- หน้าแรก
- ข้าได้กลายเป็นจักรพรรดิอมตะไปแล้ว ทำไมเจ้าถึงอยู่แค่ระดับหนึ่งล่ะ
- บทที่ 29 ศพไร้โลหิต
บทที่ 29 ศพไร้โลหิต
บทที่ 29 ศพไร้โลหิต
บทที่ 29 ศพไร้โลหิต
"นั่นน่ะสิเสี่ยวห่าว มันเป็นเรื่องปกติที่ผิวหนังของคนเราจะซีดเผือดลงหลังจากจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน อีกทั้งศพเหล่านี้จมอยู่ใต้น้ำมานานแล้ว มันย่อมเป็นธรรมดาที่จะไม่มีสีเลือดเลยแม้แต่น้อย"
เย่สืออธิบายพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่ดูหยาบกร้านของเขา เนื่องจากปกติเย่ห่าวมักจะล่าเหยื่อได้มากมาย เย่สือจึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว ทว่าเมื่อลองมาพิจารณาดูให้ดี แม้เจ้าหนูนี่จะดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบสามหรือสิบสี่ปี แต่แท้จริงแล้วเขามีอายุเพียงเก้าขวบเท่านั้น จึงดูเป็นเรื่องปกติที่เขาจะยังขาดประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้
ทว่าเย่ห่าวกลับส่ายหน้า เขาหยิบมีดสั้นในมือขึ้นมาแล้วกรีดลงบนศพหนึ่งเบาๆ แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังตกตะลึงแล้วอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ผิวหนังซีดเผือดนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่การที่โลหิตภายในร่างกายเหือดแห้งไปจนหมดสิ้นนั้นคงไม่ใช่เรื่องปกติกระมัง"
"หือ เป็นไปได้อย่างไร"
ทุกคนต่างชะงักไปครู่หนึ่งขณะจ้องมองรอยกรีดบนท่อนแขน เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเย่ห่าว พวกเขาจึงเพิ่งตระหนักถึงความผิดปกติ ตามหลักเหตุผลแล้ว ต่อให้เป็นศพก็ตาม หากถูกกรีดเช่นนี้ อย่างน้อยก็ควรจะมีโลหิตไหลซึมออกมาบ้าง ทว่าในยามนี้ กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของโลหิตที่เอ่อล้นออกมาเลย
สถานการณ์ที่ผิดปกตินี้ทำให้สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าเพิ่งตรวจสอบศพอื่นๆ ดูแล้ว พวกเขาล้วนไม่มีโลหิตเช่นกัน ข้าสงสัยว่าศพทั้งหมดก็คงเป็นแบบนี้" เมื่อตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ เย่สือจึงรีบกรีดศพอื่นๆ ดูอีกหลายร่าง ทว่ากลับไม่มีโลหิตไหลออกมาแม้แต่หยดเดียวจริงๆ
หัวหน้าหมู่บ้านรับรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ แววตาของเขาฉายแววตระหนก "สิ่งใดกันที่สามารถสูบโลหิตออกจากร่างกายจนหมดสิ้นได้ถึงเพียงนี้"
ชาวบ้านต่างพากันทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
"พวกเรายังควรจะไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านใกล้เคียงอยู่หรือไม่" เย่สือหันไปถามหัวหน้าหมู่บ้านของตน
"เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างพวกเราจะจัดการได้อีกต่อไปแล้ว เราทำได้เพียงแจ้งสำนักปราบมารและปล่อยให้พวกเขามารับช่วงต่อเท่านั้น"
ถึงตอนนี้ หัวหน้าหมู่บ้านสงสัยอย่างยิ่งว่า การสูญเสียโลหิตจนหมดสิ้นในศพเหล่านี้ น่าจะเป็นฝีมือของสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวจากส่วนลึกของภูเขาหลังหมู่บ้าน ท้ายที่สุดแล้ว มีข่าวลือหนาหูว่ามีสัตว์อสูรที่ทรงพลังตนหนึ่งสิงสถิตอยู่ในส่วนลึกของภูเขาหลังหมู่บ้าน มันอาศัยพละกำลังอันมหาศาลสังหารผู้ฝึกยุทธ์มากมายที่บังอาจรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนลึก
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะเข้าเมืองไปแจ้งสำนักปราบมารเองขอรับ" เมื่อได้ยินคำสั่งของหัวหน้าหมู่บ้าน เย่สือก็พยักหน้ารับคำ
"ไปเถิด แล้วรีบกลับมานะ"
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้น หัวหน้าหมู่บ้านก็หันกลับมาทางชาวบ้าน เขาเห็นพวกเขามองดูศพของญาติมิตรด้วยความอาลัย แม้เขาจะรู้สึกเห็นใจเพียงใด แต่เพื่อความปลอดภัย เขาจึงต้องกล่าวออกมาตามตรง "พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน โลหิตในศพเหล่านี้ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ข้าสงสัยอย่างยิ่งว่าพวกเขามีโอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นในภายภาคหน้า ทางที่ดีควรจะวางศพเหล่านี้รวมกันไว้ที่นี่ก่อน เมื่อคนจากสำนักปราบมารมาถึงและตรวจสอบจนยืนยันได้ว่าไม่มีปัญหาใดๆ แล้ว เราค่อยร่วมกันฝังพวกเขาในตอนนั้นก็ยังไม่สาย"
"เรื่องนี้..."
ชาวบ้านที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักต่างตกอยู่ในที่นั่งลำบากขณะมองดูศพเหล่านั้น เมื่อได้ฟังคำเตือนของหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเขาก็เกรงว่าศพอาจจะกลายพันธุ์จริงๆ ทว่าพวกเขาก็ไม่อยากทิ้งให้ญาติพี่น้องนอนอยู่ที่นี่โดยไม่มีผู้ใดเหลียวแล ดูเหมือนการนำกลับไปฝังให้เร็วที่สุดจะดีกว่า
"พวกอาและท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย หากท่านไม่เห็นแก่ตนเอง ก็โปรดเห็นแก่ครอบครัวของท่านด้วยเถิด หากท่านนำศพเหล่านี้กลับไปแล้วพวกเขากลายพันธุ์ขึ้นมา ทั้งท่านและครอบครัวย่อมตกอยู่ในอันตราย"
เมื่อเห็นพวกอาและผู้เฒ่าทั้งหลายลังเล เย่ห่าวจึงรีบก้าวออกมาอธิบาย เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าศพที่ไร้โลหิตเหล่านี้สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งใด หากไม่เกิดสิ่งใดขึ้นก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าพวกเขากลายพันธุ์ขึ้นมาจริงๆ แล้วถูกนำกลับไปที่บ้าน เขาคงจะกลายเป็นคนบาปมหันต์
"ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะฟังคำของเสี่ยวห่าวไปก่อน แต่เมื่อคนจากสำนักปราบมารตรวจสอบเสร็จและยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ ท่านต้องยอมให้พวกเรานำพวกเขากลับไปนะ" เมื่อได้ฟังคำพูดของเย่ห่าว ชาวบ้านที่เคยลังเลก็ยินยอมที่จะทิ้งศพไว้ที่นั่นทีละคน ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเทียบกับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว คนที่ยังอยู่ย่อมมีความสำคัญกว่ามากนัก อีกทั้งเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ล่าช้าไปเกินกว่าสองสามวัน
"นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วขอรับ" เย่ห่าวพยักหน้าซ้ำๆ หลังจากส่งทุกคนกลับไปแล้ว ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก "เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนทุกท่านช่วยกันเคลื่อนย้ายศพเหล่านี้ไปไว้ที่ศาลาพักศพข้างๆ ด้วยนะขอรับ"
"ตกลง"
สำนักปราบมาร คือหน่วยงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาณาจักรต้าเหลียง แม้แต่มือปราบตราทองแดงระดับล่างสุดในสำนักปราบมาร ก็ต้องมีพละกำลังอย่างน้อยในระดับหลังกำเนิดขั้นที่เจ็ดจึงจะมีคุณสมบัติเข้ารับตำแหน่ง การจะก้าวขึ้นสู่ระดับตราเงิน ต้องบรรลุถึงระดับก่อนกำเนิด และว่ากันว่ามือปราบตราทองนั้นล้วนประกอบไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวบรวมลมปราณทั้งสิ้น
ทว่าโดยทั่วไปแล้วมือปราบตราทองจะประจำการอยู่ในเมืองที่สำคัญ และไม่ปรากฏตัวในพื้นที่ชนบทเช่นนี้ แม้แต่เมืองเฉียนเถี่ยก็มีเพียงมือปราบตราเงินเพียงผู้เดียวคอยดูแล ทุกตัวเมืองจะมีสาขาของสำนักปราบมาร ซึ่งโดยปกติจะดูแลโดยมือปราบตราทองแดง หากมือปราบตราทองแดงไม่อาจคลี่คลายสถานการณ์ได้ พวกเขาจะแจ้งไปยังสำนักปราบมารในระดับที่สูงขึ้นไป
เย่สือเดินทางออกจากหมู่บ้านในยามเช้า และกลับมาในยามบ่ายพร้อมกับมือปราบตราทองแดงสตรีผู้หนึ่งจากสำนักปราบมาร
"ท่านมือปราบอวี่ เชิญทางนี้ขอรับ" เย่สือนำทางนางตรงไปยังศาลาพักศพ
เมื่อมองดูศาลาพักศพที่คับแคบและศพหลายร่างที่เริ่มจะบวมพอง สีหน้าของอวี่ลี่ก็เคร่งขรึมลง นางมองไปทางเย่สือ น้ำเสียงเจือไปด้วยความเย็นชา "เป็นเพราะโชคลาภที่ภูเขาหลังหมู่บ้านใช่หรือไม่"
ในฐานะมือปราบตราทองแดงแห่งสำนักปราบมารที่ดูแลเมืองใกล้เคียงหลายแห่ง อำนาจของนางย่อมไม่ใช่น้อย และนางก็ได้ยินเรื่องโชคลาภในการสร้างฐานรากที่ภูเขาหลังหมู่บ้านมานานแล้ว เพียงเพราะเบื้องบนส่งข่าวมาว่าให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียบ้าง อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย นางจึงไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าในยามนี้ เจ้าพวกนี้กลับปล่อยให้เรื่องบานปลายจนเกินขอบเขต ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ช่างประหลาดล้ำนัก มันทำให้นางรู้สึกลึกๆ ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโลหิตมักจะมีความเกี่ยวข้องกับวิถีมาร
"ท่านมือปราบคาดการณ์ได้ถูกต้องแล้วขอรับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภูเขาหลังหมู่บ้านจริงๆ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านเราและหมู่บ้านใกล้เคียงที่ขึ้นเขาไปนำทางให้แก่ศิษย์จากตระกูลใหญ่เหล่านั้น ส่วนที่เหลือคาดว่าจะเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่เหล่านั้นขอรับ" เย่สือไม่กล้าปกปิดสิ่งใดและรายงานไปตามความจริง
"ไม่มีผู้ใดรอดกลับมาเลยหรือ" อวี่ลี่เอ่ยถามขณะพิจารณาศพเหล่านั้น
"ก่อนหน้านี้มีชาวบ้านบางคนรอดกลับมาได้บ้างขอรับ แต่พวกเขาส่วนใหญ่บาดเจ็บสาหัสและบอกว่าพบเจอกับสัตว์อสูร ทว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทุกคนที่ขึ้นเขาไป ไม่มีใครได้กลับลงมาอีกเลย แม้แต่เจิ้งไห่ คุณชายรองแห่งตระกูลเจิ้งในเมืองเฉียนเถี่ย ก็หายสาบสูญไปบนภูเขา ไม่รู้ชะตากรรมขอรับ" เย่สือตอบอย่างสัตย์จริง
"เจ้าออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด อย่าให้ผู้ใดมารบกวนข้า ข้าต้องใช้เคล็ดวิชาลับในการตรวจสอบศพเหล่านี้" หลังจากรับทราบสถานการณ์แล้ว อวี่ลี่ก็สั่งให้เย่สือออกไป
"ขอรับ" เย่สือรับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินออกไปยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู
"เรื่องราวเริ่มจะยุ่งยากเสียแล้ว" หลังจากใช้วิชาลับตรวจสอบ สีหน้าของอวี่ลี่ก็ดูแย่ลงเรื่อยๆ