- หน้าแรก
- เรื่องช็อก ลูกสาวของทหารหนีทัพที่ร่ำรวยที่สุด ดันกลายเป็นสุดยอดทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษซะงั้น
- บทที่ 10 วันนี้เธอไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหน!
บทที่ 10 วันนี้เธอไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหน!
บทที่ 10 วันนี้เธอไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหน!
บทที่ 10 วันนี้เธอไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหน!
“เมื่อก่อนแค่วิ่งกิโลเมตรเดียวเธอก็หอบซี่โครงบาน สองกิโลเมตรก็วิ่งไม่ไหว พอถึงสามกิโลเมตรก็นอนร้องขอชีวิตแล้ว แต่นี่มันสามกิโลเมตรแล้วนะคุณพระช่วย”
“สามกิโลเมตรอะไรกัน เมื่อก่อนพวกเธอเคยเห็นยัยนี่วิ่งถึงสามกิโลเมตรที่ไหน? แค่กิโลเดียวเธอก็เริ่มอ้างว่าเป็นลมแดดแล้วขอไปนั่งพักแล้ว”
“แต่นี่เข้ากิโลเมตรที่สามแล้ว สภาพเธอยังดูเกือบจะเหมือนตอนเริ่มวิ่งเลย ฝีเท้าไม่ได้รวดเร็วหวือหวาแต่เธอยังตามกลุ่มทัน! นี่ใช่จางหนานคนเดิมที่เรารู้จักจริง ๆ เหยอ?”
“แปลกมาก เรารู้ทั้งรู้ว่าเธอวิ่งต่อได้เพราะความดื้อรั้นล้วน ๆ แต่มันไม่น่าจะทนได้นานขนาดนี้”
“หรือว่าพวกเราจะกะระยะทางผิด?”
“ระยะทางไม่มีทางพลาดหรอก มิน่าล่ะวันนี้เธอถึงกล้าทำตัวลำพองนัก ที่แท้ก็เตรียมตัวมาดีนี่เอง”
“เตรียมตัวอะไรกัน ฉันว่าปกติเธอคงแค่แกล้งทำตัวบอบบางสำออยไปอย่างนั้นเองแหละ แล้วพอสบโอกาสก็เลยงัดแผน ‘เปิดตัวสุดปัง’ มาใช้เรียกเรตติ้ง”
“ช่างวางแผนลึกซึ้งอะไรขนาดนี้! ทำไมเธอถึงมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะนักนะ แถมยังเอามาใช้หลอกพวกเราซะสนิทเลย”
“พวกเธอคิดว่าคุณหนูมหาเศรษฐีเขาจะใสซื่อบริสุทธิ์กันทุกคนหรือไง? คนไหนบ้างที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีแต่พวกเราคนธรรมดานี่แหละที่ซื่อตรงเป็นไม้บรรทัด”
“...”
เมื่อได้ยินเหล่าทหารหญิงข้างหลังพูดถึงจางหนาน เยี่ยหลานซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มทหารหญิงก็เหลียวหลังกลับมามอง แววตาของเธอฉายประกายประหลาดใจออกมาทันที
เธอไม่คาดคิดเลยว่าจางหนาน ยัยทหารหนีทัพคนนี้ จะยังสามารถวิ่งรักษาระดับตามกลุ่มมาได้หลังจากผ่านไปแล้วสามกิโลเมตร
ปกติยัยนี่ออกจะบอบบางอ้อนแอ้นไม่ใช่เหรอ?
จากการสังเกตเพียงครู่เดียว เธอพบว่าจางหนานหายใจได้อย่างสม่ำเสมอ จังหวะการสูดลมหายใจดูเป็นระเบียบมาก ไม่เร่งร้อนและไม่เชื่องช้าจนเกินไป เป็นการรักษาฝีเท้าให้คงที่ตลอดเวลา
แต่นั่นมันสำคัญที่ไหนกันล่ะ?
เยี่ยหลานหันหน้ากลับไปมองทางข้างหน้าตามเดิม เธอไม่ได้มองว่าจางหนานเป็นคู่แข่งเลยแม้แต่น้อย เพราะการเอาทหารหนีทัพมาเป็นคู่ต่อสู้ถือเป็นการดูถูกตัวเองอย่างรุนแรง
เป้าหมายของเธอในวันนี้คือการวิ่งแซงหน้ากลุ่มทหารชายที่อยู่ข้างหน้าให้ได้
“ปล่อยให้พวกนายลำพองใจไปก่อนเถอะ เดี๋ยวรอบสุดท้ายค่อยมาวัดกันว่าใครจะอยู่ใครจะไป”
จากนั้นเธอก็ได้ยินทหารหญิงคนอื่นพูดกันว่า ปกติจางหนานคงแกล้งสำออย สวมบทบาทคุณหนูผู้อ่อนแอเพื่อหวังจะได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษจากครูฝึก
มิเช่นนั้น คนที่แทบตายตั้งแต่กิโลเมตรแรกจะทนวิ่งมาได้ถึงสามกิโลเมตรโดยไม่ตกหล่นได้อย่างไร?
แววตาของเยี่ยหลานฉายรอยรังเกียจในตัวจางหนานหนักกว่าเดิม
มีเพียงทหารหญิงหมู่หนึ่งเท่านั้นที่สนใจสถานการณ์ของจางหนาน ส่วนพวกทหารชายหมู่สามที่นำหน้าอยู่ไม่ได้สนใจเรื่องจุกจิกพวกนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยหลานหรือจางหนาน ในเมื่อมาอยู่บนทางวิ่งเพื่อประชันฝีเท้ากับทหารหญิงแล้ว พวกเขาต้องบดขยี้ฝ่ายหญิงให้ยับเยิน มิเช่นนั้นคงไม่มีหน้าไปสู้พวกทหารชายหมู่หมวดอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพวกทหารชายคนอื่นตะโกนขู่ว่า ถ้ากล้าแพ้ขึ้นมา หมู่สามจะต้องถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่ทานตะวัน
หมู่ทานตะวันบ้าบออะไรนั่น... มันคือความอัปยศที่ต้องแบกไปตลอดชีวิตชัด ๆ
“เฮ้ย จางหนานยังวิ่งต่อไหวจนถึงป่านนี้เลยเหรอ?” ในหมู่ทหารหญิงที่ยืนดูอยู่ข้างสนาม ใครคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
“ถึงเราจะไม่ได้อยู่หมู่หนึ่ง แต่ใคร ๆ ก็เห็นพฤติกรรมของคุณหนูคนนี้มาตลอด ครั้งนี้มันน่าประหลาดใจจริง ๆ”
“ก็แหม เธอคุยโวไว้ซะใหญ่โต ต่อให้ต้องวิ่งไปร้องไห้ไปก็ต้องทำให้จบเพื่อรักษาหน้านั่นแหละ คงจะกัดฟันสู้สุดชีวิตล่ะมั้ง ฉันว่าอีกเดี๋ยวคงต้องเตรียมเรียกรถพยาบาลไว้ได้เลย”
“แม่คุณหนูคนนี้คงจะนึกเสียใจภายหลังที่คุยโวไว้ขนาดนั้น”
“ฉันว่าเธอคงวางแผนไว้แล้วล่ะ วิ่งให้สุดแรงเกิดครั้งเดียวให้คนทึ่ง จากนั้นก็ได้ข้ออ้างไปนอนพักในโรงพยาบาลต่ออีกสามวัน”
“ถ้าเธอไม่พูด ฉันก็ไม่ทันคิดนะว่าแม่คุณหนูของเราจะวางแผนตื้น ๆ แบบนี้ไว้”
... “จางหนานวิ่งผ่านสามกิโลเมตรมาได้แล้วนะเหล่าหนง นี่มันปาฏิหาริย์หรือเปล่าเนี่ย?”
ผู้หมวดจางกั๋วตงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ในฐานะทหารหญิงที่เป็นตัวปัญหา เขาย่อมต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เขาเข้าใจสถานการณ์ของจางหนานดีว่าสมรรถภาพร่างกายของเธอนั้นอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ
ตามการฝึกปกติ จางหนานไม่มีทางวิ่งได้ครบสามกิโลเมตรแน่ โดยเฉพาะภายใต้แดดเปรี้ยงที่ดึงพละกำลังออกไปมากกว่าปกติเช่นนี้
แน่นอนว่าต่อให้เป็นวันฟ้าครึ้มเธอก็ทำไม่ได้อยู่ดี
“มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอก แต่มันคือความอุตสาหะที่น่าชื่นชม” หนงเจี้ยนออกความเห็นเรียบ ๆ เขานึกถึงภาพที่เห็นจางหนานตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายในห้องกักบริเวณวันที่เขาไปเยี่ยม
บางทีอาจจะเป็นแรงผลักดันจากความมุ่งมั่นนี้เอง ที่ทำให้จางหนานยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้
ความเชื่อมั่นของหนงเจี้ยนที่ว่าจางหนานต้องการกลับตัวกลับใจจริง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสิบส่วน
“ยัยเด็กนี่คงไม่ได้เปลี่ยนไปจริง ๆ หรอกนะ?” ผู้หมวดจางกั๋วตงเห็นความแน่วแน่ของจางหนานเช่นกัน แต่ภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาตลอดสองเดือนทำให้เขาไม่กล้าปักใจเชื่อนัก
สี่กิโลเมตร!
ห้ากิโลเมตร!
จางหนานยังคงวิ่งต่อไป เหงื่อโซมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เส้นผมที่ขมับจับตัวกันเป็นก้อนเพราะหยาดเหงื่อ
แต่จังหวะการหายใจของเธอยังคงสม่ำเสมอ เห็นได้ชัดว่าเธอรักษารอบวิ่งได้ดีเยี่ยม ซึ่งทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ติดตัวจากชาติก่อน
ในจังหวะนี้เอง ทหารหญิงบางคนในหมู่หนึ่งเริ่มจะรั้งท้าย
การวิ่งมาถึงระยะห้ากิโลเมตรได้นั้นต้องอาศัยทั้งความพยายามส่วนตัวและการสู้ด้วยใจที่ไม่อยากแพ้ทหารชาย สิ่งนี้มันเกินขีดจำกัดปกติของพวกเธอไปมากแล้ว
ทหารหญิงที่เริ่มล้าต่างพากันหอบหายใจอย่างหนัก ปอดเหมือนถูกไฟแผดเผา แม้แต่ลมหายใจที่พ่นออกมายังรู้สึกร้อนผ่าวราวกะจะติดไฟได้ ฝีเท้าเริ่มหนักอึ้งเหมือนแบกแท่งตะกั่วไว้ ทุกย่างก้าวช่างแสนยากลำบาก
บางคนเริ่มเห็นภาพมืดสลัวและมีอาการหน้ามืดวิงเวียน
พวกเธอมาถึงขีดจำกัดแล้ว ฝีเท้าเริ่มช้าลงเรื่อย ๆ ความเร็วตกลง จนกระทั่งอาการวิงเวียนค่อย ๆ ทุเลาลง
“จางหนาน!”
พวกเธอเห็นจางหนานยังคงวิ่งต่อไปด้วยความเร็วเท่าเดิม รักษาระยะอยู่ข้างหลังเยี่ยหลาน แต่ละคนต่างคิดว่าตัวเองตาฝาดไป
“นี่... วันนี้เธอไปกินยาผิดสำแดงมาจากไหนกัน!”
ยากระตุ้น? หรือเครื่องดื่มชูกำลังสูตรพิเศษ? หรือว่าจะเป็นยาที่ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้อย่างรวดเร็ว?
คำศัพท์เหล่านี้ผุดขึ้นมาในใจของทหารหญิงหมู่หนึ่งโดยอัตโนมัติ
พวกเธอรู้ดีว่าการฝึกร่างกายประจำวันคือการวิ่งวิบากห้ากิโลเมตร ในฐานะทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ากรม ขาดการออกกำลังกาย และสมรรถภาพร่างกายโดยรวมยังไม่แข็งแกร่ง ย่อมเทียบไม่ได้กับทหารรุ่นพี่ที่วิ่งได้สิบหรือยี่สิบกิโลเมตรเป็นเรื่องปกติ
การวิ่งวิบากห้ากิโลเมตรจึงเป็นขีดจำกัดสูงสุดสำหรับทหารหญิงส่วนใหญ่ เมื่อการฝึกมาถึงระดับความเข้มข้นนี้ ครูฝึกมักจะสั่งหยุดโดยสัญชาตญาณ
แม้การก้าวข้ามขีดจำกัดจะช่วยปลุกศักยภาพที่ซ่อนอยู่ได้ แต่การฝึกที่เกินกำลังไปมากก็ส่งผลเสียได้เช่นกัน เช่น อาการบาดเจ็บเรื้อรัง
แม้แต่ทหารหน่วยรบพิเศษก็ไม่ได้เพิ่มปริมาณการฝึกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบตามผลการฝึกและความทนทานของร่างกาย
ณ จุดนี้ หลังจากผ่านระยะห้ากิโลเมตรมาได้ ทหารหญิงส่วนใหญ่ในหมู่หนึ่งต่างก็หมดเรี่ยวแรง หอบหายใจเสียงดังเหมือนวัว ลมหายใจรัวเร็วและรุนแรงราวกับพยายามจะไล่อากาศออกจากปอดให้หมด
ฝีเท้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเธอไม่สามารถก้าวเท้าหนัก ๆ ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงรักษาสภาพการวิ่งไปตามแรงเฉื่อยเท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากวิ่งกลางแดดจ้ามาเป็นระยะทางไกลขนาดนี้ หากไม่รีบดื่มน้ำทดแทนและเข้าที่ร่ม พวกเธอจะมีโอกาสเป็นลมแดดได้ง่ายมาก
แต่พวกเธอกลับเห็นจางหนานยังคงวิ่งต่อ และยังคงรักษาระยะตามหลังเยี่ยหลานไปติด ๆ
ทหารหญิงหมู่หนึ่งแต่ละคนต่างเบิกตาโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ... เรื่องที่เป็นไปไม่ได้กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเธอ!
เธอต้องกินยามาแน่ ๆ ไม่อย่างนั้นจางหนาน คุณหนูมหาเศรษฐีจอมหนีทัพผู้อ่อนแอคนนี้ จะทนวิ่งมาถึงห้ากิโลเมตรได้อย่างไร?
พวกเธอที่ตั้งใจฝึกมาตลอดทำไม่ได้ แล้วจางหนานที่ห่วยกว่าพวกเธอจะทำได้อย่างไร?
มันมีคำอธิบายเดียวเท่านั้น คือเธอใช้ยาช่วย
“ฉันมั่นใจเลยว่าจางหนานต้องแอบกินยามาแน่ ๆ!”
“ด้วยเส้นสายของที่บ้านเธอ ยาต้องห้ามแบบไหนก็หามาได้ทั้งนั้นแหละ แถมเธอยังไปนอนโรงพยาบาลอยู่ตั้งหลายวัน ใครจะไปรู้ว่าเธอแอบให้ที่บ้านส่งยามาให้หรือเปล่า”
“มันคุ้มกันไหมเนี่ย? แค่อยากจะเด่นอยากจะดังถึงขั้นต้องใช้ยาช่วยเลยเหรอ”
“ฉันล่ะดูถูกคนประเภทนี้จริง ๆ!”
“...”