- หน้าแรก
- ยอดสิงขราปัทมามรกต
- บทที่ 29 กงล้อฉายเงา
บทที่ 29 กงล้อฉายเงา
บทที่ 29 กงล้อฉายเงา
“พวกเจ้าคือผู้ที่ตระกูลคัดเลือกมาจากบรรดาคนในตระกูลจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือการฝึกฝนพวกเจ้าให้กลายเป็นช่างหลอมอาวุธ”
สายตาของหวังเย่าซีกวาดมองคนทั้งห้าซึ่งรวมถึงหวังฉางเซิงทีละคน พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หวังหมิงเหมยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยพลางถามด้วยความสงสัย “ท่านอาเจ็ด การฝึกฝนช่างหลอมอาวุธหนึ่งคนต้องใช้หินวิญญาณไม่ใช่น้อย ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูล จะสามารถฝึกฝนช่างหลอมอาวุธพร้อมกันถึงห้าคนได้จริงหรือเจ้า? ข้าฟังผิดไป หรือท่านพูดผิดกันแน่?”
“ข้าพูดไม่ผิด และพวกเจ้าก็ฟังไม่ผิด ตระกูลต้องการฝึกฝนช่างหลอมอาวุธ แต่ไม่ใช่ทั้งห้าคน แต่จะเป็นการคัดเลือกสองคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดจากพวกเจ้าเพื่อฝึกฝนเป็นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงพักอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้วิชาการหลอมอาวุธกับข้า เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา05.00 – 06.59 น. จนถึงเวลา21.00 – 22.59 น. ข้าจะถ่ายทอดทุกอย่างที่เรียนรู้มาทั้งชีวิตให้แก่พวกเจ้า ส่วนเรื่องอาหารจะมีคนจัดเตรียมมาให้ พวกเจ้าเพียงแค่ตั้งใจเรียน จงจำไว้ว่า หินวิญญาณทุกก้อนที่เสียไปกับการเรียนวิชาหลอมอาวุธของพวกเจ้าล้วนแลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อของคนในตระกูลคนอื่นๆ พวกเจ้าต้องรู้จักคว้าโอกาสนี้ไว้ ตระกูลฝากความหวังไว้กับพวกเจ้าทั้งห้าคนมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของพวกหวังฉางเซิงและทั้งห้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
หวังหมิงเหมยลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “ท่านอาเจ็ด ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลยว่า ตระกูลเอาหินวิญญาณมากมายมาจากไหนเจ้าคะ?”
“หวังฉางเซิงบังเอิญพบเหมืองโลหะในหมู่บ้านชิงสือ อำเภอผิงอัน ตระกูลเราจึงมีกำลังทรัพย์พอที่จะฝึกฝนช่างหลอมอาวุธ เรื่องนี้เป็นความลับของตระกูล ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เอาละ ไม่ต้องพูดไร้สาระแล้ว พวกเจ้าตามข้าเข้ามา ข้าจะเริ่มสอนบทเรียนให้”
เมื่อหวังเย่าซีพูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปในห้อง หวังหมิงเหมยและคนอื่นๆ รีบเดินตามไป
ในห้องโถงมีโต๊ะไม้หกตัวและเก้าอี้ไม้หกตัววางเรียงอยู่ บนโต๊ะไม้แต่ละตัวมีสมุดบันทึกสีน้ำเงินเล่มใหม่วางไว้
หวังเย่าซีเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวหน้าสุด แล้วบอกให้พวกหวังฉางเซิงนั่งลงเช่นกัน
“นี่คือบันทึกประสบการณ์และความรู้ด้านการหลอมอาวุธที่ข้าเรียบเรียงขึ้นตลอดทั้งคืน และให้คนคัดลอกไว้หลายชุด จงเปิดไปหน้าแรก การหลอมอาวุธนั้นคล้ายกับการหลอมโอสถ คือต้องมีแผนผังการหลอม และต้องใส่ส่วนประกอบต่างๆ ลงในเตาตามลำดับ จุดที่แตกต่างกันคือ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการหลอมโอสถอยู่ที่การควบแน่นเม็ดยา ส่วนขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการหลอมอาวุธคือการสลักอักขระวิญญาณ อักขระวิญญาณมี...”
หวังเย่าซีตั้งใจสอนเป็นอย่างมาก หลังจากสอนจบหนึ่งหัวข้อ เขาจะเปิดโอกาสให้พวกหวังหมิงเหมยซักถามเพื่อคลายข้อสงสัย ก่อนจะเริ่มสอนหัวข้อถัดไป
พวกหวังฉางเซิงทั้งห้าตั้งใจฟังอย่างมาก พวกเขาต่างเห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้มาอย่างยากลำบากนี้
หวังเย่าซีเริ่มจากการอธิบายหลักการพื้นฐานของการหลอมอาวุธก่อน จากนั้นจึงแนะนำความรู้ด้านการหลอมอาวุธ และสั่งให้พวกเขาท่องจำให้ขึ้นใจ
เวลาผ่านไปสองเดือน พวกหวังฉางเซิงไม่เคยออกไปจากบริเวณบ้านเลย และไม่มีใครมารบกวนพวกเขา อาหารของพวกเขาถูกส่งมาโดยคนรับใช้พิเศษ
ช่วงกลางวันพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับการหลอมอาวุธ ส่วนกลางคืนก็บำเพ็ญเพียร ชีวิตในแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างคุ้มค่านัก
หลังจากเรียนรู้มาสองเดือน ทั้งห้าคนก็เริ่มมีความเข้าใจในวิถีแห่งการหลอมอาวุธในระดับหนึ่ง และสามารถท่องจำความรู้พื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว
ค่ำคืนยามราตรีที่เงียบสงัด
ภายในห้องหนังสือ หวังหมิงหย่วนกำลังสนทนาบางอย่างกับหวังเย่าซี
“หวังหมิงหย่วน เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว หวังหมิงจื้อยังไม่กลับมาอีกหรือ? ข้าสอนทฤษฎีมาสองเดือนเต็มแล้ว จำเป็นต้องเริ่มลงมือปฏิบัติจริงเสียที ต่อให้ทฤษฎีจะแน่นแค่ไหน แต่หากภาคปฏิบัติไม่ผ่านก็ใช้ไม่ได้! ตอนนี้พวกเขาท่องจำความรู้พื้นฐานจนขึ้นใจแล้ว ข้าต้องการสอนพวกเขาหลอมอาวุธจริงๆ”
หวังเย่าซีขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยเร่ง
“ท่านลุงที่เจ็ด ท่านรออีกสักนิดเถิด พี่ใหญ่จากไปสองเดือนแล้ว ควรจะใกล้กลับมาแล้วละครับ ท่านก็สอนเรื่องอื่นไปก่อน ทันทีที่พี่ใหญ่กลับมา ข้าจะรีบส่งวัตถุดิบหลอมอาวุธไปให้ทันที”
หวังเย่าซีถอนหายใจเบาๆ พลางพยักหน้า “ตกลง...”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น พร้อมกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี “น้องสาม น้องสาม ข้ากลับมาแล้ว”
ชายร่างกำยำผู้หนึ่งเดินเข้ามา เขามีใบหน้าคมสันและมีเคราครึ้มที่แก้ม
เมื่อหวังหมิงหย่วนเห็นเขาก็ดีใจมาก รีบถามขึ้นทันที “พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว การเดินทางราบรื่นดีไหมครับ?”
ชายผู้นี้คือหวังหมิงจื้อ พี่ชายของหวังหมิงหย่วน และเป็นบิดาของหวังฉางเสวี่ย
ปีนี้หวังหมิงจื้ออายุ 55 ปี มีระดับการฝึกตนอยู่ที่ขั้นฝึกพลังปราณระดับแปด ซึ่งล่วงเลยวัยที่เหมาะสมที่สุดในการก้าวเข้าสู่ ขั้นสร้างฐานไปแล้ว เขาจึงรับหน้าที่ดูแลการขนส่งสินค้า
ครั้งนี้เขาพาสมาชิกในตระกูล 15 คน คุ้มกันโลหะสองร้อยกิโลไปยังตลาดนัดแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่ เพื่อแลกกับวัตถุดิบหลอมอาวุธระดับมนุษย์ขั้นต่ำ
“ด้วยความคุ้มครองจากบรรพชน ทุกอย่างราบรื่นดี น้องสาม ตามที่เจ้าสั่งไว้ หินวิญญาณร้อยละ 80 ถูกใช้ไปกับการจัดซื้อวัตถุดิบหลอมอาวุธระดับมนุษย์ขั้นต่ำ นี่คือวัตถุดิบที่เจ้าต้องการและหินวิญญาณที่เหลือ รายการสินค้าก็เขียนไว้เรียบร้อยแล้ว”
หวังหมิงจื้อหยิบถุงเก็บของสีเขียวออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หวังหมิงหย่วน
หวังหมิงหย่วนรับถุงเก็บของมา แล้วใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบดูก็รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
“ดีเหลือเกิน ท่านลุงที่เจ็ด ข้าขอตรวจสอบบัญชีก่อน พรุ่งนี้เช้าจะส่งวัตถุดิบไปให้ท่านครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”
หวังเย่าซีพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ได้ เจ้าเองก็อย่าหักโหมจนดึกนัก พยายามรีบนอนเสีย หมิงจื้อเองก็เหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”
“ท่านลุงที่เจ็ด ข้าไม่เหนื่อยหรอก ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องรายงานน้องสาม ท่านไปพักผ่อนก่อนเถิด”
หลังจากส่งหวังเย่าซีกลับไปแล้ว หวังหมิงหย่วนก็รินน้ำชาให้หวังหมิงจื้อหนึ่งจอก แล้วถามด้วยความอยากรู้ “พี่ใหญ่ เล่ารายละเอียดการขนส่งสินค้าครั้งนี้ให้ข้าฟังหน่อยสิครับ”
หวังหมิงจื้อดื่มน้ำชาจนหมดจอกเพื่อความชุ่มคอ แล้วเริ่มเล่า “หลังจากพวกเราออกจากเขาชิงเหลียน...”
ช่วงปลายยาม (03.00 – 04.59 น.) ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง
พวกหวังฉางเซิงและอีกสี่คนตื่นนอนตรงเวลา หลังจากล้างหน้าแล้วก็เริ่มทานมื้อเช้า
มื้อเช้านั้นเรียบง่ายมาก มีโจ๊กพุทราวิญญาณหม้อใหญ่และหมั่นโถวลูกใหญ่สิบลูก
โจ๊กพุทราวิญญาณทำมาจากข้าววิญญาณและพุทราวิญญาณระดับมนุษย์ขั้นต่ำ พุทราวิญญาณใช้เวลาสองปีกว่าจะสุก ซึ่งให้ผลดีเทียบเท่ากับข้าววิญญาณระดับมนุษย์ขั้นกลาง ส่วนหมั่นโถวนั้นทำมาจากข้าววิญญาณระดับมนุษย์ขั้นต่ำ ซึ่งมีพลังวิญญาณไม่มากเท่าโจ๊กพุทรา
มีพุทราวิญญาณไม่กี่ลูกลอยอยู่ในโจ๊ก และชามของหวังฉางเซิงและอีกสี่คนเต็มไปด้วยโจ๊กสีขาวธรรมดา
“ข้าอิ่มแล้ว พวกเจ้าค่อยๆ กินไปนะ ข้าฉางห้วน ข้าฉางเซิง พวกเจ้าสองคนกินโจ๊กให้หมด ห้ามเหลือทิ้งเด็ดขาด พี่สะใภ้และคนอื่นๆ ตื่นมาทำมื้อเช้าให้พวกเราแต่เช้า จะปล่อยให้เสียของไม่ได้”
หวังหมิงเหมยวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าก็อิ่มแล้ว หวังฉางเซิง หวังฉางห้วน ฝากพวกเจ้าด้วยนะ”
หวังหมิงต้งเองก็วางตะเกียบลงเช่นกัน
หวังหมิงช่านวางตะเกียบแล้วหยิบหมั่นโถวสองลูกเดินเข้าไปในห้อง “พวกเจ้าค่อยๆ กินไปนะ ข้าจะไปทบทวนเนื้อหาที่ท่านอาเจ็ดสอนเมื่อวานเสียหน่อย”
หวังฉางเซิงและหวังฉางห้วนมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างเห็นประกายความซึ้งใจในแววตาของกันและกัน
ทุกครั้งที่ทานข้าว หวังหมิงเหมยทั้งสามคนมักจะเหลืออาหารที่มีพลังวิญญาณเข้มข้นไว้ให้หวังฉางเซิงและหวังฉางห้วนเสมอ โดยบอกว่าพวกเขายังอยู่ในวัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียร จึงควรทานของวิญญาณให้มากหน่อยเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกตน แน่นอนว่าหวังหมิงเหมยทั้งสามคนก็ทานจนอิ่ม ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองหิว
ความเมตตาของผู้อาวุโสทำให้หวังฉางเซิงและหวังฉางห้วนซาบซึ้งใจยิ่งนัก เมื่อหวังเย่าซีสอนสั่ง พวกเขาจึงตั้งใจฟังเป็นพิเศษ ทุกวันจะตื่นก่อนเวลาครึ่งชั่วยามเพื่อทานมื้อเช้าและทบทวนสิ่งที่เรียนมาเมื่อวาน
“น้องเก้า รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้ไปทบทวนสิ่งที่ท่านลุงที่เจ็ดสอนเมื่อวาน”
“ครับพี่แปด พุทราวิญญาณนี่พวกเราแบ่งกันคนละครึ่งเถอะนะ”
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ หวังฉางเซิงและหวังฉางห้วนก็เข้าไปในห้องเพื่อทบทวนบทเรียน
บนโต๊ะของแต่ละคนมีหินจันทรา วางอยู่หนึ่งก้อน พวกเขาต่างนิ่งเงียบ ถือสมุดบันทึกไว้ในมือและอ่านอย่างตั้งใจ
ไม่นานนัก หวังเย่าซีก็เดินเข้ามา
“ท่านลุงที่เจ็ด”
เมื่อพวกหวังหมิงเหมยเห็นหวังเย่าซี ต่างก็รีบทักทาย
หวังเย่าซีพยักหน้า ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าสอนทฤษฎีพวกเจ้ามาสองเดือนแล้ว ถึงเวลาที่พวกเจ้าต้องเริ่มหลอมอาวุธเสียที”
ดวงตาของหวังหมิงเหมยเป็นประกายพลางถามด้วยความยินดี “ท่านลุง พวกเราจะได้ลงมือหลอมอาวุธแล้วหรือ?”
“พูดให้ถูกคือ ให้พวกเจ้าดูว่าวีธีการหลอมอาวุธอย่างไร เพื่อสะสมประสบการณ์ หากแค่อ่านคัมภีร์หลอมอาวุธไม่กี่เล่มแล้วลงมือทำเลย ถ้าสำเร็จก็แปลกแล้ว หากการอ่านคัมภีร์ไม่กี่เล่มสามารถทำให้ช่างหลอมอาวุธปรากฏขึ้นได้ง่ายๆ ช่างหลอมอาวุธก็คงมีอยู่เต็มเมืองไปแล้ว”
หวังเย่าซีหงายฝ่ามือซ้ายขึ้น กงล้อสีเงินขนาดเท่าฝ่ามือก็ปรากฏขึ้น มือขวาพลันร่ายอาคม สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่กงล้อสีเงินนั้น
แสงสีเงินเจิดจ้าพลันสว่างขึ้น พร้อมกับอักขระวิญญาณสีเงินหนาตาที่ปรากฏออกมา
“รวม!”
แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งออกจากกงล้อ หลังจากพร่าเลือนไปครู่หนึ่งก็กลายเป็นกระจกสีเงินขนาดประมาณ 1 เมตร] ภายในกระจกปรากฏภาพผู้เฒ่าสวมชุดคลุมสีเขียวอมฟ้า ดูเมตตา ตรงหน้าเขามีเตาทองแดงสีเขียว ตั้งอยู่ เตาทองแดง รูปทรงกลมมน มีสี่ขาและสองหู พื้นผิวสลักเป็นรูปดอกบัว
+2
“กงล้อฉายเงา!”
หวังหมิงต้งอุทานออกมาด้วยความตกใจ แววตาฉายแววประหลาดใจอย่างยิ่ง