- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 51 หลี่อู๋อี
บทที่ 51 หลี่อู๋อี
บทที่ 51 หลี่อู๋อี
บทที่ 51 หลี่อู๋อี
หลี่เหยียนได้ยินเสียงก็หยุดการเคลื่อนไหว เขาเงยหน้าขึ้นมองหาต้นเสียง ตอนนี้มีชายหนุ่มหน้าตาใจดีคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู กำลังก้าวเข้ามา
หลี่เหยียนมองดูคนที่เดินเข้ามา ตอนนี้จึงรู้สึกว่าไม่ใช่ความฝันหรือโลกแห่งจิตสำนึก แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ไหน จึงได้แต่รอคอย
"ฮ่า ๆ น้องชายคนนี้ ข้าแซ่อวี๋..." ชายหนุ่มหน้าตาใจดีพูดพร้อมกับยิ้มหลังจากที่เดินเข้ามา แล้วก็ลากเก้าอี้มานั่งลง
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เหยียนก็รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ตอนนี้เขาอยู่ในสำนักเซียนในตำนาน ส่วนสาเหตุที่เขาอยู่ที่นี่ก็เพราะว่าเขาฝึกเคล็ดวิชาม่านราตรีสีครามของสำนัก ทั้งยังฝึกจนถึงขั้นร่างพิษแหลกสลาย จึงถูกพามาที่นี่ เขาอดไม่ได้ที่จะไม่อยากเชื่อ เพราะขาที่หักของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม พิษไฟในร่างกายก็หายไป คิดว่ามันคงเป็นเครื่องยืนยันได้
ระหว่างนั้น นักพรตแซ่อวี๋ก็ถามถึงวิธีการฝึกฝนของเขา หลี่เหยียนดูจากสีหน้าของเขา ประกอบกับคำพูดต่าง ๆ ก็พอจะเดาได้ว่าคงเกี่ยวกับร่างพิษแหลกสลาย แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าร่างพิษแหลกสลายคืออะไร เขารู้แค่ว่าตอนสุดท้ายพลังปราณทั้งหมดของจี้กุนซือไหลเข้ามาในร่างกายของเขา พิษไฟในร่างกายจึงถูกกระตุ้นขึ้นมา ไม่นานเขาก็หมดสติไป แต่เขารู้สึกว่าน่าจะเกี่ยวกับคัมภีร์วารี แต่เขาจะไม่บอกเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด หลังจากที่ต่อสู้กับจี้กุนซือมา เขายังจะเชื่อใจใครได้อีก? สำนักเซียนแห่งนี้เป็นที่แบบไหน? คนตรงหน้ามีจุดประสงค์อะไร? เขาจะไปรู้ได้ยังไง?
เขาแค่เล่าว่าตัวเองได้เคล็ดวิชาเงาพฤกษามายังไง แน่นอนว่าเขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ชื่อจริงของเคล็ดวิชาเซียนบทนี้ และต่อมาร่างกายมีปฏิกิริยายังไง สุดท้ายจึงเล่าถึงการโจมตีครั้งสุดท้ายของจี้กุนซือก่อนตาย
นักพรตแซ่อวี๋ได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น เขาก็ไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่หลี่เหยียนเล่าก็สมเหตุสมผล พอหมดเวลาอาหาร นักพรตแซ่อวี๋ก็จากไป
ไม่นานนัก บัณฑิตหนุ่มวัยสามสิบกว่า ๆ กับชายชราหลายคนก็เดินเข้ามา ชายชราแต่ละคนทำให้หลี่เหยียนรู้สึกเหมือนกับว่ามีภูเขาหลายลูกทับอยู่ หายใจไม่ออก ส่วนบัณฑิตหนุ่มคนนั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไร
หลังจากที่พวกเขามาถึง ชายชราหลายคนก็ยืนมองหลี่เหยียนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ส่วนบัณฑิตหนุ่มไม่พูดอะไร แค่เดินเข้ามาจับมือของหลี่เหยียน พลังที่อ่อนโยนแต่ไม่สิ้นสุดจึงไหลเข้าไปในร่างกายของหลี่เหยียน ส่วนหลี่เหยียนพยายามหลบเลี่ยงโดยสัญชาตญาณ แต่ก็เหมือนกับลูกแกะเจอหมาป่า จะทำอะไรได้?
ครู่หนึ่ง บัณฑิตหนุ่มก็ปล่อยมือ มีสีหน้าผิดหวัง ถามหลี่เหยียนสองสามคำ แล้วก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงเดินไปคุยกับชายชราหลายคน แลกเปลี่ยนสายตากัน
ชายชราเหล่านั้นก็เดินเข้ามาหา แต่ละคนต่างลงมือกับหลี่เหยียน หลี่เหยียนได้แต่ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบ ยังไงเขาก็ขัดขืนไม่ได้
หนึ่งชั่วยามต่อมา บัณฑิตหนุ่มก็พาชายชราหลายคนออกไป ชายชราพวกนั้นไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
พอฟ้าสว่าง ก็ไม่มีใครมาที่นี่อีก หลี่เหยียนตื่นขึ้นมาก็ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าต่อไปจะทำยังไง อนาคตจะเป็นยังไง?
ตอนเที่ยง นักพรตแซ่อวี๋นำอาหารมาให้ แล้วก็คุยกับเขา คุยแต่เรื่องในอดีตของเขา เหมือนกับว่าสนใจมาก ส่วนใหญ่เป็นนักพรตแซ่อวี๋ที่ถาม หลี่เหยียนเป็นคนตอบ
หลี่เหยียนรู้สึกว่าคนคนนี้กำลังถามเรื่องร่างพิษแหลกสลาย แต่เรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคัมภีร์วารีที่เขาจะไม่บอกโดยเด็ดขาด เขาจึงได้แต่ตอบคำถามอย่างระมัดระวัง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลี่เหยียนเริ่มรู้สึกหงุดหงิด นักพรตแซ่อวี๋คนนี้ถึงแม้จะสุภาพอ่อนโยน แต่คำถามของเขากลับละเอียดลึกซึ้งไปถึงชีวิตประจำวันของเขาในหุบเขาจวนกุนซือ
มันทำให้เขารู้สึกเบื่อมาก และคิดว่าถ้าคนคนนี้ยังถามอะไรอีก เขาจะไม่ตอบแล้ว เพราะตอนนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีชะตากรรมเช่นไร จะไปกลัวอะไรอีก?
ทันใดนั้นก็มีเงาปรากฏขึ้นที่หน้าประตู คนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้อง หลี่เหยียนกับนักพรตแซ่อวี๋ต่างก็ตกใจ พอเห็นหน้าตาของคนคนนั้นชัด ๆ นักพรตแซ่อวี๋ก็รีบลุกขึ้นยืน คำนับ "คารวะท่านอาจารย์อาหลี่"
คนคนนั้นรูปร่างสูงโปร่ง อายุประมาณยี่สิบต้น ๆ หน้าตาหล่อเหลา ริมฝีปากมีสีเลือดกำลังพอเหมาะ ฟันขาว คิ้วเข้ม ตาคม ผมดำขลับมัดรวบแบบลวก ๆ ปล่อยยาวลงมาประบ่า สวมชุดคลุมยาวสีเขียวเข้ม ดูสง่างาม
หลี่เหยียนเห็นคนคนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า ‘หน้าตาดีจริง ๆ’
คนคนนั้นมองนักพรตแซ่อวี๋และโบกมือ "อ้อ ศิษย์หลานนี่เอง ศิษย์น้องหลี่อยู่ที่นี่คงทำให้พวกเจ้าลำบากแล้ว เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าจะคุยกับศิษย์น้องหลี่สักสองสามคำ แล้วก็พาเขากลับไปที่ยอดเขาไผ่น้อย เรื่องนี้อาจารย์ลุงเฟิงรู้แล้ว"
นักพรตแซ่อวี๋ได้ฟังก็ตกใจ ‘ศิษย์น้องหลี่? พากลับไปที่ยอดเขาไผ่น้อย? หมายความว่าเด็กคนนี้จะได้เป็นศิษย์ของยอดเขาไผ่น้อยงั้นหรือ? ดูเหมือนว่าเรื่องร่างพิษแหลกสลายของเขาคงถูกผู้ใหญ่ข้างบนตัดสินใจแล้วกระมัง
เฮ้อ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็คงไม่ได้ข้อมูลอะไรจากเขาอีกแล้ว ข้าก็แค่คนที่พบเขาก่อน และแค่ช่วยเขาเอาไว้ จึงได้รับหน้าที่ให้มาดูแล มิฉะนั้นด้วยฐานะของข้า คงไม่มีโอกาสได้มาอยู่ที่นี่ เดิมทีข้าคิดจะใช้โอกาสนี้ดูว่าพอจะถามวิธีการฝึกฝนร่างพิษแหลกสลายได้ไหม
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะก้าวหน้าไปไกลแล้ว เพียงแต่ได้ยินมาว่าเขามีรากวิญญาณหลากธาตุ ทำไมผู้ใหญ่ข้างบนถึงให้เขาไปอยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อยล่ะ?’ เขามีข้อสงสัยมากมาย แต่ก็ไม่กล้าถามออกไป ถึงแม้เขาจะรู้จักอาจารย์อาคนนี้ แต่ในสำนักใหญ่ขนาดนี้อาจารย์อาคงจำเขาไม่ได้
เขารีบคำนับอีกครั้ง แล้วยังคำนับหลี่เหยียนที่นั่งอยู่บนเตียง จากนั้นจึงหันหลังเดินออกไป
หลี่เหยียนฟังแล้วก็งงไปหมด เห็นนักพรตแซ่อวี๋แสดงความเคารพต่อคนตรงหน้าอย่างกะทันหัน ก็รู้สึกแปลกใจ จึงยิ้มให้พร้อมกับโค้งคำนับ แต่ไม่ได้พูดอะไร
หลี่อู๋อี มองดูหลี่เหยียนครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มออกมา "ฮ่า ๆ ศิษย์น้องหลี่ บังเอิญจริง ๆ ข้าก็แซ่หลี่เหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นญาติกับเจ้าเมื่อหลายพันปีก่อนก็ได้ ข้าชื่อหลี่อู๋อี ต่อไปพวกเราก็จะอยู่ยอดเขาลูกเดียวกัน เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน เจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่หลี่หรือศิษย์พี่ใหญ่ก็ได้"
หลี่อู๋อีหัวเราะอย่างสดใส คำพูดไม่กี่คำทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ
หลี่เหยียนมีสีหน้าสงสัย "ศิษย์พี่ใหญ่? ยอดเขาลูกเดียวกัน? สำนักเดียวกัน? นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
หลี่อู๋อี ยิ้ม "ดูเหมือนศิษย์หลานคนนั้นจะยังไม่ได้บอกเจ้า งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังคร่าว ๆ สำนักของพวกเราชื่อว่าสำนักหวั่งเหลี่ยง เป็นหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ของทวีปแห่งนี้ ในสำนักแบ่งออกเป็นห้ายอดเขา ได้แก่ 'ยอดเขามหาปกครอง' 'ยอดเขาไม่พราก' 'ยอดเขาสี่ทิศ' 'ยอดเขาแมลงวิญญาณ' และ 'ยอดเขาไผ่น้อย'
แต่ละยอดเขาต่างก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนที่แตกต่างกัน ยอดเขามหาปกครองเน้นการปรุงยาและปลูกพืช ศิษย์ของยอดเขานี้จะปรุงยาเซียน เป็นยาบำรุงกับยาพิษต่าง ๆ อีกทั้งยังดูแลการปลูกพืชวิญญาณกับพืชพิษต่าง ๆ เคล็ดวิชาเซียนของยอดเขานี้เน้นธาตุไฟกับธาตุไม้
ยอดเขาไม่พรากเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนและพัฒนากู่ชนิดต่าง ๆ เพราะกู่ส่วนใหญ่หลังจากที่ฝังหรือเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้ว ก็จะหลอมรวมเข้ากับร่างกาย ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ จึงได้ชื่อนี้ เคล็ดวิชาเซียนของยอดเขานี้เน้นธาตุทอง
*กู่ เป็นคำเรียกสัตว์พิษของจีน หมายถึง สัตว์เลี้ยงจำพวก หนอน แมลง หรือสัตว์มีพิษ ที่ผ่านการเลี้ยงและฝึกฝนด้วยวิธีพิเศษจนมีพลังวิเศษหรือพิษร้ายแรง มักใช้ใน การควบคุมหรือทำร้ายผู้อื่น
ยอดเขาสี่ทิศเน้นการวางเขตอาคมหลอนประสาท เขตอาคมสังหาร หรือเขตอาคมที่ใช้หมอกพิษกับควันพิษ เคล็ดวิชาเซียนของยอดเขานี้เน้นธาตุไม้
ยอดเขาแมลงวิญญาณเน้นการเลี้ยงดูแมลงพิษกับสัตว์พิษต่าง ๆ เคล็ดวิชาเซียนของยอดเขานี้เน้นธาตุไม้
ส่วนยอดเขาไผ่น้อยจัดอยู่ในประเภทจับฉ่าย จะบอกว่าเป็นฝ่ายเสบียงก็ได้ เพราะว่าทำทุกอย่าง ตั้งแต่ทำอาหาร รดน้ำต้นไม้ ปลูกพืช หรือแม้แต่เลี้ยงดูแมลงพิษ และเคล็ดวิชาเซียนของยอดเขานี้มีทุกธาตุ"
สิ่งที่เขาพูดมา ล้วนเป็นวิชาที่ชั่วร้าย แต่เขากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง เหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติ พูดจบเขาก็มองหลี่เหยียน
หลี่เหยียนหน้าซีดเผือดเล็กน้อย คิดในใจว่า ‘นี่เป็นสำนักเซียนแบบไหนกัน? ทำไมถึงมีแต่วิชาชั่วร้ายไปเสียทั้งหมด?’
หลี่อู๋อี ยิ้มแล้วพูดต่อ "แต่ละยอดเขาเป็นยังไง เจ้าเข้าสำนักไปสักพักก็จะรู้เอง เพราะเจ้าฝึกเคล็ดวิชาม่านราตรีสีครามของสำนัก จึงเป็นศิษย์ของสำนักแล้ว เรื่องนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เดิมทีเคล็ดวิชาเซียนที่เจ้าฝึกฝนเป็นเคล็ดวิชาพื้นฐานของยอดเขาแมลงวิญญาณ แต่ร่างกายของเจ้ากลับมีธาตุน้ำมากที่สุด ไม่ใช่ธาตุไม้ สุดท้ายสำนักจึงให้เจ้าไปอยู่ที่ยอดเขาไผ่น้อย แต่เพราะอาจารย์ของพวกเราเป็นถึงผู้บำเพ็ญเซียนขอบเขตแก่นทองคำ ตอนนี้เจ้าจึงเป็นได้แค่ศิษย์นอกสำนัก พอเจ้าฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐาน ก็จะเป็นศิษย์ของอาจารย์อย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญหรอก ศิษย์น้องตั้งใจฝึกฝน จะบรรลุเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องของเวลา”
หลี่อู๋อีไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าหลี่เหยียนมีรากวิญญาณหลากธาตุ แค่บอกว่ามีธาตุน้ำมากกว่าเล็กน้อย กลับเป็นคำพูดให้กำลังใจเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ พูดจบก็มองหลี่เหยียน
หลี่เหยียนได้ฟังก็ไม่ได้มีสีหน้าดีใจอะไร เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าไม่เข้าสำนักได้ไหม? ข้าอยากกลับบ้าน"
หลี่เหยียนไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่า "ศิษย์พี่" และเขานั่งอยู่ครู่หนึ่งก็สงบสติอารมณ์ลงได้ ตอนนี้พอจะรู้เรื่องการบำเพ็ญเซียนบ้างแล้ว แน่นอนว่ารู้ถึงข้อดีของการเข้าสำนักเซียน ยิ่งไปกว่านั้นตงฝูอียังแนะนำให้เขาเข้าสำนักเซียนด้วย ตอนนี้ไม่เพียงแต่มีโอกาสเข้าสำนักเซียน แต่ยังเป็นหนึ่งในสำนักเซียนระดับสูงสุดของทวีปแห่งนี้อีกด้วย ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ว่าได้
แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดคือครอบครัวของเขา แม่ทัพกับกุนซือที่ด่านขุนเขามรกตตายไปแล้ว ต่อไปแคว้นเหมิงจะต้องฉวยโอกาสโจมตีแน่ หมู่บ้านตระกูลหลี่อยู่ใกล้ชายแดนมาก ใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งวันก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นพ่อแม่ พี่ชายและพี่สาวจะทำอย่างไร? เขายิ่งคิดก็ยิ่งกังวล และยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีเคล็ดวิชาเซียนคัมภีร์วารีครบชุด พอจัดการเรื่องที่บ้านเสร็จแล้ว เขาจะไปหาสถานที่ที่มีพลังปราณ บำเพ็ญเซียนอย่างอิสระก็ได้
"กลับบ้าน?" หลี่อู๋อีมีสีหน้าตกใจ ไม่คิดว่าจะได้คำตอบแบบนี้ เพราะสำนักหวั่งเหลี่ยงเชียวนะ เป็นถึง "สำนักหวั่งเหลี่ยง" ถึงแม้จะไม่ใช่พรรคธรรมะ แต่ก็เป็นหนึ่งในสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งนี้ ถึงขั้นยังมีผู้บำเพ็ญเซียนที่ไม่อยากเข้าร่วมด้วย เห็นได้ชัดว่าคนตรงหน้าไม่ใช่พวกหัวโบราณ ทั้งยังฝึกวิชาได้ระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องรู้เรื่องการบำเพ็ญเซียนบ้าง เหตุใดถึงมีความคิดแบบนี้ได้?
"ฮ่า ๆ ข้าดูแล้วศิษย์น้องน่าจะมีพลังระดับขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองแล้วกระมัง? ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้าจากอาจารย์แล้ว เจ้าถูกคนหลอกลวงจึงได้เข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียน เรื่องราวในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนคงไม่รู้ แต่การบำเพ็ญเซียนนั้น ประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือทำให้เป็นอมตะ ทำให้อายุยืนยาวกว่าคนธรรมดาหลายเท่า หรืออาจจะหลายสิบเท่า ถ้าได้พบโอกาสที่ดี บางทีอาจจะอายุยืนเท่าฟ้าดินก็ได้ เจ้าดูข้าสิ จริง ๆ แล้วข้าอายุเจ็ดสิบสี่ปีแล้ว นี่แหละข้อดีของการบำเพ็ญเซียน ฮ่า ๆ!! อีกทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์มากมาย เคลื่อนย้ายแม่น้ำถมทะเล พ่นควันพ่นหมอก จะว่าไปก็ทำได้..."
หลี่อู๋อีคิดว่าหลี่เหยียนไม่รู้เรื่องการบำเพ็ญเซียน จึงได้ตอบแบบนั้น เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วอธิบายให้ฟัง แต่พูดได้ไม่กี่คำก็ถูกหลี่เหยียนขัดจังหวะ
"ขอบคุณในความหวังดีของท่าน เพียงแต่ตอนนี้แม่ทัพกับกุนซือที่ชายแดนบ้านเกิดของข้าตายไปแล้ว แคว้นเหมิงคงจะบุกโจมตีในเร็ว ๆ นี้ บ้านของข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นั่น ข้าต้องรีบกลับไปบอกให้พวกเขาย้ายหนี" หลี่เหยียนไม่ใช่คนพูดมาก และเขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจความคิดของเขา จึงพูดตรง ๆ
ในขณะเดียวกันเขาก็ตกใจ ‘ขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สอง? ข้าเข้าสู่ขอบเขตรวมลมปราณขั้นที่สองแล้วหรือ?’ ตั้งแต่ที่เขาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนฝันไป ถูกคนถามนู่นถามนี่ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย จึงไม่ได้สนใจระดับพลังของตัวเอง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า ทั้งยังไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ครู่หนึ่งเขาก็หยุดตรวจสอบ เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาตรวจสอบพลังของตัวเอง
หลี่อู๋อีได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
"อ้อ เป็นเรื่องนี้เอง เจ้าไม่ต้องกังวลไป สำนักเซียนขนาดใหญ่สี่แห่งแบ่งเขตการปกครองในทวีปแห่งนี้ บ้านเกิดของเจ้าอยู่ในการปกครองของสำนักเซียนที่สังกัดสำนักหวั่งเหลี่ยง ราชวงศ์ในแถบนั้นล้วนได้รับการสนับสนุนหรือแต่งตั้งโดยพวกเรา เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องที่แคว้นเหมิงจะยกทัพมา เพราะเจ้ามีร่างพิษแหลกสลาย ศิษย์หลานที่พาเจ้ากลับมาจึงมั่นใจว่าเจ้าจะต้องเข้าร่วมสำนัก ดังนั้นจึงได้แจ้งให้สำนักเซียนที่ดูแลเขตนั้นทราบ ให้พวกเขายับยั้งการโจมตีจากแคว้นศัตรูและรอฟังคำสั่ง มิฉะนั้นแคว้นเหมิงก็ไม่มีความจำเป็นต้องคงอยู่ นี่เป็นสิทธิพิเศษของศิษย์ในสำนักเซียน แน่นอนว่าสิทธิพิเศษนี้มีแค่ในสำนักเซียนระดับสองขึ้นไป ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันไม่ให้ครอบครัวของศิษย์ได้รับอันตราย แล้วศิษย์จะมาแก้แค้น
แต่สิทธิพิเศษนี้ใช้ได้แค่กับญาติสายตรงเท่านั้น ส่วนลูกหลานหรือญาติห่าง ๆ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว มิฉะนั้นถ้าคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้น หลายร้อยล้านปีมานี้แคว้นไหนบ้างที่ไม่มีผู้บำเพ็ญเซียน? คงไม่มีแคว้นไหนเหลือแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักหวั่งเหลี่ยง คิดตามเวลาดู คงจะมีคนของสำนักเซียนที่สังกัดเราไปสืบหาพ่อแม่พี่น้องของเจ้าแล้ว ทั้งยังดูแลพวกเขา หรือต่อให้สองแคว้นทำสงครามกันจริง ๆ คิดว่าก็คงไม่มีปัญหาอะไร " พูดถึงตรงนี้ ดวงตาของหลี่อู๋อีก็มีแววตาแห่งความภาคภูมิใจ
หลี่เหยียนได้ฟังก็ไม่เชื่อ คิดว่าพวกเขาแค่อยากให้เขาอยู่ที่นี่ เพื่อเอาอะไรบางอย่างจากเขา
เพราะเขายังเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเซียนมือใหม่ที่เพิ่งจะรู้เรื่องบ้างเท่านั้น จะไปเชื่อได้ยังไงว่าแคว้นที่ยิ่งใหญ่จะถูกควบคุมโดยสำนักเซียน ทั้งยังมีหลายแคว้นที่อยู่ในการปกครองของสำนักเซียนเดียวกันอีก
อีกทั้งเขาก็ยังมีเรื่องกังวลใจ มันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เขาอยากจะจากไป