เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 การแปลงร่างเป็นศพ

บทที่ 11 การแปลงร่างเป็นศพ

บทที่ 11 การแปลงร่างเป็นศพ


หวังฉางเซิงหยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน พร้อมกับไข่วิญญาณและยันต์เหินเวหา แล้วยื่นทั้งหมดให้กับเด็กสาวชุดเขียว

ก่อนที่หวังฉางเซิงจะเดินทางไปรับตำแหน่งที่อำเภอผิงอัน หลิวชิงเอ๋อร์ได้มอบยันต์เหินเวหาไว้ให้หนึ่งแผ่น พร้อมกำชับให้เขาใช้หลบหนีหากตกอยู่ในอันตราย

แต่เพื่อให้การบำเพ็ญเพียรรวดเร็วยิ่งขึ้น เขาจึงจำใจต้องนำมันออกมาแลกเปลี่ยน ยันต์เหินเวหาหนึ่งแผ่นมีมูลค่ามากกว่า 30 หินวิญญาณ ความเร็วของมันเหนือกว่าวิชาขี่เมฆมากนัก จึงถือเป็นของที่ค่อนข้างล้ำค่า

เด็กสาวในชุดสีเขียวยิ้มอย่างงดงาม นางส่งมุกวารีให้หวังฉางเซิงแล้วกล่าวว่า "ตกลง มุกวารีชิ้นนี้เป็นของสหายเต๋าแล้ว เพียงแค่ใส่พลังเวทเล็กน้อย ของสิ่งนี้ก็จะค่อยๆ รวบรวมพลังวิญญาณน้ำเอง"

"เอ๊ะ แม่นางเป็นศิษย์ตระกูลหลินแห่งเขาใบไม้แดงหรือ" เมื่อหวังฉางเซิงรับมุกวารีมา เขาเหลือบไปเห็นลวดลายใบไม้สีแดงที่ปักอยู่บนแขนเสื้อของนาง จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

ฐานที่มั่นของตระกูลหวังอยู่ที่เขาดอกบัวเขียว คนในตระกูลจึงมักแนะนำตัวว่ามาจากตระกูลหวังแห่งดอกบัวเขียว

ส่วนตระกูลหลินแห่งเขาใบไม้แดงก็เป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน ตั้งอยู่ที่เมืองกวงหลิง มณฑลหนิงโจว ความแข็งแกร่งของตระกูลหลินเหนือกว่าตระกูลหวังหลายเท่า เฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างฐานก็มีถึง 5 ท่าน ถือเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในหนิงโจว ว่ากันว่าตระกูลหลินมีสำนักจื่อเซียวหนุนหลัง และมีคนในตระกูลเข้าเป็นศิษย์ที่นั่นหลายคน

"ฟังจากน้ำเสียงของสหายเต๋า ท่านเองก็น่าจะมาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกันสินะ" หลินยู่เหยาคลี่ยิ้มพลางถามกลับ ข้าคือ หวังฉางเซิง แห่งตระกูลหวังดอกบัวเขียว"

การได้รู้จักกับคนจากตระกูลหลินแห่งเขาใบไม้แดงถือว่าไม่เลว แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือ เหตุใดคนตระกูลหลินถึงมาตั้งแผงลอยที่ตลาดชิงจู๋ หรือจะเป็นตัวปลอม? แต่เขาก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไป เพราะการแอบอ้างเป็นคนตระกูลหลินนั้นไม่ต่างจากการหาที่ตาย

"ที่แท้ก็สหายเต๋าหวังนี่เอง น้องหญิงมีนามว่าหลินยู่เหยา สหายเต๋ายังมีไข่วิญญาณอีกหรือไม่? ข้าขอยอมแลกด้วยสิ่งของหรือหินวิญญาณก็ได้" หลินยู่เหยากล่าวอย่างจริงใจ

"ไม่มีแล้ว ผข้ามีไข่วิญญาณเพียงฟองเดียวเท่านั้น"

แววตาของหลินยู่เหยาฉายความผิดหวังก่อนจะกลับเป็นปกติ "สหายเต๋าหวัง ลองดูของชิ้นอื่นดูสิ มีอะไรที่อยากแลกเปลี่ยนอีกไหม?"

หวังฉางเซิงยิ้มเจื่อน "ข้ากระเป๋าแห้งนัก คงไม่มีสิ่งใดมาแลกได้อีก ไม่ขอรบกวนการค้าของแม่นางหลินแล้ว" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป

เดินไปได้ไม่ไกลนัก ชายชราในชุดคลุมสีเขียวก็เดินสวนมา ชายชราผู้นั้นมีผมและเคราสีขาวใบหน้าแดงระเรื่อ ที่เอวคาดน้ำเต้าสีเขียว มีกลิ่นสุราโชยมาแต่ไกล

"หลินยู่เหยา ยังแลกของไม่เสร็จอีกหรือ?" ชายชราถามด้วยความห่วงใย

หลินยู่เหยาขมวดคิ้ว "ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงดื่มหนักเช่นนี้? แล้วท่านแม่ล่ะ!"

"วันนี้พ่อดีใจ เลยดื่มกับท่านลุงของเจ้าไปไม่กี่จอก เจ้ามาเพื่ออวยพรวันเกิดท่านยาย ไม่ใช่มาเพื่อค้าขาย ให้ครอบครัวท่านลุงรอนานมันดูไม่งาม รีบเก็บแผงแล้วตามพ่อไปกินข้าว แม่ของเจ้าช่วยงานอยู่ในครัวเลยให้พ่อมาตาม" หลินยู่เหยาพยักหน้ารับคำ เก็บข้าวของแล้วเดินจากไปพร้อมชายชรา

ตลาดชิงจู๋มีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่ง แต่การเข้าพักต้องใช้หินวิญญาณ หวังฉางเซิงต้องการประหยัดจึงไม่ได้พักที่นั่น เขาเดินวนรอบถนนหนึ่งรอบก่อนจะกลับมาที่ลานกว้าง ที่มุมลานมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ต้องการประหยัดหินวิญญาณจับกลุ่มกัน บ้างก็เปิดตำราอ่าน บ้างก็สนทนาพาที หวังฉางเซิงหามุมสงบ หยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วจดจ่ออ่านอย่างเพลิดเพลิน เขาอ่านเช่นนั้นอยู่ทั้งคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น หวังฉางเซิงเก็บตำรา ลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วเดินออกจากตลาด

เมื่อพ้นป่าไผ่ เขาพึมพำคาถาเบาๆ ทันใดนั้นก็มีเมฆสีขาวผุดขึ้นใต้เท้า พยุงร่างเขาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วบินลับหายไป

ตอนเที่ยง หวังฉางเซิงกลับมาถึงเกาะดอกบัว เขาไม่รอช้า รีบนำมุกวารีออกมาเริ่มทำการหลอมรวม เขาโยนมุกขึ้นไปกลางอากาศ ปลายนิ้วร่ายเวทตกลงบนมุกวารีอย่างต่อเนื่อง มุกวารีประกอบด้วยมุกหอยมุก 6 เม็ด แต่ละเม็ดปรากฏอักขระวารีจำนวนมากพวยพุ่งออกมา

เวลาผ่านไปทีละน้อย เหงื่อที่ซึมบนหน้าผากของหวังฉางเซิง นิ้วมือยังคงร่ายเวทไม่หยุด

ผ่านไปสิบห้านาที หวังฉางเซิงก็หยุดร่ายเวท แสงของมุกวารีหรี่ลงแล้วตกลงบนมือของเขา

"ในที่ก็หลอมรวมสำเร็จเสียที!" หวังฉางเซิงถอนหายใจยาว เขาสะบัดข้อมือ มุกวารีลอยขึ้นไปอยู่ในอากาศ เขาใช้นิ้วชี้ไปยังมุกนั้น ทันใดนั้นมุกก็เปล่งแสงสีฟ้าเจิดจ้า ไม่นานนักรอบข้างก็มีละอองแสงสีฟ้าปรากฏขึ้น หวังฉางเซิงพยักหน้าด้วยความพอใจ เริ่มฝึกฝนพลังวิชาฝนขั้นที่สองเพื่อบำเพ็ญเพียรต่อไป

......

ที่หมู่บ้านชิงสือ หลี่เหรินเจี๋ยและหลี่เหรินอี้เป็นพวกอันธพาลชื่อดัง เอาแต่เที่ยวเตร่ ไม่ทำการทำงาน

ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน เดิมทีฐานะทางบ้านค่อนข้างร่ำรวย แต่หลังจากบิดาป่วยตาย ทั้งคู่ก็นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจจนเจ๊ง ต้องขายทรัพย์สินบรรพบุรุษประทังชีวิต แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้และขี้เกียจ ไม่นานเงินก็หมดสิ้น

ทั้งคู่จึงปรึกษากัน และเริ่มคิดแผนชั่วร้ายเกี่ยวกับ "คนตาย"

แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าขุดสุสานบรรพบุรุษตัวเอง แต่เป้าหมายคือตระกูลหวัง ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านชิงสือ ตระกูลหวังมีสมาชิกมากมาย ร้านข้าว ร้านผ้า โรงเตี๊ยมในหมู่บ้านกว่าครึ่งเป็นของตระกูลนี้ จนมีคำกล่าวว่า "หวังครึ่งฟ้า" ตระกูลหวังแม้จะเป็นคนนอกพื้นที่ แต่คนในตระกูลที่อยู่ในตัวอำเภอก็เป็นผู้มีหน้ามีตา ด้วยการสนับสนุนจากสายหลัก ตระกูลหวังจึงตั้งตัวในหมู่บ้านได้อย่างรวดเร็ว ธุรกิจใดที่ทำเงินได้ ย่อมมีคนตระกูลหวังเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ

ที่หมู่บ้านชิงสือมีการผลิตหินอ่อน และเหมืองหินที่ใหญ่ที่สุดสองแห่งก็อยู่ในมือตระกูลหวัง เมื่อเดือนก่อน ท่านผู้เฒ่าที่อาวุโสที่สุดในตระกูลหวังเพิ่งจัดงานฉลองอายุครบ 70 ปี เลี้ยงฉลองกันตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอยติดต่อกันถึงสามวัน

แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของตระกูล หลี่เหรินเจี๋ยและหลี่เหรินอี้ก็ไปร่วมเนียนกินข้าวด้วย เมื่อเห็นคนตระกูลหวังแต่งกายด้วยเครื่องทองของเงิน ในขณะที่พวกตนแม้แต่ข้าวสามมื้อยังหากินลำบาก ในใจก็เกิดความริษยา

ไม่กี่วันก่อน ท่านผู้เฒ่าโรคเก่ากำเริบจนสิ้นใจ และถูกฝังไว้ที่สุสานประจำตระกูลหวัง คืนนั้นในเวลาเที่ยงคืนซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนหลับใหล

สองพี่น้องตระกูลหลี่ได้มาถึงเชิงเขาที่เป็นยอดเขาสูง ไม่ไกลนักมีกระท่อมไม้หลังเล็กๆ ตั้งอยู่

สุสานตระกูลหวังตั้งอยู่บนยอดเขาชิงสือ เพื่อป้องกันการลักลอบขุดสุสาน ตระกูลหวังจึงส่งคนมาเฝ้าสองคน โดยสร้างกระท่อมไว้ที่ตีนเขา

ทุกๆ ช่วงเวลา คนเฝ้าสุสานจะเดินขึ้นไปตรวจตราบนเขา สองพี่น้องหลี่เฝ้าดูมาหลายวันจนรู้กำหนดการเคลื่อนไหวของคนเฝ้า เมื่อคนเฝ้าลงจากเขา ทั้งสองก็อาศัยความมืดลอบขึ้นไปบนภูเขา พวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดี พร้อมทั้งอุปกรณ์ครบมือ

"พี่ใหญ่ สุสานเยอะขนาดนี้ จะขุดหลุมไหนดี?" หลี่เหรินอี้มองดูหลุมศพนับร้อยด้วยความสับสน

"ขุดสุสานท่านผู้เฒ่าก่อนสิ เขาอาวุโสสูงสุด บ้านรวยขนาดนั้นต้องมีของมีค่าฝังไปด้วยเยอะแน่ๆ รีบหาเร็ว" ท่านผู้เฒ่าเพิ่งฝังได้ไม่นาน ป้ายหลุมศพยังใหม่จึงสังเกตเห็นได้ง่าย ไม่นานนักทั้งคู่ก็พบสุสานที่ต้องการ

ทั้งสองใช้เครื่องมือขุดสุสานท่านผู้เฒ่าออกมาอย่างง่ายดาย เป็นไปตามที่หลี่เหรินเจี๋ยคาด

ในโลงศพมีของมีค่ามากมาย และพวกเขาไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปแม้แต่ชิ้นเดียว เพื่อให้ค้นหาของได้สะดวก พวกเขาจึงหามร่างท่านผู้เฒ่าออกจากโลงแล้วทิ้งไว้บนพื้นดินอย่างไม่ใส่ใจ ในสภาพนอนหงายหน้าขึ้น โดยมีแสงจันทร์สาดส่องลงมาบนร่างนั้น

หลังจากขโมยทรัพย์สินไปจนหมด สองพี่น้องยังขุดสุสานอื่นๆ อีกสองสามแห่ง แต่ก็ไม่ได้อะไรนัก

"ครืนนน!" เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับสวรรค์กำลังตักเตือนในสิ่งที่พวกเขากำลังทำลงไป

"ฝนกำลังจะตกแล้ว คืนนี้เราได้ของดีมาเยอะแล้ว ไปกันเถอะ! วันหน้าถ้าขาดเงินค่อยมาขุดใหม่" ทั้งสองทิ้งเครื่องมือแล้วรีบหอบทรัพย์สินหนีไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องกึกก้อง ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เดิมทีคนเฝ้าสุสานจะต้องขึ้นมาตรวจตราตามกำหนด แต่เพราะฝนตกหนัก เขาจึงคิดว่าคงไม่มีใครบ้ามาขุดสุสานในเวลาเช่นนี้ จึงไม่ได้ขึ้นไปตรวจบนเขา

ร่างของท่านผู้เฒ่าจมอยู่ในน้ำฝน ในสภาพนอนหงาย เวลาล่วงเลยไปทีละนิด นิ้วมือของท่านผู้เฒ่าเริ่มขยับ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ท่านผู้เฒ่าก็ลืมตาขึ้นทันที สองมือเหยียดตึง แล้วเริ่มกระโดดลงจากเขาไปทีละก้าว ไม่นานนัก ร่างของท่านผู้เฒ่าก็หายลับไปในความมืดมิดของราตรี

จบบทที่ บทที่ 11 การแปลงร่างเป็นศพ

คัดลอกลิงก์แล้ว