เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 อนาคตที่ยังมองไม่เห็น

บทที่ 35 อนาคตที่ยังมองไม่เห็น

บทที่ 35 อนาคตที่ยังมองไม่เห็น


บทที่ 35 อนาคตที่ยังมองไม่เห็น

เมื่อกลับขึ้นมาสู่พื้นดิน พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังร้านเหล้าที่พักกันก่อนหน้านี้

พอเข้าใกล้ถนนหน้าร้านเหล้า คอลินสังเกตเห็นฝูงชนมุงดูเหตุการณ์กันเนืองแน่น ส่วนใหญ่เป็นพนักงานทำความสะอาดที่พักเที่ยง และยังมีกวีพเนจรสะพายลูทอีกสองคนปะปนอยู่ด้วย

ทันทีที่เห็นกลุ่มคนเดินมา ภรรยาของคีแรนที่ชะเง้อรออยู่หน้าประตูก็รีบวิ่งถลันเข้ามา

"คีแรน... คีแรนของข้า..."

หญิงสาวน้ำตานองหน้าพูดเสียงขาด ๆ หาย ๆ เมื่อเห็นสภาพสามีที่ถูกหามมา เธอก็เข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้น

"แค่โดนพิษ อีกเดี๋ยวก็หาย ถ้าเจ้าช่วยนวดแขนขาให้เขาหน่อย น่าจะหายเร็วขึ้น" ทหารยามอาวุโสอธิบายอย่างใจเย็น

ทหารยามอีกคนตะโกนบอกฝูงชน "คนเจ็บปลอดภัยดี อีกเดี๋ยวก็ลุกเดินได้แล้ว!"

สิ้นเสียง เสียงเฮดังสนั่นไปทั่วบริเวณ

ภรรยาของคีแรนร้องไห้ไปหัวเราะไป พูดอะไรไม่เป็นภาษา

พนักงานทำความสะอาดคนอื่น ๆ ต่างพากันตะโกนขอบคุณคอลินและคณะ พร้อมสรรเสริญทหารยามผู้กล้าหาญ

เสียงโห่ร้องดึงดูดความสนใจของผู้คนบนถนนให้เข้ามาร่วมวง

พวกชอบมุงต่างพากันแห่เข้ามาชื่นชมวีรบุรุษ เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานวีรกรรมนี้จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาตามร้านเหล้าทั่วเมืองเธาซันด์มาสต์

เมื่อฝูงชนเริ่มซา ทหารยามก็ถามที่อยู่ของคีแรนเพื่อจะไปส่งที่บ้าน ภรรยาและเพื่อนร่วมงานของเขาก็ขอติดสอยห้อยตามไปด้วย

ไม่นาน กลุ่มคนก็หายลับไปตรงหัวมุมถนนพร้อมเสียงเชียร์ที่ค่อย ๆ จางลง

"พ่อหนุ่ม เจ้าชื่ออะไร ใครเป็นคนรับเจ้าเข้าทำงาน" ทหารยามอาวุโสหันมาถามคอลิน

"คอลิน ไม่มีนามสกุลครับ เอ็ดวิน เฮิร์ด เป็นคนมอบแหวนวงนี้ให้"

"อ้อ ท่านพาลาดินผู้เลื่องชื่อนั่นเอง มิน่าล่ะเจ้าถึงได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ วางใจเถอะ วีรกรรมของเจ้าในวันนี้จะไปถึงหูเขาแน่นอน เตรียมรอรับรางวัลจากซิตี้วอทช์ได้เลย!" ทหารยามอาวุโสหัวเราะร่าพลางตบไหล่คอลิน

จังหวะนั้น ทหารยามหนุ่มที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น

"สหาย ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้าทำหน้าที่ผู้พิทักษ์เมืองเธาซันด์มาสต์ได้ดีกว่าข้าเสียอีก"

เขาก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ ฟังออกว่ายังขวัญเสียจากเหตุการณ์หนอนกินซากเมื่อครู่ไม่หาย

วงสนทนาเงียบกริบลงทันที

ทหารยามอาวุโสเตือนเสียงเข้ม "อย่าพูดแบบนี้ต่อหน้าชาวเมือง"

ทหารยามสองคนนี้คงเป็นคู่หูแบบพี่เลี้ยงสอนงานน้องใหม่

สังเกตได้ว่าตั้งแต่เริ่มภารกิจ ทหารยามอาวุโสเป็นคนสั่งการและพูดคุยตลอด ทหารยามหนุ่มคงตื่นเต้นตั้งแต่แรก พอมาเจอภาพสยองขวัญเข้า จิตใจเลยเตลิดเปิดเปิง

ความแตกตื่นของเขาทำให้คีธพลอยโดนลูกหลงจนหมดสภาพต่อสู้ไปด้วย

จะบอกว่าความเสี่ยงตายครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดของทหารยามหนุ่มล้วน ๆ ก็ไม่ผิดนัก แต่คอลินไม่อยากจะไปซ้ำเติมอะไรมาก

ตอนเขาเห็นกองศพนั่นแวบแรก เขาก็ช็อกจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

ในหัวคิดแต่ว่าจะฆ่าทุกอย่างที่เข้ามาคุกคามชีวิต

คนเราตอบสนองต่อความกลัวต่างกัน ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร

คิดได้ดังนั้น คอลินจึงพูดปลอบใจ "ท่านผ่านการฝึกมาอย่างถูกต้อง เมื่อเวลาผ่านไป ท่านจะกลายเป็นทหารยามที่แท้จริง เรื่องวันนี้ก็แค่บททดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง"

ทหารยามอาวุโสมองคอลินแล้วยิ้ม

เขาจับมือคอลินอย่างจริงใจ พร้อมกล่าว "ถ้ามีพลเมืองแบบเจ้าในเมืองนี้เยอะ ๆ ความปลอดภัยคงดีขึ้นเป็นกอง"

คอลินพยักหน้าเขิน ๆ

เรื่องราวถือว่าจบลงด้วยดี ทหารยามอาวุโสมอบค่าจ้างตามที่ตกลงไว้ แล้วแยกตัวไปจัดการงานเอกสารต่อกับทหารยามคนอื่น

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่าย

ภารกิจคุ้มกันพนักงานทำความสะอาดของคอลินและคีธจึงสิ้นสุดลงก่อนเวลา

คอลินแบ่งเงินให้คีธ

รวมรายได้จากภารกิจช่วงนี้และค่าหางหนูยักษ์ เบ็ดเสร็จได้มาประมาณสองเหรียญทองสองเหรียญเงิน คอลินควักหนึ่งเหรียญทองกับหนึ่งเหรียญเงินให้คีธ แล้วกะว่าจะไปเบิกส่วนที่เหลือจากเอ็ดวินที่ป้อมฮอร์นพรุ่งนี้

คีธรับเงินไป พลางพินิจพิเคราะห์หลอดแก้วบรรจุพิษหนอนกินซาก

เขาบ่นพึมพำ "ไอ้นี่ฤทธิ์แรงชะมัด ตอนนั้นข้ารู้สึกว่าขยับได้แค่ลูกตาจริง ๆ"

"เห็นไหมล่ะว่าชุดเกราะมีประโยชน์ เจ้าควรหาซื้อมาใส่บ้างนะ"

"ข้าเคยใส่ไอ้พวกกระดองเหล็กนั่นแล้ว มันไม่เวิร์ค" คีธส่ายหน้า "ถึงวันนี้เจ้าจะโชว์เทพกู้สถานการณ์มาได้ แต่ข้าก็ขอยืนยันคำเดิม เรื่องของออร์ค เจ้าไม่เข้าใจหรอก"

"ก็ได้ ๆ งั้นไปฝึกกับพวกคนแคระกันไหม" คอลินชวน

คีธหาวหวอด "ไม่เอาล่ะ ข้ารู้สึกเพลีย ๆ ขอไปนอนเอาแรงก่อนดีกว่า"

"โอเค เจอกันพรุ่งนี้เช้าที่ร้านแบล็กฮาร์ต"

หลังจากแยกกับคีธ คอลินเดินออกมาได้ไม่ไกล

เขาก็หยุดยืนนิ่งอยู่กลางถนน

เดิมทีตั้งใจว่าทำงานเสร็จจะไปหาอะไรทำคลายเครียดสักหน่อย

แต่ตอนนี้คีธกลับบ้านไปแล้ว ส่วนในโลกต่างมิตินี้เขาก็ไม่มีเพื่อนคนอื่น ร่างเดิมเองก็เป็นคนเก็บตัว เพื่อนฝูงแทบไม่มี คอลินเลยไม่รู้จะไปทำอะไรดี

ว่างเกินไปแล้ว คอลินบิดขี้เกียจ

ความรู้สึกโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาในใจ

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก... บางทีครั้งหน้าที่แหงนหน้ามองฟ้าแบบนี้ เขาอาจจะได้อยู่ในคฤหาสน์หรูในเขตเมืองชั้นใน มีครอบครัวอบอุ่น มีหน้าที่การงานมั่นคงแล้วก็ได้

คิดไปคิดมา

สุดท้ายคอลินก็ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่ที่ไหน เขาแวะซื้อขนมปังกับเนยแข็งจากร้านเหล้า แล้วกลับไปที่ห้องใต้หลังคา

เขาเทเงินทั้งหมดออกมาวางเรียงเป็นตั้ง ๆ บนโต๊ะ

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า กองเหรียญทองและเหรียญเงินดูจะเปล่งประกายระยิบระยับยามต้องแสงแดดสลัว

เทียบกับท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ของพวกนี้ดูจับต้องได้และอุ่นใจกว่าเยอะ

คอลินจ้องมองกองเหรียญทอง พลางเคาะเหรียญทองแดงกับโต๊ะเล่น

ถ้ารวมกับเงินที่จะได้จากเอ็ดวินพรุ่งนี้ ตอนนี้เขามีเงินเก็บเจ็ดเหรียญทองแล้ว เทียบกับตอนแรกที่เกือบจะไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าหนึ่งเหรียญทอง สถานการณ์ตอนนี้ดีกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า

แล้วตอนนี้ควรย้ายไปอยู่เขตเมืองชั้นในหรือยัง?

ถึงค่าครองชีพในเมืองชั้นในจะสูง แต่ถ้าประหยัดหน่อย เงินเจ็ดเหรียญทองก็น่าจะอยู่ได้สักสองเดือน

แต่ถ้าทำแบบนั้น ก็เท่ากับต้องกลับไปวังวนเดิมที่ต้องวิ่งวุ่นหาค่าเช่าบ้านทุกเดือน แลกกับการหนีจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและความไม่ปลอดภัยในสลัม

คอลินวางเหรียญทองแดงลง แล้วถอนหายใจยาว

ช่างมันเถอะ

ก่อนหน้านี้กังวลเรื่องสงครามแก๊ง แต่ตอนนี้ได้เป็นเจ้าหน้าที่ซิตี้วอทช์แล้ว พวกแก๊งคงไม่กล้ามาแหยมง่าย ๆ

เงินหกเหรียญทองอยู่สลัมได้สบาย ๆ ตั้งสี่เดือนกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่า ชีวิตน่าจะผ่อนคลายขึ้นเยอะ

แทนที่จะรีบร้อนย้ายเข้าเมือง

สู้เอาเงินส่วนเกินไปลงทุนซื้ออุปกรณ์ดี ๆ ดีกว่า

มีอุปกรณ์ดี ก็รับงานยากขึ้นได้ เงินก็เยอะขึ้น รางวัลก็ดีขึ้น

รอให้รายได้เยอะกว่านี้ค่อยย้ายเข้าเมือง ถึงจะเป็นทางเลือกที่ฉลาด

เมื่อตัดสินใจได้ คอลินก็เก็บเงินเข้าที่ บิดขี้เกียจสุดแรง แล้วหันไปจัดการกับมื้อเย็นรสชาติจืดชืดตรงหน้า

จบบทที่ บทที่ 35 อนาคตที่ยังมองไม่เห็น

คัดลอกลิงก์แล้ว