- หน้าแรก
- วิถีอมตะ ข้าก้าวมาจากหลอมโอสถ
- บทที่ 73 คนประกอบฉากที่มีศักดิ์ศรี?
บทที่ 73 คนประกอบฉากที่มีศักดิ์ศรี?
บทที่ 73 คนประกอบฉากที่มีศักดิ์ศรี?
บทที่ 73 คนประกอบฉากที่มีศักดิ์ศรี?
“ได้ยินว่าเจ้าเป็นนักหลอมโอสถ?”
ได้ยิน?
ได้ยินมาจากไหน?
เขาหลัวเฉินไม่อาจกล่าวได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง
แม้ว่าธุรกิจยาเม็ดจ้งเมี่ยวจะไปได้ดี แต่คนที่ซื้อโอสถชนิดนี้ ย่อมไม่ป่าวประกาศโฆษณาให้เขาอย่างเปิดเผย
ตนเองทำไมถึงเข้าตาผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตสร้างรากฐานท่านนี้ได้กันนะ?
หรือเป็นเพราะหวังหยวน!
หลัวเฉินเข้าใจในใจ ใบหน้าเผยสีหน้าตื่นตระหนก
“หลอมโอสถคุณภาพต่ำเล็กน้อย นับเป็นเพียงเรื่องต่ำต้อย ไม่นับว่าเป็นนักหลอมโอสถ”
ไม่รู้เมื่อไหร่ ในมือของหมี่ซูฮวามีโอสถกลมๆ ราววุ้นสีแดงเพลิงเม็ดหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
“นี่ไม่ใช่โอสถคุณภาพต่ำ มันคือระดับกลางขั้นหนึ่งเชียวนะ!”
ในน้ำเสียงของเขา แฝงความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
“อะไรนะ! โอสถระดับกลาง!”
ฉินเหลียงเฉินข้างๆ ราวกับหนูถูกแมวเหยียบ ตกตะลึงอยู่กับที่โดยตรง
เขาคิดมาตลอดว่า หลัวเฉินหลอมแต่ผงก้อนเลี่ยงธัญพืชที่ไม่เข้ากระแสหลัก แม้แต่ยาเม็ดจ้งเมี่ยว ก็เป็นเพียงโอสถปลุกพลังทางเพศที่ไม่อาจนำขึ้นโต๊ะได้
แต่ตอนนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งบอกเขา
น้องชายของตนเอง กลับหลอมโอสถระดับกลางออกมาได้!
นี่คือแนวคิดอะไร?
แม้ว่าเขาจะเคยบริโภคโอสถระดับสูง แต่การซื้อและการกินนับเป็นเรื่องหนึ่ง การหลอมกลับเป็นอีกเรื่องอย่างสิ้นเชิง!
นั่นหมายถึง ความล้มเหลวนับไม่ถ้วน คือพรสวรรค์ด้านโอสถอันยอดเยี่ยม
โดยเฉพาะหลัวเฉินยังเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระระดับหลอมรวมปราณขั้นกลาง ไม่มีตระกูลสนับสนุน ไม่มีสำนักนิกายช่วยเหลือ ย่อมไม่สามารถรับความล้มเหลวได้มากเกินไป
เช่นนั้นแล้ว ย่อมเห็นได้ชัดว่า
อีกฝ่ายครอบครองพรสวรรค์ด้านโอสถที่น่าสะพรึงกลัว กระทั่งไต่ไปถึงระดับสัตว์ประหลาด!
“น้องชายข้า ช่างปิดบังได้ลึกซึ้งจริงๆ!” ฉินเหลียงเฉินมองหลัวเฉินอย่างลึกล้ำ สายตายังแฝงความน้อยใจอยู่ด้วย
เขาไหนเลยจะรู้ว่า หลัวเฉินตอนนี้ หลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นแล้ว
ตนเอง ในที่สุดก็ถูกคนสังเกตเห็นแล้วหรือ?
เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่รอตนเองอยู่ จะเป็นอะไร?
เผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่แม้จะก้มหน้าลง ก็ยังสูงกว่าตนเอง หมี่ซูฮวาราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
เขาตบไหล่หลัวเฉิน
“เงยหน้าขึ้น!”
“ขอบเขตพลังถึงแม้จะต่ำ แต่กระดูกสันหลังจะขาดไม่ได้!”
หลัวเฉินเงยหน้าขึ้นตามคำพูด เห็นอีกฝ่ายเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรราวกับผู้ใหญ่
ในใจเขาสะท้าน
แต่บนใบหน้า กลับแสดงสีหน้าที่เม้มปาก เบิกตาอย่างแน่วแน่
“เสี่ยวหลัวรับคำสอนแล้ว!”
หมี่ซูฮวายิ้มอย่างพอใจ จากนั้นก็กล่าว “ตอนนี้พรรคทลายขุนเขามีเจ็ดหอพยัคฆ์ ยังมีหอมังกรของหวังหยวน ทุกอย่างกำลังไปได้สวย เจริญรุ่งเรือง พวกเจ้าว่า หากตั้งหอโอสถขึ้นอีกหอหนึ่ง จะเป็นอย่างไร?”
ฉินเหลียงเฉินลังเล สายตาจับจ้องไปที่ร่างของหลัวเฉินโดยไม่รู้ตัว
“หลัวเฉิน เจ้ามาเป็นเจ้าหอโอสถนี้เถอะ!” หมี่ซูฮวากล่าวพลางยิ้ม
หลัวเฉินตกใจอย่างยิ่ง รีบโบกมือ “เสี่ยวหลัวขอบเขตพลังต่ำต้อย ฝีมือหลอมโอสถไม่เอาไหน เกรงว่าจะไม่สามารถเป็นเจ้าหอได้”
“คนหนุ่มสาว มั่นใจตัวเองหน่อยสิ!”
หมี่ซูฮวาหันกลับไป สองมือกอดอกไว้ด้านหลัง ก้าวเท้าไปข้างหน้า
“ข้าเห็นแววเจ้ามากนะ!”
“หลังจากตั้งหอโอสถแล้ว อีกแปดหอก็จะพยายามดูแลให้มากที่สุด”
“ข้ายังมีตำราที่เกี่ยวข้องกับวิถีโอสถอยู่บ้าง ตำราโอสถหนึ่งหรือสองฉบับ ข้าก็จะให้เจ้าดูด้วย”
“นอกจากนี้ พรรคทลายขุนเขาจะซื้อร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองชั้นใน ในนั้นจะมีที่สำหรับโอสถที่หอโอสถผลิตขึ้นด้วย”
“เสี่ยวหลัว อย่าทำให้ทุกคนผิดหวังเชียวนะ!”
…
“เจ้าหอหลัว วันหน้าต้องดูแลพวกเราสองสามีภรรยาให้มากหน่อยนะ!”
“พี่สะใภ้พูดเล่นแล้ว น้องชายรับคำเรียกหานี้ไม่ได้หรอก!”
“เหอะๆๆ พวกเจ้าสองคนคุยกันไปก่อน ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ”
มู่หรงชิงเหลียนวางสุราไหหนึ่งไว้ เดินจากไปอย่างสง่างาม
ทิ้งไว้เพียงชายสองคนนั่งอยู่ในห้องโถง คนหนึ่งครุ่นคิด อีกคนหนึ่งยิ้มขื่น
ครู่ต่อมา ฉินเหลียงเฉินก็ได้สติกลับมา
ต่อหน้าหลัวเฉิน เขายิงยันต์อาคมแผ่นหนึ่งออกมา
“นี่คือยันต์กั้นเสียง สามารถป้องกันผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมปราณแอบฟัง ถึงแม้จะไม่สามารถป้องกันการสอดแนมของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ก็สามารถทำให้ยันต์อาคมเผาไหม้ตัวเองในทันทีที่สัมผัสได้”
มองดูยันต์อาคมแผ่นนั้น หลัวเฉินเข้าใจว่า ฉินเหลียงเฉินเกรงว่าจะมีอะไรจะพูดกับเขาอย่างเปิดอก
พูดถึงการเปิดอก บางทีอาจจะน่าขันอยู่บ้าง
ฉินเหลียงเฉินไม่เหมือนหวังหยวนที่มีบุญคุณกับหลัวเฉิน และก็ไม่เหมือนผู้เฒ่าเฉินที่มีมิตรภาพร่วมแผงกับเขา
แต่ฉากนี้ กลับไม่ขัดแย้งแม้แต่น้อย
เพียงเพราะคนทั้งสอง มีความรู้สึกเหมือนพบกันช้าไป ถูกคอถูกใจกันอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ต่อสู้ด้วยกันมา นิสัยใจคอของอีกฝ่าย ล้วนถูกใจทั้งสองฝ่ายอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ หลังจากฉินเหลียงเฉินแสดงท่าทีเช่นนี้ หลัวเฉินก็จริงจังขึ้นมา
“พี่ฉิน มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ!”
ฉินเหลียงเฉินอืมเสียงหนึ่ง “ข้าถามเจ้า หากหอโอสถเปิดขึ้นแล้ว เจ้ามีความสามารถที่จะประคับประคองมันไปได้จริงๆ หรือ?”
หลัวเฉินครุ่นคิดอย่างจริงจัง จากนั้นก็ค่อยๆ พยักหน้า
ฉินเหลียงเฉินใบหน้าประหลาดใจแวบหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความมั่นใจถึงเพียงนี้!
“เช่นนั้นปัญหาก็มาแล้ว ความต้องการของเจ้าคืออะไร?”
“อย่างแรก ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของข้า!” หลัวเฉินใบหน้าจริงจัง และเสริมว่า “ไม่เพียงเท่านั้น พรรคทลายขุนเขายังต้องสนับสนุนการบำเพ็ญเพียรของข้าอย่างเต็มที่!”
ฉินเหลียงเฉินขมวดคิ้ว จากนั้นก็กล่าวอย่างมั่นใจ “ข้อเรียกร้องนี้ไม่นับว่าเกินไป พลังบำเพ็ญเพียรยิ่งสูง โอสถที่หลอมออกมาก็จะยิ่งดี หมี่ซูฮวาเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธ เขาย่อมมีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเจ้าผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมปราณขั้นกลางคนหนึ่งบำเพ็ญเพียรได้”
“จากนั้น ผลประโยชน์จากการผลิตโอสถ ข้าจะต้องมีส่วนแบ่ง!”
“ประเด็นนี้ เกรงว่าจะค่อนข้างยากลำบาก ขอบเขตพลังของเจ้าต่ำเกินไป พูดอะไรก็ไม่มีน้ำหนัก”
“เป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะคนประกอบฉากที่ทำงานให้เปล่าๆ!”
“คนประกอบฉาก?”
(工具人 gōngjùrén คำนี้เป็นคำแสลงในภาษาจีน ที่ใช้ในความหมายเชิงลบแปลว่า คนประกอบฉาก, เบี้ย, หรือ คนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ)
“ความหมายคือทำงานให้เฉยๆ น่ะ”
ฉินเหลียงเฉินขมวดคิ้วแน่น ครุ่นคิดไม่หยุด จากนั้นก็ค่อยๆ กล่าว “ประเด็นนี้ต้องต่อรอง ข้ากับพี่สะใภ้เจ้าย่อมต้องสนับสนุนเจ้าแน่นอน ทางหวังหยวน ก็จะต้องสนับสนุนเจ้าเช่นกัน แต่หมี่ซูฮวา และหัวหน้าหอคนอื่นๆ เกรงว่าจะไม่ยอมง่ายๆ”
“เช่นนั้นถ้าข้าไม่ร่วมมือ พวกเขาก็อย่าหวังว่าจะได้หินวิญญาณก้อนนี้ไป” หลัวเฉินกล่าวอย่างดุดัน
ฉินเหลียงเฉินยิ้ม “เจ้าเพียงแค่หลอมรวมปราณขั้นห้า ไม่ร่วมมือแล้วจะทำไม ไม่กลัวตายหรือ?”
“ไม่เป็นอิสระ สู้ตายเสียดีกว่า!” หลัวเฉินพูดอย่างเด็ดขาด
“จริงหรือเท็จ?”
สีหน้าของหลัวเฉินพลันทรุดลง “แน่นอนว่าเป็นของเท็จสิ มีชีวิตอยู่ได้ ใครจะไปอยากตาย!”
ฉินเหลียงเฉินรินสุราให้เขาจอกหนึ่ง ตนเองก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
หลัวเฉินก็ดื่มสุราเล็กน้อยด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง
พยายามหลีกเลี่ยงการเป็นของประกอบฉากมาโดยตลอด กลับคาดไม่ถึงว่า สุดท้ายก็ยังคงเดินมาถึงจุดนี้
กล่าวได้เพียงว่า นักหลอมโอสถอิสระ ช่างดึงดูดความสนใจมากเกินไปจริงๆ
ก่อนหน้านี้ยังมีหวังหยวนคอยคุ้มครองเขา แต่ตอนนี้คนที่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขา กลับแข็งแกร่งกว่าหวังหยวนเสียอีก กระทั่งเป็นเจ้านายโดยตรงของหวังหยวน
ทันใดนั้น ฉินเหลียงเฉินก็วางจอกสุราลง
“เจ้าไปหาผู้เฒ่าหยวนเถอะ!”
“ใคร?”
“ชายชราขาหักที่ขายสุราสาลี่เหลืองให้เจ้านั่นแหละ!”
หลัวเฉินดวงตาเป็นประกาย “ท่านหมายถึงบิดาของพยัคฆ์กระโจนธาร ปู่ของเสี่ยวเยว่หรือ?”
“อืม ถึงแม้ขาจะหัก บุตรชายตายไปแล้ว แต่เขาในพรรคทลายขุนเขานับว่ายังพอมีปากมีเสียงอยู่บ้าง พยัคฆ์มังกรขดก่อนหน้านี้เป็นศิษย์ของเขา เจ้าหอแร่คนใหม่ก็เป็นลูกน้องเก่าของพยัคฆ์กระโจนธาร นอกจากนี้ ทางน้องชายร่วมสาบานของข้า เคอเยว่หลิน ข้าก็จะติดต่อให้”
พูดถึงเคอเยว่หลิน ฉินเหลียงเฉินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างมั่นใจ “เป็นเช่นนี้ แปดหอบวกข้ากับผู้อาวุโสอีกคนหนึ่ง นับว่ามีครึ่งหนึ่งที่สนับสนุนเจ้าแล้ว”
“แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงคำพูดปากเปล่า ไม่มีใครยินดีที่จะละทิ้งผลประโยชน์ที่อาจจะได้รับ ดังนั้น เจ้ายังต้องให้คำมั่นสัญญาบางอย่าง”
“เช่น?”
“หลังจากขอบเขตพลังสูงขึ้นแล้ว ช่วยหลอมโอสถที่สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรให้ทุกคนบ้าง หรือไม่ก็ ช่วยพวกเขาฝึกฝนนักหลอมโอสถสักหนึ่งหรือสองคน”
พูดถึงตรงนี้ เขามองหลัวเฉิน “สอนคนเป็นใช่หรือไม่?”
หลัวเฉินหัวเราะเหอะๆ “แน่นอนว่าเป็นสิ หากสอนไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะอีกฝ่ายไม่มีพรสวรรค์ด้านโอสถ”
“เจ้าหนูนี่ ไม่ได้ดูบริสุทธิ์เหมือนที่เห็นภายนอกเลยจริงๆ”
ฉินเหลียงเฉินหัวเราะพลางด่าเสียงหนึ่ง จากนั้นก็ถามอย่างสงสัย “เช่นนั้น… ความต้องการสุดท้ายของเจ้าคืออะไร?”
หลัวเฉินสูดหายใจลึกๆ พูดอย่างตรงไปตรงมา
“ยืดอายุขัย!”
“วิธียืดอายุขัยใดๆ หรือโอสถยืดอายุขัย สมบัติสวรรค์และปฐพี!”
ฉินเหลียงเฉินตกตะลึง มองหลัวเฉินอย่างสงสัย “เจ้าเพิ่งจะยี่สิบเจ็ดปีเองนะ!”
“ผ่านปีใหม่ก็ยี่สิบแปดแล้ว”
“แต่ของที่เกี่ยวข้องกับอายุขัย ไม่มีใครจะเอาออกมาหรอก” ฉินเหลียงเฉินถอนหายใจ
หากมีของดีเช่นนั้นจริงๆ ใครจะยอมยกให้คนอื่น
เกรงว่าหมี่ซูฮวาได้มา ก็จะใช้เองเป็นคนแรก
“ข้ามีรากฐานปราณห้าธาตุ อีกทั้งตอนเด็กสุขภาพไม่แข็งแรงโดยกำเนิด เคยมีผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ข้าอายุขัยไม่เกินแปดสิบปี ดังนั้น ข้าจึงต้องมีสมบัติยืดอายุขัย”
“แต่ว่า...”
“พี่ฉิน อันที่จริงสามารถนำความต้องการสุดท้ายนี้ มาไว้ข้างหน้าได้”
“หืม?”
ฉินเหลียงเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ราวกับตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หัวเราะออกมา
“ได้ งั้นก็ตามที่เจ้าพูดมา”
หลังจากกำหนดทิศทางการเจรจาแล้ว ทั้งสองคนในใจนับว่ามีข้อสรุป
กินกับแกล้ม ดื่มสุราเล็กน้อย ฉินเหลียงเฉินก็เล่าถึงคนและเรื่องราวที่ค่อนข้างลับในพรรคทลายขุนเขา
พูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของเขาก็เศร้าสร้อยอย่างยิ่ง
“เสี่ยวหลัว เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนกลางคืนเฒ่าหมี่พูดคำเหล่านั้นกับเจ้า ข้านึกถึงอะไร?”
คำพูดเหล่านั้น?
เงยหน้าขึ้น ขอบเขตพลังต่ำ แต่ต้องมีกระดูกสันหลัง!
คนหนึ่มสาว มั่นใจหน่อย!
ข้าเห็นแววเจ้ามากนะ!
อย่าทำให้ทุกคนผิดหวัง!
“คนพูดแบบนี้ ตอนนั้น ข้าเองก็กำลังครุ่นคิด”
“ณ เวลานี้ ราวกับเป็นเวลานั้นเลยนะ!”