- หน้าแรก
- ข้ามีสมุดบันทึกภารกิจ
- บทที่ 22 ขบวนรถม้าขากลับ
บทที่ 22 ขบวนรถม้าขากลับ
บทที่ 22 ขบวนรถม้าขากลับ
บทที่ 22 ขบวนรถม้าขากลับ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขบวนรถม้าก็ออกเดินทาง
บนถนนที่เงียบสงบไม่มีสิ่งใดแปลกตา นอกเสียจากสายลมเอื่อยและทิวทัศน์ไกลลิบที่คอยเป็นเพื่อนร่วมทางแก่นักเดินทาง
คอลินนั่งกุมศีรษะที่ปวดตุบ ๆ อยู่บนที่นั่งข้างคนขับ
ส่วนคีธที่นั่งอยู่ท้ายรถม้ากลับดูกระปรี้กระเปร่าราวกับเมื่อวานไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หรือว่าเหล้าจะมีสรรพคุณลึกลับบางอย่างที่ไม่เป็นที่เปิดเผยสำหรับเผ่าออร์คกันนะ คอลินอดสงสัยไม่ได้
"สหายคอลิน เมื่อวานเจ้าดื่มหนักไปหน่อยนะ"
บ็อบตบไหล่อีกฝ่ายพลางยิ้ม แล้วยื่นถุงน้ำให้ "นี่ชาที่ข้าให้คนชงเมื่อเช้า น่าจะช่วยเจ้าได้บ้าง"
คอลินรับมาจิบ คำแรกที่สัมผัสลิ้นคือความขมฝาดจนลิ้นชา
แต่โชคดีที่อาการปวดหัวทุเลาลงไปมาก มิน่าล่ะบ็อบที่อายุมากแล้วถึงยังดูสภาพดีอยู่
บ็อบถามยิ้ม ๆ "เป็นไง พอไหวไหม"
"สดชื่นขึ้นเยอะเลย" คอลินตบท้ายทอยตัวเองเบา ๆ พลางว่า "เที่ยวนี้เราต้องระวังตัวกันหน่อย ข้าได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่ามีหมียักษ์อาละวาดอยู่รอบ ๆ เมือง"
"หมีตัวเดียวรับมือง่ายกว่าฝูงหมาป่าเยอะ" คีธแทรกขึ้น "ขบวนเราคนตั้งเยอะ รุมฆ่ามันตายก็ได้ส่วนแบ่งคนละหลายเหรียญทองแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่านักผจญภัยบนรถม้าคันอื่นต่างพากันโห่ร้องเห็นด้วยกับคีธ
เทียบกับตอนขาไปที่ต่างคนต่างรังเกียจ ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนักผจญภัยกับฮาล์ฟออร์คตนนี้ดีขึ้นถนัดตา
"ถึงตอนนั้นคงต้องพึ่งพวกเจ้าแล้วล่ะ สหาย" บ็อบกล่าว
คอลินพึมพำตอบเบา ๆ "คงงั้นมั้ง"
ทว่าครั้งนี้ ขบวนเดินทางไปได้ไกลโขโดยไม่พบเจออุปสรรคใด ๆ
แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงไม่ร้อนแรงจนเกินไป สายลมจากทะเลพัดโชยมาเย็นสบาย
คอลินนั่งโยกตัวไปตามจังหวะรถม้า รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชุดเกราะมูลค่าสิบกว่าเหรียญทองถูกยัดใส่เป้ ถุงสมุนไพรก็แน่นขนัด ถ้าขายออกไปได้ อย่างน้อยเขากับคีธก็น่าจะได้ส่วนแบ่งคนละเก้าเหรียญทอง
เก้าเหรียญทองเชียวนะ!
แค่ไม่กี่วัน พวกเขาหาเงินได้เท่ากับค่าแรงกรรมกรแบกหามที่ท่าเรือตั้งสองเดือนกว่า!
เมื่อคำนวณตัวเลขออกมาได้
คอลินก็รู้ทันทีว่า ชาตินี้เขาคงไม่มีทางกลับไปเป็นกรรมกรแบกหามที่ท่าเรือเหมือนร่างเดิมอีกแล้ว
ความแตกต่างมันมากเกินไป ยังไงเขาก็รับไม่ได้เด็ดขาด
คอลินเอนกายพิงพนักรถม้าอย่างสบายอารมณ์
นับตั้งแต่ข้ามภพมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกผ่อนคลายจริง ๆ
กระเป๋าเงินที่หนักอึ้งช่วยกดทับหัวใจที่เคยว้าวุ่นให้สงบนิ่ง เก้าเหรียญทองเพียงพอสำหรับค่าเช่าห้องสี่เดือน ช่วงเวลาต่อจากนี้คงไม่ต้องร้อนรนเหมือนเมื่อหลายวันก่อนแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีชุดเกราะอีกสองชุดที่พวกเขาได้มา
คอลินจำได้ว่าเคยเห็นในตลาดมือสอง เกราะนวมมือสองขายกันที่สามเหรียญทอง ส่วนเกราะหนังมือสองน่าจะราว ๆ เก้าเหรียญทอง
นี่ก็นับเป็นรายได้ก้อนโตของเที่ยวนี้เหมือนกัน
สำหรับนักผจญภัยอย่างพวกเขา อาวุธและชุดเกราะก็เปรียบเสมือนเครื่องมือทำมาหากิน
ที่ต่างกันคือ อาชีพอื่นถ้าเครื่องมือห่วยก็แค่รายได้ลด แต่สำหรับพวกเขา ถ้าอุปกรณ์ห่วยแตกอาจหมายถึงชีวิต
แต่พูดตามตรง คอลินยังมีความรู้เรื่องการใช้ชุดเกราะเพียงแค่หางอึ่ง
ก็ชาติก่อนไม่มีทางได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้นี่นา เรื่องชุดเกราะอะไรพวกนี้ก็เคยเห็นแค่ในหนังเท่านั้น
หรือควรจะเจียดเงินไปจ้างทหารรับจ้างเกษียณอายุมาสอนดีนะ
คอลินจำได้ว่าคอร์สเรียนแบบนั้นในย่านสลัมคิดราคาคาบละไม่กี่เหรียญเงิน แต่เอาเข้าจริง เขาก็รู้สึกว่าพวกทหารรับจ้างเก่า ๆ ที่มาสอนก็ไม่ได้ดูน่าเชื่อถือเท่าไหร่
ครั้นจะไปขอเรียนกับพวกหัวหน้ายามในเมือง ค่าใช้จ่ายก็คงแพงหูฉี่...
เอาเถอะ ปัญหานี้เก็บไว้คิดตอนกลับถึงเมืองเธาซันด์มาสต์ก็แล้วกัน
คอลินพิงแผ่นไม้ด้านหลัง พลางเปิดหน้าต่างสถานะที่วาดบนแผ่นหนังสัตว์ขึ้นมาในความคิด
[ภารกิจ: คุ้มกันรถม้า]
[ระดับ: 5 (ปุถุชน)]
[รางวัล: ความชำนาญ +150, สติปัญญา +1, ร่างกาย +1]
ค่าสถานะมีการเปลี่ยนแปลง ดูเหมือนว่าการเก็บสมุนไพรจะถูกนับรวมในความยากของภารกิจด้วย
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าการหนีตายจากก็อบลินและการฆ่าวินเทอร์วูล์ฟไม่ถูกนับรวมในการประเมิน คอลินคงกระอักเลือดแน่
รางวัลครั้งนี้ถือว่าไม่เลวเลย
ตั้งแต่เพิ่มค่าสติปัญญาไปคราวก่อน คอลินรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งทุกวัน คราวนี้ถ้าได้เพิ่มค่าร่างกายด้วย สุขภาพก็น่าจะแข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ เขายังเหลือบไปเห็นทักษะพิเศษใหม่ที่ได้จากการต่อสู้
"นักรบเวท"
พูดง่าย ๆ ก็คือ ลดโอกาสร่ายเวทล้มเหลว และเพิ่มความเสียหายของการโจมตีด้วยเวทมนตร์ระยะประชิดในครั้งถัดไป
เนื่องจากเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบงูๆ ปลาๆ คอลินจำได้ว่าร่างเดิมฝึกร่ายเวทล้มเหลวบ่อยครั้งมาก
ผลของการร่ายเวทล้มเหลวส่วนใหญ่คือปล่อยเวทไม่ออก แล้วก็สูญเสียพลังจิตเปล่า ๆ ครั้งที่โชคร้ายที่สุด ร่างเดิมถึงกับทำนิ้วตัวเองไหม้เลยทีเดียว
ดังนั้นการลดโอกาสร่ายเวทล้มเหลวจึงมีประโยชน์มาก
ขืนไปพลาดตอนกำลังสู้ ผลลัพธ์คงไม่อยากจะคิด
เท่าที่คอลินเห็นมา อาวุธและเวทมนตร์ต่าง ๆ ล้วนมีระยะหวังผลที่แน่นอน ดังนั้นการเพิ่มความเสียหายของเวทมนตร์ระยะประชิดจึงไม่ต้องพูดถึง เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่ามีประโยชน์สุด ๆ
คอลินลองทบทวนดู
ดูเหมือนการได้รับทักษะพิเศษพวกนี้จะเกี่ยวข้องกับสไตล์การต่อสู้ของเขา
ช่วงหลังมานี้เขาต้องสู้กับมอนสเตอร์ในระยะประชิดตลอด ก็เลยได้ทักษะเสริมแกร่งเวทมนตร์ระยะประชิดมาแบบนี้กระมัง
แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
จอมเวทในอนิเมะหรือหนังมักจะสวมเสื้อคลุมถือไม้เท้า แต่หลังจากโดนพวกก็อบลินยิงธนูใส่คราวนั้น จะให้คอลินแต่งตัวแบบนั้นไปผจญภัย เขาคงประสาทกินตายพอดี
ตอนนี้เขายังเรียนเวทป้องกันไม่ได้ แถมยังหาเสื้อคลุมลงอาคมไม่ได้อีก
บางทีนักรบเวทสวมเกราะอาจจะเหมาะกับเขามากกว่าก็ได้
อย่างน้อยก่อนที่จะเรียนรู้วิชาป้องกันที่แข็งแกร่งได้ คอลินคิดว่าใส่เกราะหนา ๆ ไว้ก่อนน่าจะดีกว่า
"น้องคอลิน"
"มีอะไร" คอลินหันกลับไปมองคีธ "ทำไมต้องทำเสียงกระซิบกระซาบด้วย"
ฮาล์ฟออร์คลิังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า "เวทมนตร์นั่นของเจ้า... ข้าไม่เคยเห็นเจ้าฝึกมาก่อนเลย"
"เรื่องนี้มันอธิบายยากน่ะ"
คอลินขมวดคิ้ว สำหรับเผ่าออร์คที่มีข้อจำกัดในการต่อสู้ระยะประชิด การเรียนเวทมนตร์ได้น่าจะเป็นเรื่องดี... แต่เขาเรียนเวทมนตร์ผ่านระบบโกงนี่สิ จะสอนคนอื่นยังไงดีล่ะ
"ข้ารู้ พวกหมอผีในเผ่ากับพวกดรูอิดก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน"
คีธถอนหายใจ
เขามองออกไปที่แนวชายฝั่งที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในระยะไกล
ผ่านไปพักใหญ่ ฮาล์ฟออร์คถึงได้เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง "เจ้ายังจำเรื่องของข้าได้ใช่ไหม ดังนั้นถ้าเจ้าศรัทธาสิ่งใดอยู่ ทางที่ดีอย่าไปขัดขืนมันจะดีกว่า"
คอลินพยักหน้า
เขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจผิดคิดว่าพลังของเขาได้มาจากการศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"แต่ถ้าวันหนึ่งเจ้าจำเป็นต้องทำแบบนั้น..." คีธพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ก็มาหาข้า ถึงข้าจะเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ที่ไม่มีอะไรเลย แต่เรื่องโดนเทพเจ้าลงโทษเนี่ย ข้าถือว่าเชี่ยวชาญพอตัว"
"แล้วถ้าเกิดข้าโดนลงโทษเพราะอยากจะทำเรื่องชั่ว ๆ ล่ะ"
คีธฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยว "เจ้าคิดว่าในสายตามนุษย์ ข้าเป็นคนดีหรือคนเลวล่ะ"