันทำให้เขารู้สึกต่อต้านเล็กน้อย

ชายหนุ่มร่างท้วมเห็นหลี่เหยียนก้มหน้าไม่พูดอะไรจึงขมวดคิ้ว และมองไปที่หลี่อู๋อี ทางด้านหลี่อู๋อีก็ตกตะลึง "ก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดคุยกันแล้วหรือ? ทำไมตอนนี้ศิษย์น้องคนนี้ถึงดูเหม่อลอย?"

ชายหญิงสองคนที่นั่งอยู่ข้างล่างก็เริ่มขมวดคิ้วและชักสีหน้าไม่เป็นมิตร

ตอนนี้เองที่หลี่เหยียนเงยหน้าขึ้นมา เกาหัว และพูดพร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ "ศิษย์แค่รู้สึกตกใจขอรับ เสียมารยาทแล้วขอรับ"

ชายหนุ่มร่างท้วมกับคนอื่น ๆ ได้ฟังก็พยักหน้า เพราะคนที่สามารถเข้าร่วมสำนักหวั่งเหลี่ยงได้ มีสักกี่คนที่ไม่ตื่นเต้นดีใจ บางทีอาจคิดว่าฝันอยู่เสียด้วยซ้ำ

หลี่อู๋อีถือถาดถ้วยน้ำชาสองใบมาอยู่ตรงหน้าหลี่เหยียน และบอกให้หลี่เหยียนลุกขึ้นยื่นน้ำชา หลี่เหยียนยื่นน้ำชาให้ชายหนุ่มร่างท้วมกับหญิงสาวในชุดขาวอย่างนอบน้อมคนละแก้ว จากนั้นจึงถอยหลังกลับไปและยืนอยู่กลางห้องโถงใหญ่

ชายหนุ่มร่างท้วมจิบน้ำชาไปอึกหนึ่ง ก่อนจะวางถ้วยน้ำชาไว้บนโต๊ะด้านข้าง

"อืม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็เป็นศิษย์คนที่แปดของยอดเขาไผ่น้อย เจ้ากับศิษย์พี่เจ็ดหลินต้าเฉี่ยวเป็นศิษย์นอกสำนักเหมือนกัน หวังว่าเจ้าจะฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานโดยเร็ว" เขาพูดพลางชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มแขนยาวพร้อมกับยิ้ม

หลี่เหยียนมองตามนิ้วไป เห็นว่าเป็นชายหนุ่มแขนยาวคนนั้น จึงคิดในใจว่า งที่แท้คนคนนั้นก็คือศิษย์พี่เจ็ด เป็นคนที่อยู่ในขอบเขตรวมลมปราณเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ขั้นไหนแล้ว’

หลินต้าเฉี่ยวเห็นอาจารย์ชี้มาที่ตัวเอง เขาจึงยิ้มให้หลี่เหยียน "ในที่สุดก็มีศิษย์นอกสำนักเพิ่มมาอีกคนแล้ว ศิษย์น้องหลี่ ต่อไปเจ้าก็เป็นศิษย์น้องเล็กแล้ว ฮ่า ๆ" คล้ายว่าเขาจะรู้สึกเหงาที่เป็นศิษย์นอกสำนักเพียงผู้เดียว

หลี่เหยียนได้แต่พยักหน้ายิ้มรับ

ชายหนุ่มร่างท้วมเริ่มพูดต่อ "อาจารย์นามว่าเว่ยจ้งหราน คนข้างล่างเหล่านี้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้า เจ้าคงรู้จักศิษย์พี่ใหญ่แล้ว คนอื่น ๆ คือศิษย์พี่รองเหวยชื่อถัว ศิษย์พี่เจ็ดหลินต้าเฉี่ยว ศิษย์พี่หญิงสี่เหมียววั่งฉิง ศิษย์พี่หก กงเฉินอิ่ง" เว่ยฉงหรานชี้ไปที่ชายวัยกลางคนร่างกำยำ ชายหนุ่มแขนยาว และหญิงสาวในชุดกระโปรงสีเหลืองกับหญิงสาวหน้าตาเย็นชาผมสั้น

ศิษย์เหล่านั้นก็ยิ้มทักทายหลี่เหยียน โดยเฉพาะหลินต้าเฉี่ยวที่ยิ้มกว้างเป็นพิเศษ แม้แต่หญิงสาวหน้าตาเย็นชาคนนั้นก็ยังพยักหน้าให้ ทว่าบนใบหน้ายังคงเรียบเฉย

หลี่เหยียนยิ้มแล้วโค้งคำนับทีละคน เขารู้แค่ว่าหลินต้าเฉี่ยวมีพลังระดับขอบเขตรวมลมปราณ ส่วนคนอื่น ๆ น่าจะเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน ส่วนจะเป็นขั้นต้น ขั้นกลาง หรือขั้นสูง เขาก็ยังดูไม่ออก

เว่ยจ้งหรานเห็นทุกคนทักทายหลี่เหยียนเสร็จแล้วก็พูดต่อ "อืม ศิษย์พี่สามออกไปทำภารกิจข้างนอก ครั้งนี้คงไม่ได้เจอกัน ส่วนศิษย์พี่ห้าหลังจากการประลองครั้งนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงเก็บตัวฝึกฝนอยู่ ต่อไปคงมีโอกาสได้เจอกัน"

พูดจบเขาจึงชี้ไปที่เก้าอี้และเอ่ยปาก "นั่งลงเถอะ" หลี่เหยียนมองดู มีเก้าอี้สองแถว แต่ตอนนี้สี่คนนั้นนั่งอยู่แถวเดียวกันโดยไม่สนใจลำดับ เขาจึงไม่กล้านั่งฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา จึงเดินไปที่เก้าอี้ตัวสุดท้าย อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าต้องให้ความเคารพผู้ใหญ่

แต่พอกำลังจะหันหลังไป กลับถูกหลี่อู๋อีดึงเอาไว้ แล้วพาเขาไปยังอีกแถวหนึ่ง ชี้ไปที่เก้าอี้ตัวบนสุด "ศิษย์น้อง เจ้านั่งตรงนั้นแหละ เวลาอาจารย์จะพูดอะไรก็สะดวก ที่นี่นาน ๆ ทีจะรวมตัวกันประชุม อาจารย์ก็ไม่ชอบพิธีรีตองอะไรมากมาย นั่งตรงไหนก็ได้" พูดจบเขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่สองถัดจากหลี่เหยียน

เว่ยจ้งหรานพยักหน้า เพราะเขาค่อนข้างชอบศิษย์เอกคนนี้ที่ทำงานละเอียดรอบคอบ ถึงแม้ผู้บำเพ็ญเซียนจะมีประสาทสัมผัสที่ดี ต่อให้ห่างกันหลายสิบจ้างก็ยังได้ยินเสียงพูดคุยกันชัดเจน แต่การจัดการแบบนี้ก็เหมาะสมกว่า และนี่เป็นสาเหตุที่เขามอบหมายเรื่องต่าง ๆ ของยอดเขาไผ่น้อยให้ศิษย์คนนี้จัดการ

หลี่เหยียนมองดู แล้วก็นั่งลงอย่างจนใจ และถึงแม้เขาจะนั่งลงแล้ว แต่เขาก็รู้จักประมาณตัวเอง ไม่ได้คิดว่าที่นี่จะไม่สนใจเรื่องลำดับอาวุโส เพียงแต่ไม่ได้เคร่งครัดมากเท่านั้น แต่ถ้าเขามาที่นี่อีกครั้ง เขาจะต้องไปนั่งเก้าอี้ตัวสุดท้าย

เว่ยจ้งหรานยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง "หลี่เหยียน ถึงแม้ข้าจะพอรู้เรื่องของเจ้ามาบ้าง แต่ก็เป็นแค่คำบอกเล่า วันนี้ในเมื่อเจ้าเข้าสำนักแล้ว ข้าก็ต้องรู้จักเจ้ามากขึ้น ให้เจ้าเล่าเองดีที่สุด

เจ้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังหน่อยเป็นไร แน่นอนว่าเรื่องส่วนตัวเจ้าไม่ต้องพูดถึง อืม แต่แบบนี้เจ้าคงจะเสียเปรียบหน่อย ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าได้เปรียบ ที่ได้ยินเรื่องราวของเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่รู้เรื่องของพวกเขา ฮ่า ๆ!! แต่ทุกคนเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน อีกไม่นานคงจะสนิทกันแล้ว ที่สำคัญคือเจ้าเป็นกรณีพิเศษ แม้แต่ข้าก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องของเจ้า"

หลี่เหยียนได้ฟังก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ‘ข้ายังไม่รู้จักพวกท่านเลยด้วยซ้ำแต่ได้เข้าสำนักแล้ว ตอนนี้พวกท่านกลับจะล้วงความลับของข้า’

แต่เขาก็เข้าใจ ว่าตนเองฝึกเคล็ดวิชาเซียนของสำนักโดยไม่มีเหตุผล ตามที่ตงฝูอีบอก เรื่องนี้ต่อให้ไม่รับเขาเข้าสำนัก แต่ฆ่าทิ้งก็ไม่ผิด ทำให้เรื่องราวเช่นอยากรู้สถานการณ์ในอดีตของเขาก็นับว่าถูกต้องแล้ว ผู้ใดบ้างจะรับคนอื่นเข้าสำนักโดยไม่มีเหตุผล

ถึงแม้เขาจะเล่าอะไรมากมายให้นักพรตแซ่อวี๋ที่ยอดเขาแมลงวิญญาณฟังแล้ว แต่ตอนนี้ถึงจะเป็นคนที่สำคัญที่สุด เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีคือ ศิษย์พี่ศิษย์น้องนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ด้วย ไม่รู้ว่าอาจารย์คนนี้คิดอะไรอยู่

เว่ยจ้งหรานพูดจบก็วางถ้วยน้ำชา หลับตาลง และพิงพนักเก้าอี้ ส่วนอาจารย์แม่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีท่าทางสนใจ คนอื่น ๆ ถึงแม้จะไม่พูดอะไร แต่ก็จ้องมองเขาอยู่

หลี่เหยียนจนใจ จึงเล่าเรื่องที่เขาออกจากหมู่บ้านไปเป็นทหาร จนได้พบเจอกับจี้กุนซือ ก่อนจะรู้สึกถึงความผิดปกติ และติดต่อกับแม่ทัพหง สุดท้ายฆ่าจี้กุนซือ

เพียงแต่เขาไม่ได้พูดถึงตงฝูอี๋กับสำนักเซียนวารี แต่เปลี่ยนเรื่องที่เขารู้สึกถึงความผิดปกติของจี้กุนซือเป็นการที่ศิษย์พี่ที่ตายไปแล้วแอบทิ้งจดหมายเอาไว้ บอกว่าเขาอาจจะโดนพิษร้ายแรง หวังว่าต่อไปจะมีคนเห็นจดหมายฉบับนี้แล้วแก้แค้นแทน

เขาบังเอิญไปพบจดหมายฉบับดังกล่าว ประกอบกับอาการผิดปกติของตัวเองจึงรู้สึกกลัวมาก ด้วยความจนใจจึงได้ไปหาแม่ทัพในกองทัพ เพราะยังไงเขาก็เป็นทหาร เขายังบอกว่าแม่ทัพหงเป็นจอมยุทธ์ที่รักความยุติธรรม

เพียงได้ยินเรื่องราวของเขาเลยรู้สึกเห็นใจและช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือของจี้กุนซือพร้อมกับศิษย์น้อง แต่เขายังยกความดีความชอบในการฆ่าจี้กุนซือให้กับแม่ทัพหงกับศิษย์น้องของแม่ทัพหงด้วย

ยังไงคนพวกนั้นก็ตายไปแล้ว จะไปหาข้อผิดพลาดในเรื่องราวได้ยังไง? ถ้าจะหาข้อผิดพลาดก็คงหาได้แค่ในคำพูดของเขาเท่านั้น และก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ที่ยอดเขาแมลงวิญญาณ เพื่อรับมือกับคนพวกนั้น เขาแต่งเรื่องไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้ก็แค่ทำให้เรื่องที่แต่งขึ้นมานั้นดูสมจริงมากขึ้นเท่านั้นเอง

เขาเล่าเรื่องต่าง ๆ และยามพูดถึงบางช่วงบางตอน ก็ยังทำให้หญิงสาวสองคนถอนหายใจ มีเพียงศิษย์พี่หกอย่างกงเฉินอิ่งที่ไม่แสดงอาการใด ส่วนอาจารย์แม่ในชุดขาวกับศิษย์พี่สี่เช่นเหมียววั่งฉิงในชุดกระโปรงสีเหลืองก็พูดแทรกขึ้นมาบ้าง

จนราวกับว่าเป็นห่วงสถานการณ์ของเขาในตอนนั้น และเรื่องราวทำให้คนอื่น ๆ เอือมระอา โดยเฉพาะตอนที่พูดถึงเรื่องที่แม่ทัพหงวางแผนฆ่าจี้กุนซือ ทำให้คนที่ฟังรู้สึกเศร้าใจ และไม่นึกเลยว่าในโลกมนุษย์จะมีวีรบุรุษแบบนี้อยู่ รวมถึงเรื่องที่ผู้บำเพ็ญเซียนดูเหมือนจะไม่ได้เหนือกว่ามนุษย์ การตายด้วยน้ำมือของมนุษย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

หลี่เหยียนเล่าจบจึงเกิดรู้สึกชื่นชมตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่อง พูดไปพูดมายังเกือบจะเชื่อเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมาแล้ว

เว่ยจ้งหรานนั่งพิงพนักเก้าอี้และฟังอย่างเงียบงัน สีหน้าของเขาบางครั้งก็เคร่งขรึม บางครั้งก็ครุ่นคิด บางครั้งก็ยิ้มแย้ม เหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่าง สุดท้ายพอหลี่เหยียนพูดจบ เขาก็มองหลี่เหยียนด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ

หลี่เหยียนพูดพลางสังเกตสายตาของทุกคน เพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอพูดอะไรออกมา โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวข้องกับสำนักเซียนวารี เขาต้องระวังเป็นพิเศษ มิฉะนั้นถ้าเคล็ดวิชาเซียนของแดนเซียนวิญญาณปรากฏขึ้นในโลกนี้ ถึงแม้เขาจะเพิ่งเริ่มต้นการบำเพ็ญเซียน แต่เขาก็รู้ว่าการมีสมบัติล้ำค่าติดตัวนั้นอันตราย ตงฝูอีเคยบอกเอาไว้แล้วว่าแม้แต่ในแดนเซียนวิญญาณ ตั้งแต่โบราณสำนักต่าง ๆ ก็ตามหาห้าสำนักเซียนกันทั้งสิ้น มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการเคล็ดวิชาเซียนของห้าสำนักมากแค่ไหน

เขาพูดจบก็เห็นอาจารย์มีรอยยิ้มแปลก ๆ จนใจหายวาบ พร้อมกับคิดในใจว่า ‘แย่แล้ว หรือว่าข้าเผลอพูดอะไรออกมา?’ แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าผิดพลาดตรงไหน

แต่คำพูดต่อไปของเว่ยจ้งหรานก็ทำให้เขาวางใจ หลังจากที่ฟังหลี่เหยียนพูดจบ เว่ยจ้งหรานก็นั่งตัวตรง เก็บสีหน้า แล้วยังถามหลี่เหยียนสองสามคำถาม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการฝึกฝน ทำให้หลี่เหยียนคิดว่าน่าจะเป็นเรื่อง "ร่างพิษแหลกสลาย"

เว่ยจ้งหรานถามไปสิบกว่าคำถาม ก็หันไปมองคนอื่น ๆ "นี่เป็นสาเหตุที่ข้าให้พวกเจ้ามาฟังด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อเปิดโปงศิษย์น้องแปดของพวกเจ้า แต่ให้พวกเจ้ามาฟังวิธีการฝึกฝนของเขา แล้วก็ไปวิเคราะห์กันเอง วันนี้ข้าจะรายงานสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์ให้สำนักทราบ หวังว่าจะเป็นประโยชน์" พูดจบก็หันไปหาหลี่เหยียน

"หลี่เหยียน เจ้ารู้จักร่างกายพิษ 'ร่างพิษแหลกสลาย' แล้วใช่ไหม?"

หลี่เหยียนลุกขึ้นยืน "เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่เคยเล่าเรื่องร่างกายพิษอีกสองแบบให้ศิษย์ฟังแล้วขอรับ"

เว่ยจ้งหรานกดมือลง บอกให้หลี่เหยียนนั่งลง "รู้ก็ดี ร่างกายพิษสามแบบนี้เป็นร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก อีกสองแบบนั้นไม่ต้องพูดถึง พบคนที่ร่างกายตรงกันแล้วฝึกฝนตามเคล็ดวิชาเซียนก็มีวิธีที่แน่นอน แต่ 'ร่างพิษแหลกสลาย' ของเจ้ากลับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยากที่จะฝึกฝน ตั้งแต่โบราณมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ฝึกฝนได้ แต่ก็หาเคล็ดวิชาที่ใช้ฝึกฝนไม่ได้ ดังนั้นคนที่ฝึกฝนได้ทุกคนในสำนักจะต้องรายงานวิธีการฝึกฝนอย่างละเอียด เพื่อให้สำนักได้รับประสบการณ์ วิธีการฝึกฝนของเจ้าก็ต้องบันทึกเอาไว้ วันนี้ก็ถือโอกาสให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้ามาฟังด้วย ใครจะไปรู้ บางทีพวกเขาอาจจะค้นพบอะไรก็ได้ เมื่อกี้ถึงได้บอกว่าพวกเขาได้เปรียบ อาจารย์จะถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง วิธีการฝึกฝนที่เจ้าเล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือ?"

หลี่เหยียนคิดในใจ ‘ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ข้าว่าแล้ว ทำไมถึงมีคนมากมายมาล้วงความลับของข้า แต่แบบนี้ อาจารย์ก็คงมีแผนแอบแฝงอยู่ บันทึกเป็นหลักฐานรายงานสำนัก ต้องเก็บเอาไว้ในสำนัก ศิษย์ทั่วไปไม่สามารถรู้ได้ ตอนนี้เขากลับให้คนของยอดเขาไผ่น้อยมาฟังด้วย ยกเว้นศิษย์พี่ที่มีธุระมาไม่ได้ ก็เท่ากับว่าอยากให้ทุกคนได้รับรู้ แต่ความคิดแอบแฝงของอาจารย์แบบนี้ หากว่าเป็นเรา ก็ถือว่าทำได้ดี’

"ท่านอาจารย์ วิธีการฝึกฝนที่ศิษย์เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง ไม่ได้โกหกแม้แต่น้อยขอรับ"

หลี่เหยียนตอบคำถามแล้วก็คิดในใจต่อว่า ‘วิธีการฝึกฝนเป็นเรื่องจริงแน่นอน เพียงแต่ปกปิดไปบางส่วน แต่เรื่อง 'วิชาม่านราตรีสีคราม' ที่ข้าเล่าไม่ได้โกหก ส่วนร่างกายพิษนี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าฝึกฝนได้ยังไง พวกท่านฟังไปก็คงไม่มีประโยชน์’

เว่ยจ้งหรานยิ้มแล้วพยักหน้า แต่การพยักหน้าของเขาในสายตาของหลี่เหยียนกลับมีความหมายแฝงอยู่ ทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี

"อืม เรื่องนี้ก็จบลงแค่นี้ หลี่เหยียน เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ" เว่ยจ้งหรานพูดขึ้นอย่างกะทันหันหลังจากที่ยิ้มเสร็จ ทำให้หลี่เหยียนที่ใจคอไม่ดีอยู่แล้วยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ คิดในใจว่า ‘หรือว่าอาจารย์คนนี้จะรู้แล้ว?’

จบบทที่ บทที่ 56 ความเห็นแก่ตัวของผู้นำยอดเขาไผ่น้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว