- หน้าแรก
- ยอดสิงขราปัทมามรกต
- บทที่ 2 หมู่บ้านตระกูลหวัง
บทที่ 2 หมู่บ้านตระกูลหวัง
บทที่ 2 หมู่บ้านตระกูลหวัง
นอกจากหวังฉางเซิงแล้ว บนเกาะยังมีมนุษย์ธรรมดาอีกสิบคน ซึ่งคนเหล่านี้ถูกส่งมาจากตระกูลหลักที่อำเภอผิงอันเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของหวังฉางเซิง
หวังชิวเซิงรับหน้าที่เรื่องการจัดอาหารและเก็บล้างถ้วยชาม หากนับตามลำดับอาวุโส เขาจะต้องเรียกหวังฉางเซิงว่า "ท่านลุงเก้า"
หวังฉางเซิงนั่งลงแล้วหยิบตะเกียบขึ้นพุ้ยข้าวสวยเม็ดใสที่ทั้งนุ่มและเหนียวน่าทาน เสียดายเพียงแต่ว่ามันไม่มีพลังปราณแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ หวังฉางเซิงก็เดินออกจากศาลาดอกบัวสีฟ้า ริมฝีปากของเขาขยับเบาๆ ทันใดนั้นก็มีหมอกสีขาวกลุ่มใหญ่ผุดขึ้นมาที่ใต้เท้า
หมอกสีขาวม้วนตัวควบแน่นจนกลายเป็นกลุ่มเมฆสีขาวขนาดประมาณหนึ่งเมตร ลอยอยู่อย่างเงียบๆ ราวกับเป็นพื้นราบ
วิชาขี่เมฆาเป็นคาถาบินระดับขั้นต่ำ แม้ความเร็วในการบินจะไม่รวดเร็วนัก แต่ในยามที่ยังไม่มีอุปกรณ์บิน ผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณส่วนใหญ่ต่างก็ฝึกฝนวิชานี้
หวังฉางเซิงก้าวขึ้นไปบนกลุ่มเมฆสีขาว เมฆนั้นค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าและบินมุ่งหน้าไปไกลสุดสายตา
ไม่นานนัก หวังฉางเซิงก็ลงจอดในหุบเขาแห่งหนึ่ง หน้าผาหินทั้งสองด้านของหุบเขาเต็มไปด้วยรอยขรุขระ บนพื้นมีเศษหินกระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เขามาฝึกฝนเวทมนตร์ที่นี่อยู่เป็นประจำ
เนื่องจากพลังปราณบนเกาะปัทมามรกตนั้นมีน้อยมาก การบำเพ็ญเพียรจึงได้ผลเพียงครึ่งเดียวแต่ต้องลงแรงเป็นสองเท่า เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนเวทมนตร์แทน
หวังฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ ปากท่องมนตร์ พร้อมกับทำท่าทางแปลกๆ ด้วยมือทั้งสองข้าง
ครู่ต่อมา แสงสีน้ำเงินจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นรอบกายของหวังฉางเซิง ก่อนจะควบแน่นอย่างรวดเร็วกลายเป็นลูกศรน้ำแข็งยาวประมาณหนึ่งฟุต แผ่รัศมีไอเย็นออกมาเป็นระยะ
"ไป!" หวังฉางเซิงยื่นมือชี้ไปยังหน้าผาหินพลางตะโกนเสียงเบา
เมื่อสิ้นเสียงของเขา ลูกศรน้ำแข็งที่ใสราวกับกระจกก็พุ่งตรงไปยังหน้าผาหินทันที
หลังสิ้นเสียงระเบิด บนหน้าผาหินก็ปรากฏรอยบุ๋มลึกบ ริเวณรอบหลุมนั้นถูกปกคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็ง
"สำเร็จแล้ว!" หวังฉางเซิงมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ดีใจ
วิชาลูกศรน้ำแข็งเป็นคาถาระดับต้นขั้นกลาง พลังทำลายไม่ได้รุนแรงเป็นพิเศษ หวังฉางเซิงใช้เวลาไปกว่าครึ่งปี ในที่สุดก็ฝึกฝนวิชาลูกศรน้ำแข็งจนถึงขั้นบรรลุ
วิชาคาถาแบ่งตามระดับความรุนแรงและระยะเวลาการร่ายออกเป็นสามขั้น ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน ขั้นสำเร็จ และขั้นบรรลุ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณสิบวันถึงครึ่งเดือนในการฝึกอาคมระดับเริ่มต้นจนถึงขั้นพื้นฐาน หากต้องการให้ถึงขั้นสำเร็จต้องใช้เวลาสองถึงสามเดือน และหากจะฝึกจนถึงขั้นบรรลุก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี
จะว่าไปแล้ว ตอนที่หวังฉางเซิงมายังเกาะปัทมามรกตที่แห้งแล้งกันดารแห่งนี้ในช่วงแรก ในใจของเขายังคงมีความขุ่นเคืองต่อบิดาอยู่บ้าง แต่หลังจากพำนักอยู่ได้สามปี สภาวะจิตใจของเขาก็เปลี่ยนไป และเขาก็ค่อยๆ เข้าใจสถานการณ์ของบิดา
ตลอดสามปีที่ผ่านมา ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขานั้นช้าอย่างเหลือเชื่อ แต่ความมุ่งมั่นของเขากลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้เขายังฝึกอาคมระดับต้นจนถึงขั้นบรรลุได้ถึงห้าวิชา ทำให้สามารถร่ายอาคมได้ในทันที หากเขายังคงฝึกฝนอยู่ในตระกูล เขาอาจจะไม่มีเวลาออกมาฝึกอาคมมากขนาดนี้
เวลาช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว หวังฉางเซิงใช้เวลาตอนเช้าไปกับการฝึกอาคม
เวลา (11.00 – 12.59 น.) เมื่อเขากลับมาถึงศาลาดอกบัวสีฟ้า หวังชิวเซิงก็ยกมื้อเที่ยงมาส่งพอดี
หวังชิวเซิงวางอาคมเสร็จก็ถอยออกไป
อาหารประกอบด้วยกับข้าวสองอย่างและน้ำแกงหนึ่งอย่าง ได้แก่ ไข่นกสีฟ้าตุ๋น แกงจืดลูกชิ้นเต้าหู้ และเนื้อกวางตุ๋นน้ำแดง
วัตถุดิบทั้งหมดส่งมาจากคนในตระกูลหวัง ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศและมีพ่อครัวฝีมือเยี่ยมเป็นผู้ปรุง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือไม่มีพลังปราณ
หวังฉางเซิงซดน้ำแกงไปหนึ่งถ้วย กำลังจะลงมือทานต่อ หวังชิวเซิงก็รีบเดินเข้ามา ในมือกุมจดหมายฉบับหนึ่งไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"ท่านลุงเก้า ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลหวังล้มตายติดต่อกันเป็นจำนวนมาก ดูแล้วประหลาดนัก ท่านช่วยดูหน่อยเถิด?"
หวังฉางเซิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วถามว่า "เอามาให้ข้าดูสิ"
หวังชิวเซิงไม่รอช้า รีบยื่นจดหมายให้ด้วยมือทั้งสองข้าง
หวังฉางเซิงกวาดสายตาอ่านพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งการว่า "เจ้ารู้จักผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหวังหรือไม่?"
"รู้จักครับ หากนับตามลำดับอาวุโส หวังชิงหยุน ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหวังคืออาสามของหลานเอง"
"กลับไปเตรียมตัว เก็บเสบียงอาหารแห้ง แล้วเดินทางไปหมู่บ้านตระกูลหวังกับข้า"
ชาวบ้านกว่า 90% ในหมู่บ้านตระกูลหวังล้วนเป็นคน-v’ตระกูลหวัง ชาวบ้านเหล่านี้คือกลุ่มคนที่หวังฉางเซิงต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ
เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านตระกูลหวัง หวังฉางเซิงจึงมิอาจนิ่งนอนใจได้
สิบห้านาทีต่อมา หวังชิวเซิงสะพายย่ามเดินมาที่ศาลาดอกบัวสีฟ้า ด้านหลังของเขามีเด็กสาวชุดสีน้ำเงินเดินตามมาด้วยคนหนึ่ง
หวังฉางเซิงหันไปมองเด็กสาวชุดสีน้ำเงินแล้วสั่งกำชับ "ชิวเย่ว์ ตอนที่ข้าไม่อยู่ ฝากเจ้าดูแลเกาะปัทมามรกตด้วย หากมีจดหมายใดๆ ส่งมา ให้รีบส่งคนไปแจ้งข้าที่หมู่บ้านตระกูลหวังทันที"
"รับทราบค่ะ ท่านลุงที่เก้า"
เมื่อเดินออกจากศาลาดอกบัวสีฟ้า หวังฉางเซิงก็ขยับริมฝีปากร่ายมนตร์เพียงไม่กี่คำ กลุ่มเมฆสีขาวก็ผุดขึ้นกลางอากาศใต้เท้าของเขา
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็นหวังฉางเซิงร่ายอาคม แต่ทั้งหวังชิวเซิงและหวังชิวเย่ว์ก็ยังคงแสดงสีหน้าชื่นชมและอิจฉาออกมา
กลุ่มเมฆสีขาวพาหวังฉางเซิงและหวังชิวเซิงค่อยๆ ลอยสูงขึ้น บินมุ่งตรงออกไปไกล ไม่นานนักทั้งสองก็หายลับไปที่ขอบฟ้า
......
หมู่บ้านตระกูลหวังเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีประชากรกว่าห้าพันคน ทางตอนเหนือของหมู่บ้านมีแม่น้ำสายเล็กกว้างประมาณสามเมตร ไหลผ่านทางเหนือของหมู่บ้าน ตลอดแนวแม่น้ำมีพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างใหญ่
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหวังดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ทำมาหากินด้วยการทำเกษตรกรรมและล่าสัตว์
หมู่บ้านแห่งนี้มีถนนเพียงสายเดียวทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ทางทิศใต้มีสิ่งปลูกสร้างที่ทำด้วยไม้และอิฐตั้งเรียงรายนับร้อยหลัง ในจำนวนนั้นมีเรือนหลังหนึ่งที่ดูภูมิฐานที่สุด ประตูใหญ่สีแดงชาดสูงสองเมตร ดูสง่างามทรงพลัง มีประตูประดับด้วยหมุดทองแดงเป็นประกายสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ
ที่หน้าประตูใหญ่ทั้งซ้ายและขวา มีสิงโตหินท่าทางดุร้ายตั้งอยู่
เหนือประตูแขวนแผ่นป้ายไม้สีดำยาว สลักอักษรสีทองสี่ตัวโดดเด่นสะดุดตาว่า "ศาลบรรพบุรุษตระกูลหวัง"
ภายในห้องโถงหลัก มีชายผู้อาวุโสมากกว่ายี่สิบคน อายุเกินห้าสิบปีทุกคนมารวมตัวกัน โดยมีชายชราร่างท้วมอายุราวห้าสิบถึงหกสิบปีนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ชายชราคนนี้ก็คือหวังชิงหยุน ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านตระกูลหวัง
ปีนี้หวังชิงหยุนอายุหกสิบเจ็ดปี เป็นสมาชิกอาวุโสสูงที่สุดในหมู่บ้านตระกูลหวัง และเป็นที่เคารพนับถือของทุกคน จึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน
ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ข้างกายเขาล้วนเป็นตัวแทนจากสาขาต่างๆ ของตระกูลหวังในหมู่บ้าน
ที่น่าสังเกตคือ ข้างกายของหวังชิงหยุนมีมือปราบสองคน คนหนึ่งสูงคนหนึ่งเตี้ยยืนอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
มือปราบทั้งสองก็เป็นคนในตระกูลหวังเช่นกัน เดิมทีพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุมของตระกูลระดับนี้ แต่เนื่องจากขณะนี้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น หวังชิงหยุนจึงอนุญาตให้พวกเขาเข้าร่วมประชุมด้วย
ชายชราร่างผอมสูงคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะหวังชิงหยุนแล้วถามว่า "อาสาม นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้อีกหรือ? เทียนหู่ เทียนหลง พวกเจ้าเป็นมือปราบนะ ผ่านมาหลายวันแล้ว ทำไมถึงยังจับคนร้ายไม่ได้เสียที?"
"ท่านลุงหก ไม่ใช่ว่าพวกข้าสองพี่น้องไร้ความสามารถ แต่พวกข้าจนปัญญาจริงๆ ผู้ตายไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย ในบ้านก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ในหมู่บ้านก็ไม่มีคนนอกเข้ามา นี่มันเป็นฝีมือของพวกผีชัดๆ"
มือปราบร่างเตี้ยยิ้มขมขื่นพลางอธิบาย
แม้ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลหวังจะไม่อาจฝึกวิชาเซียนได้ แต่พวกเขาก็รู้ว่าในโลกนี้มีผู้ฝึกเซียนอยู่จริง และเชื่อว่ามีภูตผีปีศาจอยู่ คำอธิบายของมือปราบร่างเตี้ยจึงได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่
"ข้าบอกแล้วไง! เรื่องนี้ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์แน่ เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้จริงๆ"
"นั่นสิ ข้าก็เดาไว้อยู่แล้ว ที่แท้ก็เป็นฝีมือผีนี่เอง"
"ในเมื่อรู้ว่าเป็นฝีมือผีแล้วจะรออะไรอีกล่ะ ข้าจำได้ว่าที่อำเภอผิงอันมีท่านปรมาจารย์สถิตอยู่เพื่อคุ้มครองพวกเราให้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านลุงห้า รีบส่งคนไปเชิญท่านปรมาจารย์จากตระกูลหลักมาปราบผีเถอะ มิเช่นนั้นพวกเราคงไม่กล้านอนตอนกลางคืนแน่ กลัวว่าจะตายไปทั้งที่ยังไม่รู้ตัว จนต้องมาแอบนอนเอาตอนกลางวันแทน"
......
ตัวแทนจากแต่ละสาขาต่างคนต่างพูด ต่างแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา
หวังชิงหยุนโบกมือเป็นสัญญาณให้เงียบลง แล้วสั่งการว่า "เอาละ เงียบๆ ข้าได้ส่งพิราบสื่อสารไปแจ้งท่านปรมาจารย์ที่ตระกูลหลักแล้ว ก่อนที่ท่านปรมาจารย์จะมาถึง พวกเจ้าจงดูแลคนในปกครองให้ดี อย่าออกไปไหนมาไหนคนเดียวในยามค่ำคืน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีใครต้องเจอกับเคราะห์ร้ายอีก"
ในขณะนั้นเอง ชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่งคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าปลาบปลื้มยินดี
"ท่านพ่อ น้องชิวเซิงพาพาท่านปรมาจารย์จากตระกูลหลักมาถึงแล้วครับ!"
เมื่อหวังชิงหยุนได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีแล้วถามย้ำว่า "ท่านปรมาจารย์อยู่ที่ไหน? รีบนำทางไปเร็ว อย่าได้เสียมารยาทต่อท่านปรมาจารย์จากตระกูลหลักเป็นอันขาด"
พูดจบ หวังชิงหยุนก็รีบเดินออกไปข้างนอก โดยมีคนในตระกูลหวังและคนอื่นๆ รีบเดินตามไป