- หน้าแรก
- วิถีอมตะ ข้าก้าวมาจากหลอมโอสถ
- บทที่ 7 ท่องแดนอิสระ
บทที่ 7 ท่องแดนอิสระ
บทที่ 7 ท่องแดนอิสระ
บทที่ 7 ท่องแดนอิสระ
นับตั้งแต่ข้ามมิติมาและได้รับทุกสิ่งทุกอย่างของร่างนี้ ค่าความชำนาญของเขาจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อทำสำเร็จเท่านั้น
ดังนั้น เขาจึงไม่เคยคิดเลยว่าความล้มเหลวจะสามารถเพิ่มค่าความชำนาญได้
แต่ลองคิดดูดีๆ ทำไมความล้มเหลวจึงจะเพิ่มค่าความชำนาญไม่ได้เล่า?
ความสำเร็จไม่เคยเกิดขึ้นได้โดยตรง แต่มันสั่งสมมาจากการล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
ถึงแม้ประสบการณ์ที่ได้จากความล้มเหลวจะน้อยนิด แต่ประสบการณ์อันน้อยนิดเหล่านั้น ไยมิใช่นับเป็นความสำเร็จเล่า?
เหมือนกับการเรียนขับรถ มือใหม่ย่อมไม่สามารถเข้าโค้งด้วยการไถลท้ายรถผ่านคูระบายน้ำได้ (เทคนิคดริฟท์ในการ์ตูน Initial D)
แต่การออกตัวบนทางลาดชันที่สำเร็จหนึ่งครั้ง การจอดรถเทียบฟุตบาทที่สำเร็จหนึ่งครั้ง การเร่งความเร็วทางตรงที่สำเร็จหนึ่งครั้ง ไยมิใช่ความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า?
ก็เพราะอาศัยความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สุดท้ายจึงสั่งสมกลายเป็นนักขับจอมปาดแห่งมหานคร หรือเทพเจ้าแห่งโค้งแห่งเทือกเขาอากินะ! (จาก Initial D)
และยังมีอีกประเด็นหนึ่ง!
เขาไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเลย!
เขามี!
แต้มความสำเร็จของระบบช่วยให้เขาเริ่มต้นได้โดยตรง อันที่จริงก็หมายความว่าเขามีประสบการณ์ความสำเร็จมาแล้วหนึ่งครั้งไงล่ะ
เหตุใดจึงมีเพียงสำนักนิกายและตระกูลเซียนเท่านั้นที่สามารถสนับสนุนนักหลอมโอสถที่แท้จริงได้ ในขณะที่นักหลอมโอสถอิสระมีน้อยยิ่งกว่าน้อย?
เหตุผลง่ายมาก ก็แค่การลงทุนในช่วงเริ่มต้นมันสูงเกินไป
สูงเสียจนศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถคนหนึ่ง ล้มเหลวไม่หยุดหย่อน กระทั่งมองไม่เห็นความหวังที่จะสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว ผู้ฝึกตนอิสระภายใต้การลงทุนมหาศาลในช่วงแรก ทำได้เพียงมองดูแล้วถอยห่าง
แต่สำนักนิกายและตระกูลแตกต่างออกไป พวกเขามีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสนับสนุนความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในช่วงแรกนี้
และขอเพียงศิษย์ฝึกหัดหลอมโอสถสำเร็จเพียงครั้งเดียว เขาก็จะถือว่ามีประสบการณ์ความสำเร็จหนึ่งครั้ง ต่อไปการทำซ้ำความสำเร็จย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ประสบความสำเร็จ จึงประสบความสำเร็จอยู่เสมอ
และหลัวเฉิน อันที่จริงก็ถือว่ามีขุมกำลังเบื้องหลังคอยสนับสนุนเขาอยู่ ทำให้เขาสามารถข้ามผ่านขั้นตอนการลงทุนในช่วงแรกที่ล้มเหลวทั้งหมดไปได้ และสามารถเริ่มต้นโดยตรง!
อีกทั้งระบบนี่สิ ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าสำนักนิกายหรือตระกูลเสียอีก
บางคนไม่มีพรสวรรค์ก็คือไม่มีจริงๆ แต่หลัวเฉินขอเพียงแค่เริ่มต้นได้ ก็ถือว่าเขามีพรสวรรค์ในระดับหนึ่งแล้ว
แน่นอนว่า การเริ่มต้นนี้อาศัยแต้มความสำเร็จที่ได้จากการทะลวงระดับความชำนาญของแต่ละทักษะ
ดังนั้น
“ความสำเร็จทั้งหมดของข้า ล้วนมาจากความพยายามของข้าเอง!”
หลังจากพบว่าค่าความชำนาญกำลังเพิ่มขึ้น อารมณ์ของหลัวเฉินที่ปรับได้เกือบจะดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก
กระทั่งเหมือนกับถูกฉีดเลือดไก่เข้าไป ส่งเสียงโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง!
(สำนวนจีน หมายถึง คึกคัก ตื่นเต้นอย่างมาก)
ทว่าเมื่อวาน เขาเข้าใจหลักการที่ว่ารีบร้อนเกินไปย่อมไม่สำเร็จแล้ว เขาก็รู้ดีว่าสภาพตื่นเต้นเช่นนี้ ไม่เหมาะที่จะหลอมโอสถโดยตรงนัก
ดังนั้น วันนี้ เขาจึงตั้งใจจะทำอย่างอื่น เพื่อเป็นการผ่อนคลาย
ทำอะไรดีล่ะ?
ฝึกวรยุทธ์!
เปลี่ยนเป็นคำที่ถูกต้องกว่า ควรจะเป็นฝึกวิชาตัวเบา
ตนเองย่อมรู้สถานการณ์ของตนเองดีที่สุด ระดับพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูง พลังวิญญาณไม่แข็งแกร่ง กระบี่บินระดับต่ำในมือก็เป็นเพียงของประกอบฉาก เขาไม่ได้เรียนแม้กระทั่งวิชาควบคุมวัตถุ กระบี่บินทำได้เพียงถือไว้ในมือเพื่อฟันเท่านั้น
เจ้าของร่างเดิมตอนเข้าป่าเมื่อครั้งกระโน้น อันที่จริงก็อยู่แค่บริเวณรอบนอกสุด ช่วยคนอื่นแบกเนื้อสัตว์อสูรกลับเมือง
ในสถานการณ์เช่นนี้ จะทำอย่างไรจึงจะมีความสามารถในการเอาชีวิตรอดสูงสุด?
คำตอบย่อมเป็นการวิ่งหนีสิ!
ตามหลักเหตุผลแล้ว วิธีหนีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมปราณ ย่อมไม่พ้นยันต์เทพท่องแดน หรือการขับเคลื่อนอาวุธวิเศษเพื่อเหาะเหินชั่วครู่ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นคาถาอาคมวิชาเหินลม
แต่น่าเสียดาย ยันต์เทพท่องแดนแพงระยับ อีกทั้งคนทั่วไปก็หาซื้อไม่ได้
อาวุธวิเศษต้องใช้ร่วมกับวิชาควบคุมวัตถุ อีกทั้งผลลัพธ์อาจจะสู้ไม่ได้แม้แต่วิชาเหินลม
แล้ววิชาเหินลมที่เป็นของพื้นๆ แบบนี้ หลัวเฉินก่อนหน้านี้ก็ซื้อไม่ไหว
เล่มหนึ่งต้องใช้หินวิญญาณระดับต่ำหลายสิบก้อน
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงตั้งเป้าหมายไปที่วิชาตัวเบาของโลกยุทธภพ
ถึงแม้จะเป็นเพียงวิทยายุทธ์ระดับปุถุชน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ อย่างน้อยก็ไม่ต้องพึ่งพาพลังวิญญาณ
พลังวิญญาณของหลัวเฉินมีน้อยอยู่แล้ว พลังวิญญาณของผู้ฝึกตนอิสระระดับต่ำอันที่จริงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ หลายครั้งการต่อสู้ก็เป็นการยืนยิงแลกกัน
ดังนั้น วิชาตัวเบาของโลกยุทธภพที่ไม่สิ้นเปลืองพลังวิญญาณ ย่อมมีประโยชน์อยู่!
นั่งอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ กางตำราวิชาตัวเบาที่ซื้อมาจากย่านการค้าในราคาทองคำสิบตำลึงออกมา
《ท่องแดนอิสระ》
ชื่ออันยอดเยี่ยม!
คำแนะนำก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน “อาศัยความถูกต้องแห่งฟ้าดิน ควบคุมความเปลี่ยนแปลงแห่งหกปราณ เพื่อท่องไปในแดนอันอิสระไร้ที่สิ้นสุด!”
แน่นอนว่า อันที่จริงเป็นเพียงจินตนาการอันยิ่งใหญ่ของผู้ก่อตั้งเท่านั้น
หลังจากอ่านอย่างตั้งใจและละเอียดถี่ถ้วนหลายรอบ หลัวเฉินก็ลองลงมือ ไม่สิ ลงเท้า!
นี่ไม่ใช่ชุดวิชาตัวเบาสำหรับการต่อสู้ที่เน้นฝีเท้าพิสดาร แต่เป็นวิชาตัวเบาประเภทเดินทางที่เน้นการยืมแรง ผ่อนแรง ปรับเปลี่ยนท่วงท่าขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง พร้อมทั้งประสานกับการหายใจตามจังหวะ เพื่อให้สามารถวิ่งได้เร็วและไกล
ตอนเริ่มฝึกใหม่ๆ หลัวเฉินยังไม่ค่อยชินนัก
ไอ้การยืมแรง ผ่อนแรงอะไรนั่น พูดจาดูซับซ้อน และจะควบคุมหกปราณได้อย่างไรกัน!?
แต่หลังจากวิ่งอยู่ในทุ่งราบฝั่งตรงข้ามลำธารตลอดช่วงเช้า เขาก็พอจะจับเคล็ดได้บ้าง
“ตอนลมแรง ให้ปรับท่วงท่า เปลี่ยนทิศทางลม อย่าวิ่งทวนลม”
“หากมีกิ่งไม้ เนินสูง สามารถยืมแรงกระโดดได้ ตอนลงพื้น ผ่อนแรงลงอย่างแผ่วเบา หรือจะใช้แรงสะท้อนกลับเพื่อเร่งความเร็ววิ่งออกไปก็ได้”
“จังหวะการหายใจต้องไม่เสีย สภาพจิตใจก็ต้องสงบ ถึงแม้จะไม่ใช่การท่องแดนอย่างอิสระ แต่ก็ต้องยึดมั่นในความพยายามสุดกำลังภายในใจ”
“เฮ้ๆๆ ไม่เลวเลย วิชาตัวเบานี่ก็เข้าท่าเหมือนกันนะ”
ตอนกินข้าวกลางวัน หลัวเฉินเหลือบมองหน้าต่างค่าความชำนาญ
ในช่องทักษะ มีแถบข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน 【ท่องแดนอิสระ ระดับเริ่มต้น: 13/100】
“เริ่มต้นแล้ว แถมค่าความชำนาญยังเพิ่มเร็วอีกด้วย!”
“การฝึกเซียนเหมือนเต่าคลาน วิถียุทธ์เหมือนวิหคเหิน ข้าเดิมทีเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ที่หมื่นคนจะมีสักคนนี่เอง!”
ถือชามใบใหญ่ หลัวเฉินหัวเราะเหอะๆ อย่างโง่งม
น่าเสียดายที่วิถียุทธ์ไม่อาจนำไปสู่ชีวิตอมตะได้ มิฉะนั้นก็ใช่ว่าจะลองเป็นจ้าวยุทธ์เล่นๆ ไม่ได้
ช่วงบ่ายฝึกวิชาท่องแดนอิสระอีกครึ่งวัน หลัวเฉินยิ่งรู้สึกคล่องแคล่วขึ้น ค่าความชำนาญยิ่งพุ่งพรวดๆ
ตอนพักผ่อน หลัวเฉินลองคิดวิเคราะห์ดู สุดท้ายก็สรุปว่าเป็นเพราะความแข็งแกร่งของร่างกายในปัจจุบัน
กินข้าววิญญาณ รวมทั้งเนื้อสัตว์อสูรทุกวัน แถมยังโคจรพลังวิชาฉางชุนดูดซับปราณวิญญาณ
ต่อให้เป็นสุกร ก็ต้องเป็นสุกรอสูร!
ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น การควบคุมร่างกายย่อมแข็งแกร่งขึ้นมิใช่หรือ?
เหมือนกับนักบาสเกตบอลระดับซูเปอร์สตาร์ในโลกเดิม ท่านคิดว่าพวกเขาเป็นซูเปอร์สตาร์ได้เพราะเทคนิคหรือ? ไม่ใช่เลย พวกเขาต้องมีร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ก่อนเป็นอันดับแรก
แม้แต่ซูเปอร์สตาร์ที่ถูกเรียกว่าไม่มีพรสวรรค์ที่สุด ร่างกายก็ยังแข็งแกร่งกว่านักบาสเกตบอลอาชีพทั่วไป
ตอนนี้เขาก็คือมีความแข็งแกร่งของร่างกายสูงพอแล้ว ได้ตำราฝึกฝนร่างกายมาเล่มหนึ่ง ไม่นับว่าเป็นการแสดงฝีมือเกินระดับ เพียงแต่เป็นการพัฒนากลไกของร่างกายที่ควรจะมีอยู่แล้วเท่านั้น
ตอนพลบค่ำ หลัวเฉินแช่อยู่ในลำธารลึกหนึ่งเมตร ก้มหน้าขุดดินเหลืองขึ้นมาหนึ่งกอง
จากนั้นอาศัยความทรงจำ ปั้นตุ๊กตาดินขึ้นมาตัวหนึ่ง
ดวงตาหงส์ คิ้วหนอนไหม หน้าตาหล่อเหลา สง่างามน่าเกรงขาม ต่อให้สาวๆ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์มาเห็นก็ต้องชมว่าเขาปั้นได้ดี
“ท่านกวนอู ท่านรอเดี๋ยวนะ ตอนกลางคืนข้าจะติดหนวดให้ท่าน แล้วจะเหลาง้าวมังกรเขียวให้ท่านด้วย!”
ขณะที่เขากำลังพึมพำอยู่นั้น ในป่าที่ห่างออกไปหลายลี้ในทุ่งราบ จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นสองสามครั้ง
จากนั้นลำแสงเหินหาวหลายสายก็พุ่งพรวดออกมาจากป่า
หลัวเฉินรีบลุกขึ้นอย่างระแวดระวัง กลับเข้าบ้าน หยิบกระบี่อาคมของตนเอง ปิดประตูใหญ่ให้เรียบร้อย
บนทุ่งราบฝั่งตรงข้ามลำธาร ลำแสงเหินหาวเหล่านั้นได้ร่อนลงสู่พื้นหญ้ารกแล้ว มองไปยังส่วนลึกของเทือกเขาอย่างห่างไกล