เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 ความฝันของวีรบุรุษ

บทที่ 21 ความฝันของวีรบุรุษ

บทที่ 21 ความฝันของวีรบุรุษ 


บทที่ 21 ความฝันของวีรบุรุษ

"ที่นี่ดูซอมซ่อกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะเลย" คีธบ่นพึมพำเสียงเบา

"เบาเสียงหน่อย เรายังต้องรอรับรางวัลจากพวกเขาอยู่นะ" คอลินใช้ศอกกระทุ้งเจ้าทึ่มตัวโตข้างกาย

แสงแดดลอดผ่านรอยแยกของบานเกล็ดลงมากระทบพื้นไม้หยาบ ๆ พื้นไม้โอ๊กโล่งเตียนถือว่าสะอาดสะอ้านพอใช้ ในที่ทำการนี้นอกจากชุดโต๊ะทำงานกับชั้นหนังสือแล้วก็แทบไม่มีข้าวของอะไรเลย สิ่งเดียวที่ดูสะดุดตาคงจะเป็นหัวกวางสตัฟฟ์ที่แขวนอยู่บนผนัง

ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา หัวหน้าหมู่บ้านยังคงนั่งอ่านเอกสารอยู่หลังโต๊ะ

หัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้ไม่ใช่ชายวัยกลางคนลงพุงตามภาพจำเดิม ๆ แต่เป็นชายหนุ่มที่ดูท่าทางฉลาดเฉลียวคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์ การแต่งกายถือว่าดูดีมีฐานะ

หัวหน้ายามก้าวเข้าไปรายงานว่า "ท่านครับ พวกเขาสังหารหมาป่านั่นได้แล้ว"

เมื่อได้ยินดังนั้น หัวหน้าหมู่บ้านก็รีบเดินเข้ามาถามว่า "มีหลักฐานไหม"

คีธเหวี่ยงหนังสัตว์ที่แบกอยู่ด้านหลังลงบนพื้นทันที หนังสัตว์ดิบหนักกว่าห้าสิบกิโลกรัมกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ทำเอาหัวหน้าหมู่บ้านสะดุ้งโหยง

หัวหน้ายามข้าง ๆ ต้องกระแอมไอสองสามทีเพื่อทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน

หัวหน้าหมู่บ้านย่อตัวลงลูบขนสีขาวราวหิมะ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืน

"สุภาพบุรุษทั้งสอง ขอบคุณสำหรับการเสียสละของพวกท่าน ไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ก่อกวนเส้นทางการค้ามาแปดเก้าวันแล้ว พวกท่านช่วยเราได้มากจริง ๆ"

หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คอลินก็เอ่ยปากขึ้น "แต่ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าไม่เคยได้ยินข่าวเรื่องหมาป่าตัวนี้มาก่อนเลย"

หัวหน้าหมู่บ้านชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น

จากนั้นเขาก็ยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า "เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ต้องพึ่งการส่งออกแร่ธาตุเพื่อแลกกับเสบียงอาหาร ช่วงนี้นโยบายจัดตั้งที่พักพิงผู้ลี้ภัยของเมืองเธาซันด์มาสต์ทำให้พวกเราลำบากกันพอสมควร ทั้งเรื่องความปลอดภัย อาหารการกิน... ปัญหาจุกจิกดูเหมือนจะมีเข้ามาไม่หยุดหย่อน

หากเส้นทางการค้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาอีก ชาวเมืองคงต้องอดอยาก ภายใต้ความโกลาหล ความปลอดภัยของหมู่บ้านก็อาจจะย่ำแย่ลงไปอีก บอกตามตรงว่าพวกเรารับมือไม่ไหวแล้ว"

คอลินถอนหายใจ

ในฐานะคนยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับกระแสข้อมูลข่าวสาร เขาก็พอจะคาดเดาเรื่องพวกนี้ได้ เพียงแต่ต้องการคำอธิบายก็เท่านั้น

หัวหน้าหมู่บ้านถูมือด้วยความประหม่าแล้วกล่าวว่า "เอาอย่างนี้ไหม ท่านทิ้งหนังผืนนี้ไว้ที่นี่ ข้าจะให้ช่างหนังทำเป็นสัตว์สตัฟฟ์พร้อมจารึกชื่อของพวกท่านไว้ แล้วนำไปตั้งโชว์ที่ห้องโถงกลาง"

คีธโวยวายขึ้นมาทันที "แล้วเงินล่ะ เจ้าคิดจะเอาของไปฟรี ๆ หรือไง"

"เมื่อกี้ข้าก็บอกไปแล้วว่า สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้จริง ๆ แล้ว..." หัวหน้าหมู่บ้านกระแอมเบา ๆ สองทีก่อนกล่าวต่อ "เพื่อเป็นการชดเชย พวกท่านสามารถไปเลือกชุดเกราะที่คลังอาวุธได้สองชุด ข้าเชื่อว่าของพวกนี้น่าจะมีประโยชน์กับพวกท่านมากกว่าเงินเสียอีก"

"อย่ามาลูกไม้นี้ เจ้า..."

คอลินรีบเอาศอกกระทุ้งแขนคีธ แล้วกระซิบว่า "เกราะหนังชุดเดียก็ปาไปสิบกว่าเหรียญทองแล้วนะ"

"...คนเขาก็ใจดีเหมือนกันนี่" คีธเปลี่ยนท่าทีทันควัน "งั้นตอนนี้ไปเลือกได้เลยใช่ไหม"

"ตอนนี้ในคลังอาวุธมีแค่เกราะหนังกับเกราะนวมเหลืออยู่ไม่กี่ตัว ถ้าพวกท่านยินดีรับไว้ ก็คงจะดีไม่น้อย" หัวหน้าหมู่บ้านปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก

"ไม่มีปัญหา" คอลินพยักหน้า

หัวหน้ายามที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เดินออกจากห้องไปเรียกทหารยามสองสามคนเข้ามาช่วยยกหนังสัตว์ดิบออกไป

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะเดินจากไป หัวหน้าหมู่บ้านก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ทั้งสองท่านคงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการกับสัตว์ร้าย จากรายงานการพบเห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีหมีขาวขนาดยักษ์ตัวหนึ่งโผล่มาป้วนเปี้ยนอยู่รอบ ๆ เมือง..."

คีธแทรกขึ้นว่า "ไวท์ฟรอสต์"

"ใช่ ดูเหมือนจะเป็นชื่อนั้นจริง ๆ" หัวหน้าหมู่บ้านพูดต่อ "ไม่นานมานี้มีนักผจญภัยที่ไปเก็บสมุนไพรทางทิศตะวันตกพบศพผู้ลี้ภัยถูกหมีกิน มันเป็นตัวปัญหาใหญ่สำหรับเรามาก"

คอลินได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้ง วินเทอร์วูล์ฟที่ถูกหมียักษ์โจมตี ก็อบลินที่ตามหาสมุนไพร และชาวบ้านที่ถูกทำร้าย...

ตอนที่เขากับคีธไปเก็บสมุนไพรเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าหมีนั่นคงไม่ได้วนเวียนอยู่แถวนั้นหรอกนะ ถ้าอย่างนั้นพวกเขาก็เฉียดความตายมาแล้วจริง ๆ

คอลินตอบกลับไปว่า "พวกเราจัดการไม่ไหวหรอก"

"แต่ว่า..."

คอลินเสริมต่อทันที "อีกอย่าง พวกเรายังเจอถ้ำทางทิศตะวันตกที่ดูเหมือนพวกดรูอิดเคยอาศัยอยู่ พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี"

ข่าวร้ายที่ถาโถมเข้ามาทำเอารอยยิ้มของหัวหน้าหมู่บ้านแข็งค้าง

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า "ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำให้อีกฉบับ พวกท่านนำจดหมายนี้ไปหาบาทหลวงที่วิหารในเมืองเธาซันด์มาสต์เพื่อให้ช่วยรักษาบาดแผลได้"

"ตกลง" คอลินพยักหน้า

แผลถูกยิงที่หลังของเขายังคงเจ็บแปลบ ๆ อยู่เลย

ถ้ามีบาดแผลติดตัวก็คงทำงานไม่ได้ไปอีกสักพัก หากรักษาให้หายขาดได้ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน

อีกอย่าง การไปขอให้บาทหลวงที่วิหารใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์รักษาแผลปกติก็ต้องเสียเงินหลายเหรียญทอง แบบนี้ก็ถือว่าประหยัดเงินไปได้โข

หลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น ทหารยามคนหนึ่งก็พาเดินลงไปชั้นล่าง จนกระทั่งพบกับคลังอาวุธที่มีประตูแน่นหนา

ทหารยามหยิบกุญแจออกมาไขประตู

เป็นอย่างที่หัวหน้าหมู่บ้านว่าไว้ ในคลังอาวุธนี้ไม่มีอุปกรณ์ดีเลิศอะไร ดูจากชั้นวางอาวุธและชุดเกราะที่ว่างเปล่าก็พอจะเดาได้ว่าของดีส่วนใหญ่ถูกเบิกออกไปใช้หมดแล้ว

แต่สำหรับคอลินและคีธ สองนักผจญภัยที่สวมแค่ชุดผ้าลินินออกลุย อุปกรณ์อะไรก็ถือว่ามีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะพวกเขายังไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัวเลยสักชิ้น

"เข้าไปดูสิ อยากได้ชิ้นไหนก็บอกข้า" ทหารยามยืนรอคำตอบอยู่ที่หน้าประตู

คีธเดินอาด ๆ เข้าไปราวกับเดินเข้าบ้านตัวเอง

คอลินรีบตามเข้าไป พลางสำรวจชุดเกราะในคลัง

เนื่องจากต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากสัตว์ป่านานาชนิดอยู่ตลอดเวลา หมู่บ้านในโลกนี้จึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับการต่อสู้ อย่างน้อยพื้นที่แถบหมู่บ้านฟลินต์นี้แต่ก่อนก็เคยเป็นถิ่นของพวกก็อบลินมาก่อน ตอนนี้พวกมันเลยต้องหนีไปมุดหัวอยู่ในภูเขาแทน

ทว่าด้วยทรัพยากรที่จำกัด พวกเขาจึงหาอาวุธดี ๆ มาสะสมได้ไม่มากนัก

ดังนั้นชุดเกราะทั้งคลังจึงมีแต่เกราะนวมและเกราะหนัง แทบไม่เห็นเกราะเหล็กเลย หรือจะพูดให้ถูกคือเกราะเหล็กคงถูกสวมอยู่บนตัวทหารหมดแล้ว

ตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะไปจับทหารยามมาแก้ผ้าแล้วปล้นชุด

คอลินจึงเลือกเกราะคุณภาพระดับทั่วไปจากกองเกราะหนังคุณภาพต่ำเหล่านั้นมาตัวหนึ่ง

[เกราะหนัง / ระดับทั่วไป] [พลังป้องกัน: 2]

เขาถือชุดเกราะมาตรงหน้าทหารยามพร้อมกล่าวว่า "เอาตัวนี้แหละ"

"แค่นี้ยังไม่พอ" ทหารยามพูดจบก็ก้าวฉับ ๆ เข้าไปในคลัง

ขณะที่คอลินกำลังสงสัยว่าหมอนี่คิดจะกลับคำหรือเปล่า อีกฝ่ายก็หยิบเกราะนวมส่งมาให้

[เกราะนวม / ระดับทั่วไป] [พลังป้องกัน: 1]

"ก่อนจะใส่เกราะพวกนั้นต้องสวมเกราะนวมรองข้างในก่อน ไม่งั้นผิวหนังจะถลอกหมด อีกอย่างเกราะนวมเองก็ช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่งด้วย"

มีรายละเอียดเยอะขนาดนี้เลยหรือ

คอลินฟังคำอธิบายของทหารยามพลางกอดเกราะทั้งสองชุดไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทางงุนงง

ในเกมส่วนใหญ่ สวมชุดเกราะก็คือสวมเลยชิ้นเดียวจบ เขาไม่เคยต้องมาคิดถึงเรื่องยิบย่อยพวกนี้มาก่อน

แถมสองชุดนี้รวมกันก็มีค่าตั้งยี่สิบเหรียญทองแล้ว

คีธที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทำตามอย่างว่าง่าย หยิบเกราะนวมกับเกราะหนังไปอย่างละชุดเช่นกัน

หลังจากทหารยามลงบันทึกและช่วยห่อชุดเกราะให้เรียบร้อย ทั้งสองก็เดินออกจากที่ทำการ

ด้านนอกยังคงมีไทยมุงกลุ่มใหญ่ยืนอออยู่

คีธยิงฟันใส่ฝูงชนเรียกเสียงฮือฮา เจ้าฮาล์ฟออร์คตนนี้ยังคงเพลิดเพลินกับสายตาชื่นชมของคนรอบข้างต่อไป

คอลินยกมือขอทางพลางเดินมุ่งหน้าไปยังร้านเหล้า

โชคดีที่คนมุงส่วนใหญ่เป็นชาวเมือง หลังจากกล่าวขอบคุณและส่งเสียงเชียร์กันยกหนึ่ง พวกเขาก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงคนว่างงานสิบกว่าคนที่ยังเดินตามหลังมา

คอลินเดินไปพลางมองไปพลาง

เขาพยายามมองหาชายวัยกลางคนที่มอบยาถอนพิษให้พวกเขาก่อนออกเดินทาง ชายคนนั้นเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณช่วยชีวิต อย่างน้อยก็ควรจะขอบคุณเขาสักหน่อย

แต่จนกระทั่งเดินมาถึงร้านเหล้า เขาก็ยังไม่เจอชายคนนั้น

ร้านเหล้าที่ขบวนคาราวานใช้เป็นที่พักแรมขณะนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่อยากรู้อยากเห็น เรียกได้ว่าที่นั่งเต็มทุกโต๊ะ โดยส่วนใหญ่เป็นพวกคุ้มกันกองคาราวาน

ทันทีที่ทั้งสองเดินผ่านประตูเข้าไป ในร้านเหล้าก็ระเบิดเสียงเชียร์ดังกระหึ่มราวกับคลื่นทะเล

"ขอบใจที่ช่วยจัดการไอ้เดรัจฉานนั่นนะ"

"ข้าบอกแล้วใช่ไหมล่ะ ที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่ติดประกาศค่าหัวต้องมีเหตุผลแน่"

"หุบปากไปเลย ที่ต้องขอบคุณคือวีรบุรุษสองท่านนี้ต่างหาก"

บรรยากาศในร้านเหล้าจอแจวุ่นวาย

เมื่อทั้งสองเข้ามา บ็อบและเจ้าของร้านเหล้าก็รีบออกมาต้อนรับ พวกคนคุ้มกันกองคาราวานต่างพากันลุกสละที่นั่งให้

"มื้อนี้อยากทานอะไรครับท่าน"

เจ้าของร้านหน้าบานเป็นกระด้ง สองคนตรงหน้าคือป้ายโฆษณาชั้นดีของร้านชัด ๆ

คอลินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ร่างกายที่ปวดร้าวค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง

"เอาเหมือนคราวที่แล้ว สตูว์ยอดดวงใจ"

"แล้วก็เบียร์เยอะ ๆ ข้าขอแบบแช่เย็นเจี๊ยบจากห้องใต้ดินเลยนะ" คีธล้วงเนื้อวินเทอร์วูล์ฟที่ใส่ไว้ในถุงออกมา "ฝากย่างเนื้อนี่ให้ด้วย"

"ดื่มเหล้าจะทำให้แผลหายช้านะ" คอลินทักท้วง

"ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้ดื่ม ข้าคงขาดใจตายคืนนี้แหละ" คีธตบโต๊ะด้วยความหงุดหงิด

คอลินได้แต่พูดอย่างจำยอม "ก็ได้ ข้าขอแก้วหนึ่งด้วย"

"เจ้าไปฟังเรื่องเหลวไหลมาจากไหน" คีธว่า "ฟังนะ เหล้าคือยาวิเศษที่ช่วยฟื้นฟูบาดแผล มันทำให้เจ้าเจ็บน้อยลง แล้วก็ช่วยให้หลับสบาย นักรบที่บาดเจ็บทุกคนสมควรได้รับเหล้าสักแก้ว เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเขาควรได้รับ..."

คอลินพยายามข่มใจไม่ให้ลุกขึ้นมาบรรยายหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้อีกฝ่ายฟัง แล้วนั่งรออาหารเงียบ ๆ

สตูว์ยอดดวงใจที่ยกมาเสิร์ฟรสชาติเหมือนเมื่อไม่กี่วันก่อน แถมปริมาณยังดูเยอะขึ้นด้วย เบียร์ในถ้วยเขาสัตว์ก็ยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ฟองเบียร์สีขาวนวลชวนให้น่าดื่ม

คีธคว้าถ้วยขึ้นมากระดกอึก ๆ ลงคอคำใหญ่

คอลินมองท่าทางของอีกฝ่าย แล้วลองทำตามบ้างด้วยการดื่มอึกใหญ่

เบียร์คำโตไหลลงคอ ความรู้สึกเย็นซ่านแผ่ซ่านไปถึงขั้วหัวใจทันที

วินาทีนี้เอง คอลินถึงเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยจริง ๆ เพิ่งตระหนักว่าพวกก็อบลิน หมาป่า และดรูอิดเหล่านั้นอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ไม่อาจทำอันตรายเขาได้อีกแล้ว

เขาถอนหายใจยาว "ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมจบการผจญภัยต้องมาดื่มสักแก้ว"

"อย่าเพิ่งรีบ คืนนี้ยังอีกยาวไกล" คีธหัวเราะร่า

บรรยากาศในร้านเหล้าค่อย ๆ ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงเพลงของใครบางคนดังก้องอยู่รอบตัว กลิ่นไส้กรอกและสตูว์ลอยมาแตะจมูก ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ภาพตรงหน้าดูวุ่นวายสับสนไปหมด... หรือบางทีมันอาจจะวุ่นวายอยู่แล้วก็ได้

คีธตะเบ็งเสียงเล่าประสบการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมาให้คนรอบข้างฟัง

คอลินเคี้ยวอาหารพลางพูดเสริมรายละเอียดบ้างเป็นครั้งคราว

เขาลองชิมเนื้อวินเทอร์วูล์ฟไปสองคำ รสชาติเหมือนเนื้อวัวที่มีกลิ่นสาบ ทั้งที่เนื้อยังร้อนอยู่ แต่พอเคี้ยวไปสักพักปลายลิ้นกลับเริ่มรู้สึกเย็นวาบ รสชาติสู้สตูว์ยอดดวงใจของทางร้านไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

เวลาผ่านไปเนิ่นนานท่ามกลางความมึนเมาและโกลาหล

เมื่อได้สติอีกครั้ง คอลินก็พบว่าตัวเองฟุบอยู่บนโต๊ะเสียแล้ว

พอลองเงยหน้าขึ้นมอง ภาพตรงหน้ามีแต่จานสกปรกและถ้วยเหล้าที่ว่างเปล่า

"เจ้าคือวีรบุรุษคนใหม่หรือ"

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู คอลินที่กำลังสะลึมสะลือแยกไม่ออกเลยว่าเสียงมาจากทิศไหน

อาจจะเป็นขี้เมาสักคน... ดูเหมือนตอนนี้ข้าเองก็เป็นขี้เมาเหมือนกันนี่หว่า งั้นเสียงนี้คงเป็นข้าที่เพ้อไปเองสินะ

"ข้าก็แค่... แค่นักผจญภัยที่หาเงินจ่ายค่าเช่า"

"แล้วเจ้าต้องการอะไร"

คอลินพึมพำ "หาเงิน แล้วก็มีชีวิตรอดล่ะมั้ง"

"แล้วหลังจากหาเงินได้มากพอแล้วล่ะ"

"หือ" คอลินที่รู้สึกว่าการเงยหน้าเป็นเรื่องยากลำบาก ยังคงฟุบหน้ากับโต๊ะพูดต่อไป "ก็คงไปดูมุมต่าง ๆ ของโลกใบนี้ ไปดูภูเขาสูง เอิ๊ก... ไปดูทะเล ไปดูนรก ไปดูเรื่องราวที่บ้าคลั่งที่สุดพวกนั้น..."

"ทำไมล่ะ"

"เอิ๊ก... เพราะว่ามันมีอยู่จริงไง" คอลินโบกมือไม้ "กะ... ก็ในเมื่อได้มีชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้ทั้งที ก็ต้องอยากออกไปดูบ้างสิ เวทมนตร์อะไรพวกนั้น..."

พูดจบ เขาก็ผล็อยหลับไปอย่างสนิท

จบบทที่ บทที่ 21 ความฝันของวีรบุรุษ

คัดลอกลิงก์แล้ว