เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53 โบยบินเหนือสี่ยอดเขา

บทที่ 53 โบยบินเหนือสี่ยอดเขา

บทที่ 53 โบยบินเหนือสี่ยอดเขา


บทที่ 53 โบยบินเหนือสี่ยอดเขา

ตอนนี้หลี่เหยียนกำลังบินอยู่ในอากาศ อันที่จริงแล้วเป็นหลี่อู๋อีที่พาเขาบินอยู่

หลี่เหยียนมองดูวัตถุรูปร่างเหมือนหนังสือที่อยู่ใต้เท้าด้วยความสนใจเบื้องล่างค่อย ๆ เล็กลง แล้วจึงพุ่งถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ทั้งสองคนออกมาจากบ้าน หลี่อู๋อีก็หยิบของชิ้นเล็ก ๆ ที่มีรูปร่างเหมือนหนังสือออกมา เขย่ากลางอากาศ ท่องบทสวดเบา ๆ ของสิ่งนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นตามลม ในพริบตาก็ใหญ่ขึ้นจนมีขนาดสองถึงสามจ้าง

*หนึ่งจ้าง ยาวประมาณ 3 เมตรกว่า

ผู้ฝึกตนต้องฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไป จึงจะสามารถบินได้โดยไม่อาศัยสิ่งใด ส่วนศิษย์ในขอบเขตรวมลมปราณทำได้แค่ใช้วัตถุสำหรับบินอย่างเช่น อาวุธวิญญาณ สมบัติวิญญาณ หรืออาวุธวิเศษ และตามปกติ หากมีอาวุธวิญญาณที่บินได้ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว

หลี่อู๋อีฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานมานานแล้ว ทั้งยังเป็นระดับสูงอีกด้วย เขาจึงสามารถบินได้อย่างรวดเร็ว แต่ตอนนี้ต้องพาหลี่เหยียนไปด้วย ดังนั้นเขาคงไม่แบกไว้บนหลังหรือหิ้วไป จึงหยิบอาวุธวิเศษสำหรับบินที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาใช้งาน

เขาคิดจะพาหลี่เหยียนไปรับของที่จำเป็นสำหรับศิษย์ใหม่ที่ยอดเขามหาปกครองก่อน แล้วจึงกลับไปยอดเขาไผ่น้อยเพื่อคารวะอาจารย์ แต่ในเมื่อพาหลี่เหยียนออกมาแล้ว เขาเลยพาหลี่เหยียนไปชมลักษณะของยอดเขาต่าง ๆ ในสำนักก่อน

ยอดเขาที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่คือยอดเขาแมลงวิญญาณ เป็นยอดเขาของนักพรตแซ่อวี๋ที่พาหลี่เหยียนมาที่สำนัก พวกเขาบินวนรอบยอดเขานั้นหนึ่งรอบ ตามที่หลี่อู๋อีบอก เขาบินขึ้นไปบนยอดเขาไม่ได้ เพราะที่นั่นมีเขตหวงห้าม มีเพียงอาจารย์ของพวกเขาเท่านั้นที่บินขึ้นไปได้

หลี่เหยียนมองดูนกกระเรียน นกยูง กับนกวิเศษที่ไม่รู้จักที่บินผ่านไปมา พลางมองดูบ้านเรือนน้อยใหญ่ น้ำตกเล็ก ๆ บนภูเขา มันเป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นแม้แต่ในฝัน

หลี่เหยียนเห็นคนมากมายเดินเข้าออกในจุดต่าง ๆ ของยอดเขาแมลงวิญญาณ ไม่สนใจพวกเขาสองคนที่บินอยู่บนท้องฟ้า พวกเขาส่วนใหญ่สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้มเหมือนกับหลี่อู๋อี มีน้อยคนมากที่แต่งตัวไม่เหมือนกัน

บางคนขี่สัตว์ร้ายที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดเหมือนกับจระเข้ สัตว์ร้ายที่เหมือนกับจระเข้ตัวนั้นเห็นหลี่เหยียนบินผ่านหัวมันไป ก็เลยยกหัวขึ้น ดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้นจ้องมองท้องฟ้าอย่างดุร้าย กระทั่งส่งเสียงคำรามไปมา และสะบัดหัวสะบัดหาง

บางคนมีคางคกตัวสีดำที่เต็มไปด้วยตุ่มนั่งอยู่บนบ่าคอยพ่นน้ำลายออกมา จนใกล้จะหยดลงบนเสื้อผ้าของคนคนนั้นแล้ว มันก็แลบลิ้นยาว ๆ ออกมาเลียน้ำลายกลับเข้าไป

บางคนมีตะขาบสีสันสดใสหลายตัวเลื้อยออกมาจากชายแขนเสื้อ เลื้อยไปมาตามร่างกาย แล้วก็มุดเข้าไปในคอเสื้อ หายเข้าไปในเสื้อผ้า ครู่หนึ่งก็อาจจะเลื้อยออกมาจากชายเสื้อข้างเอวหรือขากางเกงอีกครั้ง

ยังมีผู้หญิงหน้าตาสวย ที่ตุ้มหูมีงูสีเขียวตัวเล็ก ๆ ห้อยอยู่ คอยแลบลิ้นออกมาเป็นครั้งคราว บางครั้งผู้หญิงคนนั้นจะเอามือลูบหัวงูสีเขียวตัวนั้นมาจูบ...

ทั้งหมดนี้ทำให้หลี่เหยียนขนลุก รู้สึกขยะแขยง และคิดในใจว่า ‘ยอดเขาไผ่น้อยคงไม่ใช่ว่ามีวิธีการฝึกฝนที่น่าขยะแขยงแบบนี้หรอกนะ’ พอคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีแมลงมากมายไต่ไปมาบนตัวเขา

หลี่อู๋อีเห็นสีหน้าของหลี่เหยียนก็ยิ้มออกมา "ศิษย์น้อง ยอดเขานี้ชื่อว่า ยอดเขาแมลงวิญญาณ พวกเขาเน้นการฝึกฝนแมลงวิญญาณกับสัตว์วิญญาณต่าง ๆ ในโลก มนุษย์กับสัตว์ต่างก็เกื้อกูลกัน พลังโจมตีแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ในระดับเดียวกันมาก"

‘แมลงวิญญษณ? สัตว์วิญญาณ? พวกนั้นมีพลังปราณตรงไหน? พวกมันเป็นแค่แมลงพิษกับสัตว์ร้าย’ หลี่เหยียนบ่นในใจ แต่เห็นศิษย์พี่ใหญ่ยังคงยิ้มให้ เขาจึงไม่กล้าพูดตรง ๆ ทว่ามองดูใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ ทันใดนั้นก็มีสีหน้าสงสัย เหมือนกับว่านึกอะไรขึ้นมาได้

"มีอะไรงั้นหรือ? ศิษย์น้อง เจ้าจ้องมองข้าทำไม?" หลี่อู๋อีเห็นสีหน้าของหลี่เหยียนก็ตกใจ ทำเหมือนกับว่าเขาเป็นสัตว์อสูรข้างล่าง

"อืม ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอย่าโกรธนะ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านบอกว่าท่านอายุเจ็ดสิบสี่ปีแล้ว?"

หลี่เหยียนเห็นศิษย์พี่ใหญ่ยิ้มให้ เขามองดูใบหน้าที่ดูเหมือนจะอายุไม่ห่างจากตนเท่าไหร่ แต่ก็นึกถึงคำพูดที่หลี่อู๋อีเคยบอกกล่าว จึงอดไม่ได้ที่จะสงสัย เจ็ดสิบสี่ปี เจ็ดสิบสี่ปีเลยนะ ในหมู่บ้านเขาอายุขนาดนี้ถือว่าแก่หง่อมแล้ว เดินยังลำบาก บางทีนั่งลงแล้วยังลุกไม่ขึ้นเลย

"ฮ่า ๆ ข้าก็นึกว่าเรื่องอะไร แน่นอนสิ ศิษพี่เข้าสำนักหวั่งเหลี่ยงตั้งแต่อายุสิบขวบ ฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานตอนอายุสิบเก้าปี ก็เลยติดตามอาจารย์มาตลอด น่าเสียดาย หลายสิบปีแล้วยังคงอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับสูง เฮ้อ น่าละอายใจจริง ๆ" พูดถึงเรื่องนี้ หลี่อู๋อีก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพียงแต่คำพูดข้างหลังนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึก เขาเหลือเวลาอีกประมาณร้อยกว่าปี ถ้ายังไม่สามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำได้ ก็คงต้องไปเกิดใหม่

จะว่าไป เวลาร้อยกว่าปีเหมือนจะนานมาก แต่สำหรับพวกเขาแล้ว อาจจะเป็นแค่เวลาที่ใช้เก็บตัวฝึกฝนไม่กี่ครั้ง

หลี่เหยียนไม่รู้หรอกว่าหลี่อู๋อีคิดอะไรอยู่ เพราะตอนนี้ในใจของเขากำลังปั่นป่วน งผู้บำเพ็ญเซียนแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือ? ในหมู่มนุษย์ อายุหกสิบปีก็ถือว่าอายุยืนแล้ว แต่ผู้บำเพ็ญเซียนอายุหกเจ็ดสิบปีกลับเหมือนกับวัยรุ่น’ เขาอดไม่ได้ที่จะคาดหวังกับอนาคตของตัวเอง

หลี่เหยียนไม่ได้สังเกตว่าจิตใจของตนกำลังเปลี่ยนแปลง

อีกทั้งเขายังมองข้ามข้อมูลอีกอย่างหนึ่งในคำพูดของหลี่อู๋อี ใช้เวลาเก้าปีก็ฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ จะบอกว่าหลี่เหยียนมองข้ามก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าเขาไม่รู้

เป็นเขาไม่รู้ว่าการฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานภายในเก้าปีนั้นหมายความว่ายังไง เพราะนั่นถือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคล ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปถ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ภายในสามสิบปีก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

ถ้าหากอายุเกินสามสิบปีถึงจะฝึกฝนบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้ ก็ถือว่าส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสฝึกฝนจนถึงขอบเขตแก่นทองคำภายในชั่วชีวิต นอกจากจะได้พบเจอกับโอกาสพิเศษ ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสามขั้น แต่ละขั้นล้วนยากกว่าการฝึกฝนขอบเขตรวมลมปราณเป็นร้อยเท่า ผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ติดอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นไปตลอดชีวิตก็มีมากมายไม่น้อย

ระหว่างที่คุยกัน ทั้งสองคนก็บินออกมาจากยอดเขาแมลงวิญญาณ บินไปข้างหน้าได้หลายร้อยลี้ ก็เห็นภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเหลือง ภูเขาลูกนี้สูงเสียดฟ้าเช่นกัน มองไม่เห็นยอด พอบินเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าหมอกสีเหลืองนั้นเป็นเหมือนกับเมฆ พวกมันลอยวนปกคลุมภูเขาลูกนี้ เหมือนกับเสื้อผ้าแนบเนื้อห่อหุ้มภูเขาเอาไว้ ไม่ลอยออกไป ทำให้มองไม่เห็นว่าบนภูเขามีอะไร

"นี่คือยอดเขาสี่ทิศ ศิษย์พี่ศิษย์น้องกับอาจารย์บนยอดเขานี้ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเขตอาคม หมอกสีเหลืองที่เจ้าเห็นก็คือเขตอาคมป้องกันยอดเขา หมอกนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ใช่แค่รูปร่างภายนอก แต่ยังรวมถึงพิษข้างในด้วย ทุก ๆ ครึ่งชั่วยามจะมีพิษร้ายแรงพันแปดสิบชนิดเกิดขึ้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ได้สิบสองชั่วยามโดยไม่ซ้ำกัน พอถึงสิบสองชั่วยามถัดไป พิษพวกนี้ก็จะถูกสลับตำแหน่งใหม่

พิษแต่ละชนิดที่นี่จะทำปฏิกิริยากับพิษชนิดอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่วนจะเป็นปฏิกิริยาแบบไหน อันนี้ก็ไม่รู้ บางทีพิษที่เจ้าโดน พิษอีกชนิดหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ อาจจะแก้พิษได้ แต่พิษอีกชนิดหนึ่งอาจจะเป็นพิษที่เกิดจากพิษชนิดแรกกับพิษชนิดอื่น ๆ รวมตัวกัน คนที่อยู่ในเขตอาคมอาจจะโดนพิษเล่นงานได้ทุกเมื่อ

พวกเราแค่บินวนรอบ ๆ นี้ก็พอ ต่อไปถ้าศิษย์น้องสนใจ ก็ไปขอตราเข้ายอดเขาจากอาจารย์ได้ เพียงแต่ศิษย์พี่ศิษย์น้องกับอาจารย์ที่นี่นิสัยแปลก ๆ นิดหน่อย เหอะ ๆ ตอนเข้าไปจึงต้องระวังคำพูด ไม่งั้นคงต้องเจอกับเรื่องลำบากใจแน่ ๆ"

หลี่เหยียนได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย สาเหตุที่เขาประหลาดใจคือเมื่อครู่เขาคำนวณคร่าว ๆ แล้ว ครึ่งชั่วยามมีพิษร้ายแรงพันแปดสิบชนิด สิบสองชั่วยามไม่ซ้ำกัน สำนักหวั่งเหลี่ยงนี้ช่างคิดค้นและเสาะหาพิษร้ายแรงในโลกได้เยอะอย่างแท้จริง

มันทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความรู้กับความแข็งแกร่งของสำนักเซียนโบราณแห่งนี้ ส่วนที่เขาไม่ได้สนใจก็คือ พอได้ยินคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่แล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะมาที่ยอดเขานี้ เพราะเข้าออกทีก็ต้องลำบากใจ ถ้าไม่ระวังก็อาจจะตายได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้คิดจะเรียนรู้เขตอาคม จะมาที่นี่ทำไม?

บินวนไปรอบหนึ่งแล้ว พวกเขาจึงบินออกไป เป็นการบินไปยังฝั่งตรงข้าม ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมา ก็เห็นภูเขาขนาดใหญ่สีเทาอีกยอดเขา ยอดเขานี้ไม่มีหมอกปกคลุม มองเห็นได้ชัดเจน บนยอดเขามีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด รูปร่างเหมือนกับกระบี่ ยาวประมาณสี่ถึงห้าจ้าง ส่วนใหญ่จะขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ชี้ตรงไปบนฟ้า ระยะห่างระหว่างแต่ละกลุ่มไม่ถึงสองฉื่อ แต่ละต้นมีลักษณะเหมือนกับกระบองเพชรที่เต็มไปด้วยน้ำสีเทา ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นเต็มภูเขา เหมือนกับเม่นตัวใหญ่ ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกเสียวสันหลัง

‘สำนักที่ข้าจะเข้าร่วม ไม่เพียงแต่ฟังแล้วดูเหมือนกับผู้ฝึกตนชั่วร้าย แม้แต่สถานที่ก็ยังดูผิดปกติ’ เขานึกถึงยอดเขาหลายแห่งที่เห็นมา มีทั้งแมลงพิษกับสัตว์ร้ายน้อยใหญ่ หมอกพิษที่พันกันยุ่งเหยิง หรือไม่ก็เป็นยอดเขาที่เหมือนกับเม่นสีเทาตัวใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงต้นไม้รูปร่างเหมือนกระบี่พวกนี้ มันคงไม่ใช่พืชที่ดีแน่ ๆ

"นี่คือยอดเขาไม่พราก ที่นี่เน้นการฝึกฝนกู่เพื่อบำเพ็ญเซียน ต้นไม้บนยอดเขานี้เป็นที่อยู่อาศัยของกู่ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าเข้าไปใกล้เกินไป ไม่งั้นถ้าไปรบกวนพวกมัน

ถึงเวลานั้นจะมีกู่มากมายบินออกมาจากต้นไม้รูปร่างเหมือนกระบี่พวกนี้ กู่บางชนิดจะเกาะติดบนผิวหนังของมนุษย์ และดูดเลือดเนื้อของมนุษย์ ผู้ฝึกตนทั่วไปในขอบเขตรวมลมปราณ ถ้ามีกู่สี่ถึงห้าตัวเกาะอยู่บนผิวหนัง แค่สามหรือสี่ลมหายใจก็จะเหลือแต่โครงกระดูกกับหนังหุ้มอยู่

กู่บางชนิดยังจะมุดเข้าไปในร่างกายทางตา หู จมูก แล้วกัดกินอวัยวะภายใน สุดท้ายก็จะไม่เหลือแม้แต่กระดูก อาจจะเหลือแค่หนังหุ้มร่างกายที่ล่องลอยไปตามลม แน่นอนว่ากู่บางชนิดก็จะแอบแฝงตัวอยู่ในร่างกาย อาจจะอยู่ในหัวใจหรือสมอง ค่อย ๆ กัดกินเลือดหัวใจหรือสมอง ที่ศิษย์พี่พูดมาทั้งหมดนี้เป็นแค่กู่สายพันธุ์ทั่วไป เพราะพวกบ้านั่นไม่รู้ว่าเพาะพันธุ์กู่ร้ายกาจออกมาอีกกี่ชนิด ศิษย์พี่อยู่ที่สำนักมาหลายสิบปี จำนวนครั้งที่ไปยอดเขาสี่ทิศยังมากกว่าที่นี่ตั้งหลายเท่า ก็แค่ไม่อยากมาที่นี่ แค่ก ๆ"

หลี่อู๋อีพูดจบก็หน้าซีดเผือด เหมือนกับว่านึกถึงเรื่องอะไรบางอย่าง

"เจ้ารู้แค่นี้ก็พอ พวกเราไปกันเถอะ" พูดจบหลี่อู๋อีก็ไม่ได้รอให้หลี่เหยียนตอบ แต่พาวัตถุสำหรับบินนั้นแหวกอากาศจากไป หลี่เหยียนได้ฟังแบบนั้นก็ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว อยากจะหนีไปไกล ๆ

ในขณะที่หลี่อู๋อีเพิ่งจะบินออกไป ก็มีคนไม่น้อยที่เห็นวัตถุสำหรับบินนั้นอยู่ท่ามกลางต้นไม้รูปร่างเหมือนกระบี่ ตรงโคนต้นไม้กลุ่มหนึ่งมีหญิงสาวชุดแดงอายุประมาณสิบแปดปีนั่งอยู่ เห็นหลี่อู๋อีที่บินจากไปก็ส่งเสียง "อ๊ะ" ออกมา

"เมื่อกี๊นั้นเหมือนจะเป็นอาวุธวิเศษสำหรับบินของหลี่อู๋อี บนนั้นมีใครอีกคนหนึ่ง แต่ทำไมถึงบินวนรอบนี้แล้วก็ไปล่ะ? ข้ายังอยากจะชวนเขาร่ำสุราแต่งกลอนอยู่เลย"

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ช่างเถอะ อีกสองสามวันค่อยไปหาเขา เจ้าเด็กนั่นใกล้จะสำเร็จแล้ว" นางมีรูปร่างค่อนข้างเย้ายวน หน้าอกใหญ่ ชุดแดงยาวลากพื้น จากนั้นนางจึงหันไปมองเส้นด้ายบาง ๆ ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นก็หลับตาลง กดฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนต้นไม้นั้น

หลี่อู๋อีที่กำลังบินอยู่เหมือนกับว่ารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงรีบระดมพลังปราณไปที่เท้า ความเร็วของวัตถุสำหรับบินนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เหมือนกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันธนู การกระทำนี้ทำให้หลี่เหยียนอดไม่ได้ที่จะมอง เพราะตั้งแต่รู้จักศิษย์พี่ใหญ่คนนี้มา อีกฝ่ายเป็นคนใจดี สุภาพ ไม่ตื่นตกใจง่าย แต่ทำไมอยู่ ๆ ถึงดูร้อนรนแบบนี้?

หลี่อู๋อีก็สังเกตเห็นสายตาของหลี่เหยียนเช่นกัน เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่เห็นและมองตรงไปข้างหน้า

"ศิษย์น้อง ข้างหน้าคือยอดเขามหาปกครอง เป็นสถานที่หลักที่ใช้จัดการเรื่องต่าง ๆ ของสำนัก ท่านอาจารย์ลุงจ้าวสำนักก็อยู่ที่ยอดเขานี้ ยังมีหอกิจการและหอภารกิจ การสอนเคล็ดวิชาเซียนของสำนัก รวมถึงการประลอง ต่างก็จัดขึ้นที่ยอดเขานี้"

หลี่อู๋อีระดมพลังปราณ ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็มาถึงยอดเขามหาปกครองซึ่งเป็นยอดเขาหลักของสำนักหวั่งเหลี่ยง ระหว่างทางหลี่อู๋อีก็แนะนำสถานะของยอดเขามหาปกครองให้หลี่เหยียนฟัง

ยอดเขาต่าง ๆ นอกจากยอดเขาไผ่น้อย ต่างก็มีหน่วยปราบปรามของตัวเอง แต่ตำราเคล็ดวิชาลับจะถูกจัดการโดยยอดเขาของตัวเอง สาเหตุหนึ่งก็คือคุณสมบัติของเคล็ดวิชาเซียนที่แต่ละยอดเขาฝึกฝนนั้นต่างกัน

แต่ละยอดเขามีคุณสมบัติหลักของตัวเอง จึงให้แต่ละยอดเขาจัดการเคล็ดวิชาที่เกี่ยวข้อง และแน่นอนว่าเคล็ดวิชาเซียนทั่วไปมีอยู่ในหอคลังสมบัติของทุกยอดเขา สาเหตุที่สองก็คือศิษย์ของยอดเขาอื่น ๆ ก็สามารถยืมหนังสือจากหอตำราของยอดเขาอื่นได้ เพียงแต่ค่าธรรมเนียมจะแพงกว่าการยืมในยอดเขาของตัวเอง เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัย เพราะยังไงก็เป็นสำนักเดียวกัน อีกทั้งมีสักกี่คนที่เป็นคนที่มีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพียงธาตุเดียว? การเรียนรู้เคล็ดวิชาเซียนธาตุอื่น ๆ จึงถือเป็นเรื่องปกติ

ยอดเขามหาปกครองนี้ นอกจากเรื่องที่กล่าวไปแล้ว ยังมีหอกิจการ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้จัดการเรื่องภายนอกกับเรื่องต่าง ๆ ของสำนัก เช่น จุดประสงค์ที่หลี่เหยียนมาที่นี่ก็คือการรับของที่จำเป็นสำหรับศิษย์ใหม่

ส่วนเรื่องอื่น ๆ อย่างเช่นการสอนเคล็ดวิชาเซียนเดือนละครั้งก็จัดขึ้นที่ยอดเขานี้ ถึงเวลาแต่ละยอดเขาจะส่งยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานมาสอนเคล็ดวิชาเซียน เพื่อให้ศิษย์มากมายมาเรียนรู้ หรือบางทีก็มีผู้บำเพ็ญเซียนขอบเขตแก่นทองคำมาสอนเคล็ดวิชาเซียน และทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลานี้ ที่นี่ก็จะมีคนมากมาย บินขวักไขว่ไปมาบนท้องฟ้า

นอกจากนี้ยังมีการประลองของศิษย์ระดับต่ำกว่าขอบเขตสร้างรากฐานระดับกลางทุก ๆ ห้าปี การประลองของศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานระดับกลางถึงระดับสูงทุก ๆ สิบปี เรื่องต่าง ๆ พวกนี้ล้วนจัดขึ้นที่ยอดเขานี้

จ้าวสำนักก็เป็นผู้นำยอดเขานี้ ในขณะเดียวกันก็เป็นปรมาจารย์ปรุงยาชั้นหนึ่ง แต่การปรุงยาของสำนักนี้ไม่ได้เหมือนกับนักปรุงยาของสำนักอื่น ๆ เพราะนักปรุงยาของสำนักอื่น ๆ จะปรุงยาเป็นยาเซียน ยาพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่ช่วยในการบำเพ็ญเซียน ยาที่ช่วยในการเลื่อนระดับพลัง ยาแก้พิษ ยาอายุวัฒนะ ยาที่ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส่วนยอดเขามหาปกครองของสำนักหวั่งเหลี่ยง นอกจากจะปรุงยาพวกนี้แล้ว สิ่งที่โด่งดังที่สุดหรือจะบอกว่าฉาวโฉ่ที่สุดก็คือพวกเขาเน้นการปรุงยาพิษชนิดต่าง ๆ ผงพิษ หรือก๊าซพิษที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น หรือแม้แต่เชื้อโรคที่แพร่กระจายไปในวงกว้างได้

หลี่เหยียนมองดูหอกิจการที่อยู่ตรงหน้า มองดูสิ่งปลูกสร้างโดยรอบกับผู้คนที่เดินผ่านไปมา เขาค่อยรู้สึกดีขึ้น และรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่สำนักเซียนควรจะเป็น อย่างน้อยคนที่นี่ก็เป็นคนปกติ ถึงแม้จะมีบางคนที่พกแมลงพิษกับสัตว์ร้ายมาด้วย แต่ก็ลดลงไปมาก แม้แต่สัตว์ร้ายที่มากับพวกเขาก็ยังดูสงบเสงี่ยม แต่ยอดเขาเหล่านี้มีจุดร่วมอย่างหนึ่ง หลี่เหยียนรู้สึกว่าที่นี่มีพลังปราณมากมายเหลือเกิน ทำให้เขาอยากจะครางออกมาทุกครั้งที่หายใจเข้า

จบบทที่ บทที่ 53 โบยบินเหนือสี่ยอดเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว