เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 กระจายพลังงาน

บทที่ 52 กระจายพลังงาน

บทที่ 52 กระจายพลังงาน


บทที่ 52 กระจายพลังงาน

ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงวันนี้ เขามั่นใจในเรื่องหนึ่งแล้ว สาเหตุที่เขาอยู่ที่นี่ก็เพราะร่างพิษแหลกสลายนั่นเอง มันทำให้เขานึกถึงแผนการเลี้ยงหมูของจี้กุนซือ ตอนนี้แค่เปลี่ยนเป็นร่างพิษแหลกสลาย หรือว่ามันกำลังจะถูกใช้เป็นเครื่องสังเวยให้คนอื่น? เขาอดไม่ได้ที่จะมีความคิดนี้ขึ้นมา มิฉะนั้นคงไม่มีคนหลายกลุ่มพูดถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียว เขาก็อยากหนีไปจากที่นี่แล้ว

หลี่อู๋อีพูดอะไรหลี่เหยียนก็ไม่เชื่อ หลี่อู๋อีเห็นสีหน้าไม่เข้าใจของหลี่เหยียน ก็ถอนหายใจ ‘ศิษย์น้องหลี่ช่างน่าสงสาร ฝึกฝนจนถึงขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองแล้ว แต่กลับไม่รู้เรื่องพื้นฐานพวกนี้ คงจะถูกหลอกให้มาเป็นเครื่องมือดูดพลังจริง ๆ พอใช้เสร็จก็ฆ่าทิ้ง’

"ศิษย์น้องหลี่ ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่เชื่อ แต่โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนก็เป็นแบบนี้ ความแข็งแกร่งนั้นไม่ใช่ว่าคนที่เพิ่งเข้าสำนักจะเข้าใจได้ อีกอย่าง ถึงแม้เจ้าอยากจะกลับ ตอนนี้เจ้าจะกลับไปได้ยังไง? ที่นี่อยู่ห่างจากบ้านเกิดของเจ้าตั้งหลายล้านลี้ ผ่านมาสี่วันแล้ว แคว้นเหมิงที่เจ้าพูดถึง ถ้าจะโจมตีก็คงโจมตีไปนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่กล้าโจมตีอย่างที่กล่าวไป

อย่างแรก เจ้าฝึกเคล็ดวิชาเซียนของสำนักหวั่งเหลี่ยง เจ้าต้องยอมรับ เพราะฉะนั้นเจ้าออกจากสำนักไม่ได้

อย่างที่สอง ต่อให้เบื้องบนอนุญาตให้เจ้าออกจากสำนักได้ เจ้าจะกลับไปยังไง? พอออกจากสำนักก็จะเจอกับภูเขาสูงและสัตว์อสูรขั้นสูงอยู่ทั่วไป ตอนนี้ด้วยพลังปราณของเจ้า ต่อให้เจอสัตว์อสูรขั้นที่หนึ่งก็ยังเอาชีวิตไม่รอด แล้วจะหนีไปได้ยังไง?

อย่างที่สาม ระยะทางหลายล้านลี้ ตอนที่เจ้ามานั้น ใช้ค่ายอาคมเคลื่อนย้ายของสำนักเซียนที่สังกัดสำนักเราค่อย ๆ เคลื่อนย้ายมา ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของเจ้ามีความพิเศษ ศิษย์ข้างล่างคงไม่กล้าใช้ค่ายอาคมเคลื่อนย้าย และต่อให้เป็นแบบนั้นก็ยังใช้เวลาเดินทางตั้งสามวัน ตอนนี้เจ้าจะออกจากสำนัก สำนักจะยอมให้เจ้าใช้ค่ายอาคมเคลื่อนย้ายอีกหรือ? ถอยไปอีกหมื่นก้าว ต่อให้ไม่มีสัตว์อสูร ระยะทางหลายล้านลี้เจ้าจะใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหน? หนึ่งปี? สองปี? หรือสิบปี?" หลี่อู๋อีพูดพลางขมวดคิ้ว

หลี่เหยียนได้ฟังก็ตกตะลึง แล้วรีบวิเคราะห์

ประการแรก อย่างน้อยเขาก็หมดสติไปสามวัน ประการที่สอง ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากด่านขุนเขามรกตตั้งหลายล้านลี้ ประการที่สาม เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาของสำนักหวั่งเหลี่ยง มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเขาออกจากสำนัก คนอื่นก็คงไม่ปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับศิษย์อีกต่อไป

เมื่อมองดูแววตาจริงใจของหลี่อู๋อี เขารู้สึกว่าคำพูดของคนคนนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง เรื่องที่อยู่ห่างจากบ้านหลายล้านลี้ ถ้าเขายอมเข้าสำนัก ต่อให้พวกเขาจะหวังอะไรจากร่างพิษแหลกสลาย ก็คงไม่ลงมือในเวลาอันสั้น มิฉะนั้นคงลงมือไปนานแล้ว ถึงตอนนั้นเขาแค่สืบดูก็รู้แล้ว ไม่มีทางปกปิดกันได้

แต่เขาไม่รู้ว่าค่ายอาคมเคลื่อนย้ายคืออะไร และรู้สึกว่าคงจะเป็นอะไรที่วิเศษมาก คิดว่าน่าจะเป็นเคล็ดวิชาเซียนที่ทำให้ไปถึงที่ไกล ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าเป็นระยะทางหลายล้านลี้จริง ๆ ต่อให้เคล็ดวิชาเซียนจะวิเศษแค่ไหน ใช้เวลาเดินทางสองสามวันก็ถือว่าปกติ เมื่อคิดแบบนี้ หากที่บ้านเกิดเรื่อง ก็คงเกิดเรื่องไปนานแล้ว เขาจะทำยังไงได้?

ทันใดนั้นเขาก็มีความปรารถนาที่จะบำเพ็ญเซียน เขาอยากจะแข็งแกร่ง อยากจะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่อยากเป็นเหมือนที่ด่านขุนเขามรกต ไม่อยากเป็นเหมือนที่นี่ ทุกอย่างถูกคนอื่นกำหนดจนไม่สามารถขัดขืนได้ พูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ เขาเป็นแค่ตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง หรืออาจจะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งตัวเล็ก ๆ ของตัวเล็ก ๆ เลยด้วยซ้ำ

แต่เขาก็ยังคงพยายามครั้งสุดท้าย ไม่ใช่กลับไป แต่เป็นการจากไป ที่นี่ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัย ทั้งหมดเป็นเพราะร่างพิษแหลกสลาย มันอาจจะเป็นต้นเหตุแห่งหายนะ

เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่อู๋อี ภายหลังสงบสติอารมณ์จึงพูดว่า "ข้าไม่ฝึกร่างพิษแหลกสลายได้ไหม? แล้วสำนักพอจะช่วยส่งข้ากลับบ้าน หรือส่งข้าไปที่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ได้หรือไม่"

ตอนนี้เขาแค่อยากจะออกไปจากที่นี่ ร่างพิษแหลกสลายนี้เขาไม่ต้องการ กำจัดทิ้งก็ได้ ขอแค่เขายังมีคัมภีร์วารีอยู่ อย่างไรก็ฝึกใหม่ได้ พอไปถึงที่ที่ไม่มีสัตว์อสูร มีมนุษย์อาศัยอยู่ เขาก็จะค่อย ๆ หาที่ที่มีพลังปราณและเริ่มต้นใหม่ พอเขามีพลังมากขึ้น ก็จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ

หลี่อู๋อีตกตะลึง เขาเคยเจอคนที่อยากบำเพ็ญเซียนมากมาย บางคนถึงกับยอมทำทุกอย่างเพื่อการบำเพ็ญเซียน พวกเขาบางคนก็จริงใจ ตั้งใจบำเพ็ญเซียน บางคนก็ยอมขายวิญญาณ ทิ้งลูกทิ้งเมีย แต่ไม่เคยเจอคนที่เกลียดการบำเพ็ญเซียนขนาดนี้ ถึงกับยอมสลายพลัง จึงยิ้มแห้ง ๆ ออกมา

"ศิษย์น้องหลี่ ข้าได้แต่บอกว่าเจ้ายังขาดความรู้พื้นฐานในการบำเพ็ญเซียน อย่างแรก การสลายพลังไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันจะทำให้อายุสั้นลงมาก หรือบางทีอาจจะตาย อย่างที่สองร่างพิษแหลกสลายที่โด่งดังในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจะสลายง่าย ๆ ได้ยังไง? มันหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเจ้าแล้ว พอเจ้าสลายพลัง ไม่มีพลังปราณหล่อเลี้ยง เจ้าจะต้านทานพิษร้ายแรงได้ยังไง? เจ้าคงต้องตายทันที เพราะร่างพิษแหลกสลายนี้เป็นถึงอันดับสองของ..."

เห็นหลี่เหยียนไม่รู้อะไรเลย หลี่อู๋อี จึงรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนเบื้องต้น แน่นอนว่าหลี่เหยียนต้องรู้อะไรอีกมากมาย มันไม่สามารถอธิบายได้หมดในคราวเดียว เขาจึงเน้นเล่าเรื่องร่างกายพิษนี้

"ร่างพิษแหลกสลาย" มันเป็นหนึ่งในสามร่างกายพิษของสำนักหวั่งเหลี่ยง อยู่ในอันดับที่สอง เป็นหนึ่งในอาวุธสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักหวั่งเหลี่ยง แต่ช่วงพันปีมานี้ไม่มีใครฝึกฝนร่างกายพิษทั้งสามแบบนี้ได้

ตอนนี้มีเพียงปรมาจารย์ขอบเขตปฐมวิญญาณระดับสูงสุดสองท่านที่มีร่างกายพิษ พวกท่านฝึกฝนมาตั้งแต่พันปีก่อน ร่างกายพิษของทั้งสองท่านเป็นแบบแรกกับแบบที่สาม ทำให้ทั้งสองท่านเป็นถึงยอดฝีมือในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนยุคปัจจุบัน นี่เป็นรากฐานที่ทำให้สำนักหวั่งเหลี่ยงกลายเป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่

ถึงแม้ในสำนักจะมีขอบเขตปฐมวิญญาณระดับสูงสุดท่านอื่น ๆ อยู่ แต่ถ้าพูดถึงพลังต่อสู้แล้ว ทั้งสองท่านนี้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แต่วิธีการฝึกฝนร่างกายพิษแต่ละแบบนั้นแตกต่างกันมาก นี่เป็นสาเหตุที่ขอบเขตปฐมวิญญษณสองคนนั้นไม่ได้รับหลี่เหยียนเป็นศิษย์

อย่างแรกคือพรสวรรค์ของหลี่เหยียนน้อยเกินไป รากวิญญาณเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่างที่สองคือร่างพิษแหลกสลายของเขากับบรรพชนใหญ่ทั้งสองนั้นต่างกัน มันไม่สามารถแนะนำสั่งสอนได้ มิฉะนั้นถ้าเขาไม่มีร่างกายพิษแบบนี้ หรือมีพรสวรรค์มากกว่านี้ การจะรับเขาเป็นศิษย์ข้ามรุ่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

"ร่างพิษแหลกสลาย" มีวิธีการฝึกฝนที่พิเศษกว่าร่างกายพิษอีกสองแบบ เพราะอีกสองแบบนั้นอาจจะกินพืชหายากหรือพิษร้ายแรงชนิดต่าง ๆ แล้วฝึกฝนไปพร้อมกับบทสวดของสำนักหวั่งเหลี่ยง หรือมีร่างกายพิษธาตุลมมาตั้งแต่กำเนิด ทั้งยังเป็นแบบหยิน ร่างกายแบบที่มีพลังหยินมาตั้งแต่กำเนิด จึงสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาลับของสำนักหวั่งเหลี่ยงได้

แต่ร่างกายดังกล่าวหายากมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี และมักจะพบเห็นได้ในสถานที่ที่มีพลังหยินหนาแน่น มีพิษมากมาย สถานที่แบบนี้ก็มีอยู่ในทวีปต่าง ๆ บรรพชนใหญ่ของสำนักหวั่งเหลี่ยงคนหนึ่งก็มาจากแคว้นโคลนใต้เงาหมอกทางตอนใต้ของทวีปจันทรา เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยบึงเน่ากับแมลงพิษ

การฝึกฝนร่างกายพิษสองแบบดังกล่าวถือว่าอันตรายมาก ถึงแม้จะมีเคล็ดวิชาลับของสำนักหวั่งเหลี่ยง ถ้าไม่ระวังก็อาจจะโดนพิษเล่นงาน หรือไม่ก็โดนพิษหยินเข้าสมอง และตายอย่างน่าอนาถ

ส่วน "ร่างพิษแหลกสลาย" นั้น เกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของร่างกายพิษ ไม่มีเคล็ดวิชาสำหรับฝึกฝน เกิดจากผู้บำเพ็ญเซียนที่ฝึกพิษ ดูดซับพิษชนิดต่าง ๆ เข้าไปในร่างกายระหว่างการฝึกฝน แล้วเปลี่ยนเป็นพลังของตัวเอง พอพลังปราณแข็งแกร่งขึ้น พิษชนิดต่าง ๆ ในร่างกายจะปะปนกัน จำเป็นต้องใช้พลังปราณค่อย ๆ ขจัด สุดท้ายก็หลอมรวมเข้ากับพลังปราณ ทำให้พลังปราณของตัวเองมีพิษ มันเป็นอะไรที่ทำให้ศัตรูปวดหัวได้ไม่น้อย ผู้บำเพ็ญเซียนแบบนี้เรียกว่า ผู้ฝึกตนที่เน้นฝึกพิษ

วิธีการฝึกฝนแบบนี้เห็นผลเร็ว พลังโจมตีรุนแรง ตอนแรกก็พัฒนาได้รวดเร็ว แต่เมื่อดูดซับพิษเข้าไปมากขึ้น พิษชนิดต่าง ๆ ในร่างกายก็ไม่สามารถขจัดได้หมด พอสะสมไปนาน ๆ ก็จะปะทุขึ้นมา ตอนนั้นถ้ามีพลังปราณสูงส่งก็สามารถสะกดเอาไว้ได้ แล้วค่อย ๆ ขจัดให้หมดไป

ถ้าสะกดเอาไว้ไม่ได้ พิษก็จะกระจายไปทั่วร่างกาย พิษที่หลอมรวมเข้าด้วยกันแล้วจะแตกออก พลังปราณทั้งหมดจะหายไป ทำให้ผู้ฝึกตายในทันที แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะหลายร้อยล้านปีมานี้ มีผู้ฝึกตนที่เน้นฝึกพิษจำนวนไม่น้อยที่เจอกับสถานการณ์แบบนี้ แต่กลับไม่ตาย และร่างกายกลับมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ผู้ฝึกตนประเภทนี้จะไม่มีพิษอยู่ในร่างกาย ต่อให้ใช้เคล็ดวิชาเซียนของพรรคธรรมะก็ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย แต่พอใช้เคล็ดวิชาเซียนโจมตีผู้อื่น มันจะมีพิษร้ายแรงเพิ่มเข้ามา พิษพวกนี้ไม่มีชื่อ ไม่มีคุณสมบัติแน่นอน ตอนแรกที่ใช้ ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นการกัดกร่อน การแทรกซึม หรือการเกาะติด แต่เมื่อผู้ฝึกตนร่างพิษแหลกสลายฝึกฝนจนถึงระดับสูงขึ้น ก็จะสามารถควบคุมและสามารถใช้คุณสมบัติพิเศษที่เข้ากับการโจมตีในตอนนั้น ทำให้อีกฝ่ายตั้งรับไม่ทัน

ผู้ฝึกตนร่างพิษแหลกสลายรุ่นก่อนเคยเล่าว่า ตอนที่ฝึกฝนร่างกายพิษแบบนี้ จะรู้สึกว่าเลือดเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น ถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ เหมือนกับว่าร่างกายถูกแยกออกจากกัน มันเป็นอะไรที่เจ็บปวด เลือดเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นแต่ละส่วนจะถูกหลอมรวม เปลี่ยนแปลง แล้วก็แยกออกจากกัน ในร่างกายจึงเหมือนกับแตกเป็นเสี่ยง ๆ ทำให้เรียกมันว่า "ร่างพิษแหลกสลาย"

ร่างกายพิษแบบนี้ถือว่าแปลกมาก ในโลกไม่ได้มีแค่สำนักหวั่งเหลี่ยงที่ฝึกพิษ สำนักอื่น ๆ ที่ฝึกพิษก็มีไม่น้อย แต่สำนักเหล่านั้นไม่เคยมีร่างกายแบบนี้มาก่อน

ต่อมาจึงวิเคราะห์ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาบางบทของสำนักหวั่งเหลี่ยง แต่สำนักหวั่งเหลี่ยงแบ่งออกเป็นหลายยอดเขา วิธีการฝึกพิษก็ต่างกัน ตั้งแต่ยุคโบราณ ก็มีคนที่มีร่างกายแบบนี้ปรากฏขึ้นในแต่ละยอดเขา พอตั้งใจฝึกฝนกลับไม่ได้ผล

จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นปริศนา แต่มีอย่างหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาของสำนักหวั่งเหลี่ยงกับการใช้ยาชำระล้างร่างกาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นยอดเขาไหนของสำนักหวั่งเหลี่ยง เคล็ดวิชาพื้นฐานของพวกเขาจะต้องใช้ยาชำระล้างร่างกาย

หลี่อู๋อี เล่าเรื่องร่างพิษแหลกสลายคร่าว ๆ แล้วจึงมองหลี่เหยียน

"ศิษย์น้องหลี่ ข้าพูดแบบนี้ เจ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง? อีกอย่าง ขอพูดอะไรหน่อย ผู้บำเพ็ญเซียนมีอายุยืนยาวมาก พอเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนแล้ว ก็จะกลายเป็นคนละโลกกับมนุษย์ เจ้าจะดูแลพวกเขาได้ชั่วคราว จะดูแลพวกเขาไปตลอดได้หรือ?" เขาพูดแบบนี้ แต่กลับไม่พูดถึงเรื่องที่หลี่เหยียนมีรากวิญญาณหลากธาตุแล้วฝึกฝนร่างพิษแหลกสลาย

มิฉะนั้นก็เท่ากับว่าตัดสินหลี่เหยียนไปแล้ว ถึงแม้จะมีโอกาสแบบนี้ แต่อาจจะฝึกฝนได้ถึงแค่ขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้น ทว่าเขาเป็นคนใจกว้าง จึงไม่อยากทำให้หลี่เหยียนหมดกำลังใจ และเขาไม่รู้ว่าหลี่เหยียนรู้หรือไม่ว่ารากวิญญาณหลากธาตุหมายความว่ายังไง แต่เรื่องนี้ปล่อยให้หลี่เหยียนค่อย ๆ คิดเองจึงดีกว่า

หลี่เหยียนได้ฟังก็ตกใจ แล้วก็ดีใจ เขากลัวร่างกายแบบนี้ ที่น่ากลัวที่สุดคือไม่รู้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนคัมภีร์วารีหรือเปล่า ส่วนที่น่ายินดีก็คือจากคำพูดของหลี่อู๋อี เขามั่นใจได้ว่าสาเหตุที่คนพวกนั้นให้ความสำคัญกับเขาในช่วงสองวันนี้ไม่ใช่เรื่องร้าย อย่างน้อยเขามั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้ร่างกายพิษของเขาเป็นประโยชน์

แบบนี้เขาก็วางใจ การกลับไปคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการกลับไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว เขาถอนหายใจ เพราะตั้งแต่ที่เจอกับจี้กุนซือ เขาก็เหมือนกับก้าวเข้าสู่เส้นทางที่หวนกลับไม่ได้ ต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่ม หรือไม่ก็ต้องออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก

หลี่อู๋อีพูดถูก เส้นทางของเซียนกับมนุษย์นั้นต่างกัน เส้นทางที่จะกลับบ้านขาดสะบั้นลงแล้ว ถ้าสำนักไม่ได้หลอกลวงเขา ครอบครัวของเขาก็คงปลอดภัย ถึงแม้จะโดนหลอกลวง แต่พอเขามีพลังมากขึ้น ก็แค่กลับไปฆ่าล้างแคว้นเหมิง ไม่จำเป็นต้องคิดมาก

หลี่อู๋อีจ้องมองเขา ครู่หนึ่งหลี่เหยียนก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้หลี่อู๋อี ทำให้หลี่อู๋อีรู้สึกแปลก เพราะตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในห้อง ศิษย์น้องคนนี้ก็สงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา กระทั่งว่ามีท่าทางเฉยเมย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไป

"หลี่เหยียนคารวะศิษย์พี่ใหญ่ขอรับ" หลี่เหยียนลุกขึ้นยืนและคำนับ

จบบทที่ บทที่ 52 กระจายพลังงาน

คัดลอกลิงก์แล้ว