เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 รถม้าออกเดินทาง

บทที่ 2 รถม้าออกเดินทาง

บทที่ 2 รถม้าออกเดินทาง


บทที่ 2 รถม้าออกเดินทาง

รถม้าวิ่งไปได้ไม่ไกลนัก

คีธที่นั่งอยู่ท้ายรถก็พูดขึ้นว่า "ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น รีบมาหลบใกล้ๆ ข้านะ ตายไปมันไม่คุ้ม ไฟดวงจิ๋วของเจ้ายังเปลี่ยนสถานการณ์อะไรไม่ได้หรอก"

คอลินพยักหน้ารับ

เพราะอุปกรณ์และฝีมือที่จำกัด อัตราการเสียชีวิตของนักผจญภัยระดับล่างจึงสูงลิบลิ่วมาตลอด

แน่นอน ที่เขากล้ารับภารกิจนี้ไม่ใช่เพราะความจนบังตาแต่อย่างใด

เพียงแค่ตั้งสมาธิ หน้าต่างสถานะก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าคอลิน

สถานะ:

ความแข็งแกร่ง 10, ความคล่องตัว 10, ความทนทาน 10, สติปัญญา 10, เสน่ห์ 10, การรับรู้ 10

ความชำนาญ: การร่ายเวท (มือใหม่) 386/500

คาถา: เวทชั้นต้น [ศรเพลิง]

นอกจากจะมีเพื่อนเป็นฮาล์ฟออร์คแล้ว ในฐานะนักผจญภัยระดับล่าง เจ้าของร่างเดิมก็มีไม้ตายของตัวเองเหมือนกัน นั่นคือเวทชั้นต้น [ศรเพลิง] และความสามารถในการร่ายเวทนิดหน่อย

คาถานี้ช่วยให้สร้างลูกไฟดวงเล็กๆ ขึ้นในมือแล้วขว้างออกไปได้ ถ้าโดนศัตรูก็สร้างความเสียหายได้พอสมควร

แน่นอนว่าคาถานี้ไม่ได้เรียนมาอย่างเป็นระบบ

ก่อนจะมาเป็นนักผจญภัยกระจอกๆ เจ้าของร่างเดิมเป็นแค่กุลีท่าเรือ

วันหนึ่งตอนเดินผ่านตรอกหลังโรงเหล้า เขาบังเอิญเก็บกระดาษเปื้อนๆ ที่วาดอักขระประหลาดได้แผ่นหนึ่ง

ด้วยความสงสัย เขาใช้เวลาเป็นปีและเงินเก็บอีกโข กว่าจะเค้นข้อมูลจากปากเด็กฝึกหัดจอมเวทได้ว่า นี่คือหน้ากระดาษที่ฉีกมาจากตำราเวทมนตร์ และสิ่งที่บันทึกอยู่คือคาถาเวทชั้นต้นที่ต่ำต้อยที่สุด

สำหรับพวกเด็กฝึกหัดจอมเวทที่แสนจะเย่อหยิ่ง คาถาง่ายๆ นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสอบเข้าเท่านั้น

แต่ในสายตากุลีท่าเรือ นี่คือโอกาสเปลี่ยนชีวิต

เจ้าของร่างเดิมค่อยๆ แกะรอยอักขระประหลาดพวกนี้ ทีละนิดๆ ยอมจ่ายเงินซื้อข้อมูลจากพวกเด็กฝึกหัด ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเรียนรู้คาถาง่ายๆ นี้จนสำเร็จ

ต้องขอบคุณสิ่งนี้แหละที่ทำให้เขากล้าเป็นนักผจญภัย

เพียงแต่สุดท้าย คาถานี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เขาได้เปรียบอะไรมากนัก

คอลินจดจ่อกับคำว่า [ศรเพลิง] บนหน้าต่าง

รายละเอียดของคาถาก็ปรากฏขึ้นทันที

[ศรเพลิง]: ระยะยิง 40 เมตร, ความเสียหาย 1-10 แต้ม

ช่วงนี้คอลินลองไปเดินดูตลาดมือสองมา ธนูนักล่าทั่วไปสร้างความเสียหายได้ประมาณ 1-8 แต้ม

หมายความว่าคาถานี้ก็แค่ธนูติดไฟดีๆ นี่เอง แทบไม่มีประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แถมเงินเก็บก็ร่อยหรอจนเจ้าของร่างเดิมไม่มีปัญญาซื้ออุปกรณ์ดีๆ มาใช้ จนถึงตอนนี้คอลินยังต้องยืมอาวุธจากคีธมาใช้ป้องกันตัวเลย

ผลลัพธ์ก็เห็นๆ กันอยู่

สำหรับคนจ้าง สู้จ้างพรานป่าที่ไว้ใจได้ ดีกว่าจ้างไอ้หนุ่มมนุษย์ที่เสกไฟเล่นกลได้นิดหน่อย ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้เอาชีวิตรอดในสลัมไม่ได้หรอก

การลงทุนลงแรงทั้งหมดของคนจนคนหนึ่ง สูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย...

แต่เอาเถอะ อย่างน้อย [ศรเพลิง] นี่ก็พอจะใช้แทนหน้าไม้เกรดต่ำได้ ไม่ถึงกับไร้ประโยชน์เสียทีเดียว

ระหว่างที่คอลินกำลังคิดอะไรเพลินๆ คนขับรถม้าก็ลองชวนฮาล์ฟออร์คคุย "เจ้ามาจากทางเหนือเหรอ? เอ่อ... ท่าน"

น้ำเสียงของเขาทำเอาคอลินนึกถึงคนขับแท็กซี่ช่างคุยขึ้นมาตงิดๆ

"เหนือขึ้นไปอีกไกลเลยล่ะ"

"เจ้าคงสู้เก่งน่าดูใช่ไหม?" คนขับถามต่อ

คีธได้ยินดังนั้นก็แสยะยิ้มโชว์เขี้ยวขาววับ

เขาเลิกชายเสื้อขึ้น เผยให้เห็นแผงอกและหน้าท้องที่แม้จะมีชั้นไขมันหุ้มแต่ก็เห็นมัดกล้ามชัดเจน

บนผิวกายสีน้ำตาลเข้มแทบหาที่ว่างดีๆ ไม่เจอ รอยกัด รอยข่วน รอยแทง... แผลเป็นนับไม่ถ้วนพาดผ่านลำตัวล่ำสัน แค่มองก็เหมือนจะได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยออกมา

"เจ้า..." คนขับกลืนน้ำลายเอือก

"นี่เป็นของขวัญที่ข้ามอบให้เทพแห่งการทำลายล้าง" คีธตบพุงตัวเองดังป้าบแล้วหัวเราะ "เจ้าฉลาดกว่ามนุษย์คนอื่นเยอะ อย่างน้อยก็รู้ว่าใครเป็นลูกพี่!"

"ของขวัญ?"

คีธเล่าอย่างออกรส "ลองคิดดูสิ ถ้าตัวเกลี้ยงเกลาไม่มีริ้วรอย ตอนตายวิญญาณก็เกลี้ยงเกลาไปด้วยน่ะสิ

ขืนเป็นอย่างนั้น พอไปเจอเทพแห่งการทำลายล้าง ก็ได้แต่ยิ้มด้วยปากอย่างเดียว ข้าไม่เอาด้วยหรอก

ดูแผลพวกนี้สิ จิตวิญญาณแบบนี้ รอยยิ้มที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดบนตัวข้า จะทำให้ท่านเทพหัวเราะร่าไปกับข้าแน่นอน! ฮ่าๆๆ!"

อาจเพราะจินตนาการภาพฮาล์ฟออร์คใช้แผลเลือดโชกบนตัว "ยิ้ม" หน้าตาคนขับรถม้าเลยดูเจื่อนๆ ไปถนัดตา

"รอบนี้เราจะเจอปัญหาอะไรไหม?" คอลินรีบเปลี่ยนเรื่อง

คีธบ่นพึมพำอย่างขัดใจนิดหน่อยแล้วค่อยๆ ปล่อยชายเสื้อลง

คนขับกระแอมไอแล้วรีบตอบ "ไม่น่ามีปัญหาอะไรหรอก หมู่บ้านซิลเวอร์ไพน์ไม่มีสัตว์ประหลาดโผล่มาหลายปีแล้ว อย่างมากก็แค่โจรไม่กี่คน แล้วข้าก็เชื่อว่าคงไม่มีโจรหน้าไหนโง่พอจะมาหาเรื่องพี่ยักษ์ฮาล์ฟออร์คนี่หรอก"

พอได้ยินว่าไม่มีสัตว์ประหลาด หัวใจคอลินก็กระตุกวูบ ความรู้สึกขัดแย้งตีรวนขึ้นมาทันที

ตามหลักแล้วไม่มีสัตว์ประหลาดถือเป็นข่าวดี แต่สำหรับเขามันไม่ได้ดีขนาดนั้น

ไม่มีสัตว์ประหลาดแปลว่าภารกิจง่าย รางวัลก็น้อยตาม แต่ถ้ามีสัตว์ประหลาดก็เสี่ยงตาย พลาดขึ้นมาก็จบเห่

คอลินสลัดความคิดพวกนี้ทิ้งไป

รางวัลจากระบบค่อยๆ เก็บเอาก็ได้ เป้าหมายหลักตอนนี้คือค่าเช่าบ้านเดือนนี้ต่างหาก

เอ้อ เมื่อกี้คนขับถามเรื่องที่มาของคีธ หรือว่าแกอยากจ้างฮาล์ฟออร์คไปทำงาน...

คิดได้ดังนั้น คอลินก็ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "ท่านครับ ช่วงนี้พวกเราเงินขาดมือ ในเมืองพอจะมีงานอะไรให้ทำบ้างไหม?"

คนขับรถม้าหันมามองพิจารณาเขาอย่างละเอียด

แล้วหันกลับไปมองฮาล์ฟออร์คที่นั่งอยู่ด้านหลัง

"เจ้าไม่เห็นพวกผู้ลี้ภัยตามถนนรึไง? เดี๋ยวนี้แม้แต่สมุนไพรป่าก็โดนพวกนั้นเก็บไปขายจนเกลี้ยง รู้ไหมว่าพวกนั้นบ้าคลั่งขนาดไหน" คนขับพูดเสียงเรียบ "ข้ายังกลัวจะโดนแย่งงานเลยเนี่ย"

คอลินพยักหน้าอย่างผิดหวังเล็กน้อย "ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ"

ทุ่งข้าวสาลีรอบด้านสิ้นสุดลงแล้ว

รถม้าโยกเยกเข้าสู่เขตป่าทึบ

เสียงพูดคุยในขบวนรถเงียบลง

สายลมพัดผ่าน ใบไม้เสียดสีกันดังสวบสาบไม่ขาดสาย

ใบไม้หนาทึบบดบังแสงแดดจนเหลือเพียงจุดแสงเล็กๆ บนพื้น ในป่ามืดกว่าข้างนอกมากพอมควร พอมองเข้าไปในดงไม้ที่ไร้แสงแดดกลับเต็มไปด้วยเถาวัลย์และพุ่มไม้รกทึบ ดูขัดตาพิกล

เวลาล่วงเลย ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำ

ลำแสงสุดท้ายในป่าเลือนหาย ทุกอย่างจมดิ่งสู่ความมืดมิดที่ชวนให้อึดอัด

คอลินที่นั่งอยู่บนรถม้าสูดหายใจลึก

เอาเหรียญเงินพวกนี้ใส่กระเป๋าให้ชัวร์ก่อน แล้วค่อยไปหาดูภารกิจอื่น เรื่องค่าเช่าบ้านเดือนนี้คือเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ

แล้วก็...

ในป่าประหลาดๆ นี่ไม่มีสัตว์ประหลาดจริงเหรอ?

ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ

ตลอดทางอย่าว่าแต่สัตว์ประหลาดเลย หมาป่าสักตัวก็ยังไม่เห็น

เสียงกรนของคีธดังมาจากข้างหลัง การเดินทางอันน่าเบื่อหลายชั่วโมงทำเอาคอลินหาวหวอด ความตื่นเต้นที่มีก่อนหน้านี้หายเกลี้ยง

ป่าในโลกนี้คงเป็นแบบนี้กันหมดมั้ง เขาคิด

"หยุด หยุด เด็กดี" คนขับพึมพำพลางดึงบังเหียน

คอลินจับด้ามดาบที่เอว "เกิดอะไรขึ้น?"

"อย่าตื่นตูม เราจะพักกันที่นี่คืนนึง" คนขับบิดขี้เกียจแล้วตะโกนบอกคนข้างหลัง "พวกเรา เคลียร์พื้นที่ตั้งค่าย!"

คนท้ายขบวนตะโกนบ่นอุบ "บ้าเอ๊ย ทำไมหญ้าพวกนี้มันโตเร็วนักวะ? ไอ้พวกที่มาก่อนหน้านี้ต้องอู้งานแน่ๆ"

พอมองดูรอบๆ คอลินถึงสังเกตเห็นว่าข้างทางมีเต็นท์หลายหลังถูกใบไม้ปกคลุมอยู่ และข้างเต็นท์ก็มีดงพุ่มไม้แห้งตายกองโต

เขาหันไปเรียกคีธให้มาช่วยกันทำงานกับคนอื่นๆ

ค่ายพักแรมนี้ประกอบด้วยเต็นท์สิบกว่าหลังวางระเกะระกะ มีกองไฟกระจายอยู่เป็นจุดๆ

ทุกคนช่วยกันถางหญ้าและกวาดใบไม้ คนขับรถม้าเอารถมาจอดล้อมรอบค่าย พรานป่าชำนาญทางสองสามคนไปวางกับดักรอบนอก เปลี่ยนค่ายเล็กๆ ให้กลายเป็นป้อมปราการขนาดย่อม

พองานเสร็จ ทุกคนก็เริ่มก่อไฟตั้งหม้อ

หม้อเหล็กดำเมี่ยมถูกเติมน้ำ ข้าวโอ๊ต และเนื้อตากแห้งจนเต็ม

คอลินที่ทำงานเสร็จแล้วเดินมานั่งลงบนขอนไม้ข้างกองไฟ

คีธนั่งลับขวานอยู่ข้างๆ คนขับรถม้าที่คุยกันเมื่อกี้กับนักผจญภัยอีกสองสามคนก็นั่งล้อมวงอยู่ด้วย

เสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะ เปลวไฟเลียก้นหม้อ

แสงไฟข่มแสงจันทร์ที่สาดลงมา ส่องสว่างแค่บริเวณค่ายเล็กๆ และต้นสนรอบๆ ไม่กี่ต้น ทำให้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเหลืออยู่แค่นี้

ทุกคนไม่มีอารมณ์จะคุยกัน ในค่ายเงียบจนได้ยินเสียงลม

พอผ่อนคลายลง คอลินก็เริ่มคิดฟุ้งซ่าน

ถ้าลองคิดดูดีๆ การที่ถนนสายนี้ไม่มีสัตว์ประหลาดโผล่มาหลายปี ไม่ได้การันตีว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

ถ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้นมีอาณาเขตเหมือนสัตว์ทั่วไปล่ะ? งั้นการที่ไม่มีสัตว์ประหลาดมาหลายปี ก็แปลว่าแถวนี้อาจจะมี "ตัวเป้ง" คุมอยู่หรือเปล่า?

พอคิดแบบนี้ คอลินก็อดขนลุกไม่ได้

เขารู้สึกว่ารอบข้างมันเงียบเกินไป แม้แต่เสียงนกสักตัวก็แทบไม่ได้ยิน

แสงไฟสีส้มจากกองฟืนทำเอาหนังตาหย่อน

คอลินพยายามผ่อนคลายอีกครั้ง

พวกผู้ลี้ภัยที่กล้ามาเป็นนักผจญภัย ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นพรานป่าหรือทหารบ้านมาก่อน พวกก็อบลินหรือหมาป่าคงไม่รอดสายตาพวกเขาไปได้หรอก ยิ่งรอบค่ายมีกับดักอยู่ด้วย

มองในแง่ดีสุดๆ

งานค่าจ้างแค่สี่เหรียญเงิน จะไปเจอศัตรูโหดหินขนาดไหนกันเชียว?

สมาคมรถม้าจ้างคนมาแค่นี้ก็ต้องมีเหตุผลของเขา

ไอ้มือใหม่อย่างเขาคงจะตื่นตูมเกินเหตุไปเองแหละ...

ในขณะที่คอลินกำลังคิดแบบนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนก็ดังฉีกความเงียบยามค่ำคืน

"นี่มันตัวบ้าอะไรวะเนี่ย!"

จบบทที่ บทที่ 2 รถม้าออกเดินทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว