บทที่ 172 โรคหลายบุคลิก
บทที่ 172 โรคหลายบุคลิก
โกลบอลเกม ภาค 1: ได้รับการสนับสนุนโดยความลึกลับ
บทที่ 172 โรคหลายบุคลิก
.
เสิ่นจินซวนเบิกตากว้าง ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เธอถามอย่างระมัดระวังว่า “ถ้างั้นคุณนักฆ่า ฉันควรเรียกคุณว่าอะไร?”
ซูฉางซิงอึ้งไปชั่วขณะ ดูเหมือนเสิ่นจินซวนจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เลย แล้วพูดขึ้นว่า “ผมชื่อซูฉางซิง”
เสิ่นจินซวนมองไปยังโลกสีแดงนอกหน้าต่าง และหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามว่า “ข้างนอกนั่นเกิดอะไรขึ้น แล้วเกิดอะไรขึ้นกับฉันเมื่อวานนี้?”
เธอไม่ได้กลัวซูฉางซิงเท่ากับครั้งแรกที่เห็นเขาปีนเข้ามาทางหน้าต่างตอนที่พบกันครั้งแรก แต่ก็ยังกลัวอยู่เล็กน้อย
ซูฉางซิงกล่าวอย่างครุ่นคิด “วันนี้เป็นวันพระจันทร์สีเลือด คุณไม่รู้เรื่องเลยเหรอ?”
“พระจันทร์สีเลือด?”
เสิ่นจินซวนถามขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนเล็กน้อยว่า “คุณพาฉันมาที่นี่ตอนเดินละเมออยู่บนถนนเมื่อคืนนี้เหรอ?”
ซูฉางซิงนั่งลงตรงข้ามกับเสิ่นจินซวนและถามว่า “เดินละเมอ? คุณเดินละเมอก่อนเกมวันโลกาวินาศจะเริ่มขึ้นด้วยเหรอ?”
เขาคิดว่าเสิ่นจินซวนน่าจะเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่ก่อนเกมวันโลกาวินาศจะเริ่มขึ้น ชีวิตและการพักผ่อนของเธอค่อนข้างปกติ เธอจึงแทบจะไม่มีความผิดปกติใดๆ
อย่างไรก็ตามมันไม่สมเหตุสมผลเลย ถ้ามีจินอยู่ก็ไม่มีทางที่เธอจะสามารถซ่อนได้
เสิ่นจินซวนส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “ไม่ ฉันแค่ป่วยเป็นโรคง่วงนอนมากผิดปกติ แต่ก็ไม่ร้ายแรงนัก”
(ผู้แปล - โรคง่วงนอนมากผิดปกติ Hypersomnia เป็นโรคที่ทำให้รู้สึกง่วงนอนมากทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน)
ซูฉางซิงพยักหน้าและกล่าวว่า “กรณีของคุณค่อนข้างแปลกนิดหน่อย มันเป็นการ ‘เดินละเมอ’ แบบพิเศษ ผมไม่สามารถอธิบายให้ฟังได้”
เขากำลังคิดอยู่ว่าจะบอกความจริงให้เสิ่นจินซวนฟังดีหรือไม่ บางครั้งการไม่รู้ก็ดีกว่ารู้ ยิ่งไปกว่านั้นเสิ่นจินซวนที่ดูเหมือนไม่โดดเด่นในสามคนนี้ยังเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ
เสิ่นจินซวนเงียบไปชั่วครู่ แล้วจู่ๆก็พูดขึ้นว่า “เมื่อกี้คุณบอกว่ากินเหรอ? ฉันหิวนิดหน่อย ดูเหมือนไม่ได้กินอะไรมาสองสามวันแล้ว”
เรากำลังพูดถึงเรื่องการเดินละเมอกันอยู่ไม่ใช่เหรอ?
ซูฉางซิงอึ้งไปชั่วขณะ และรู้สึกว่าความคิดของหญิงสาวคนนี้กระโดดไปมาเล็กน้อย แล้วเขาก็หยิบกล่องข้าวหุงเองสองกล่องออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง และพูดว่า “อืม กินเจ้านี่”
เขาดึงฝาออก หยิบขวดน้ำมารินน้ำลงไป แล้วพักให้ร้อน
เสิ่นจินซวนหายใจเข้าลึกและพูดขึ้นหลังจากหยุดไปชั่วขณะ “อาการของฉันควรเป็นโรคหลายบุคลิก ดูเหมือนว่าฉันจะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของฉันอีกคน ซึ่งอาจเป็นคนที่คุณสื่อสารด้วยเมื่อวานนี้”
(ผู้แปล - โรคหลายบุคลิก หรือโรคหลายอัตลักษณ์ (Dissociative Identity Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตลักษณ์หรือบุคลิกมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนไปมาในตนเอง)
เสิ่นจินซวนอ่อนไหวมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้ และเธอก็คาดเดาบางอย่างได้แล้ว
ซูฉางซิงปิดฝากล่องข้าว และพยักหน้าแล้วพูดว่า “อืม ใช่ แต่ดูเหมือนเธอจะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของคุณได้ชัดเจนยิ่งกว่า”
“อย่างงั้นเหรอ?”
เสิ่นจินซวนไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์มากนัก เธอไม่แปลกใจ และไม่หวาดกลัวเลย เธอยังคงแสดงสีหน้าเหมือนปกติ
เช่นนั้นทุกอย่างก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะมีคำอธิบายแล้ว และบางสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเกมวันโลกาวินาศก็สามารถเข้าใจได้เช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้เธอเข้าใจได้ว่า ทำไมในบางครั้งสิ่งของบางอย่างในบ้านถึงได้เปลี่ยนตำแหน่งไป หรือบางครั้งถึงได้มีคนพูดกับเธอในสิ่งที่เธออธิบายไม่ได้ หรือบางครั้งที่เธอเคลื่อนไหวแปลกๆโดยไม่รู้ตัว
เหมือนอย่างตอนนี้ที่มือซ้ายของเธอทำท่าเหมือนปืนพกโดยไม่รู้ตัว
“ปัง”
เสิ่นจินซวนเอียงศีรษะ มีรอยยิ้มที่มุมปาก เธอหลับตาข้างเดียว เล็งปืนไปที่ซูฉางซิง และจำลองเสียงกระสุนปืน
มีแสงสีฟ้าวาบขึ้นในรูม่านตาของเธอ
แม้ว่าซูฉางซิงจะไม่มีปฎิกิริยาใดๆ แต่เขาก็ยังรู้สึกเสียววาบที่หนังศีรษะ เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เคยเห็นพลังในการ ‘ยิง’ ของจินมาก่อน
เมื่อเสิ่นจินซวนกลับมามีสติอีกครั้ง เธอก็อึ้งไปเหมือนกัน และรู้สึกว่ามันไม่สุภาพมาก เธอจึงพูดขึ้นด้วยความเขินอายว่า “ขอโทษ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น”
จิน?
ซูฉางซิงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม และรู้สึกว่ามันน่าสนใจ ดูเหมือนว่าจินจะสามารถมีอิทธิพลต่อเสิ่นจินซวนโดยไม่รู้ตัว
“กินข้าวเถอะ อิ่มแล้วเราจะได้ไปกัน ที่นี่ค่อนข้างไกลจากที่นั่น และวันนี้ก็เป็นวันพระจันทร์สีเลือด ผมต้องเตรียมการบางอย่าง”
ซูฉางซิงไม่ได้บอกว่าเขากำลังจะไปที่ไหน และเสิ่นจินซวนก็ไม่ได้ถามว่าทำไมเธอถึงต้องไปด้วย
เสิ่นจินซวนมองกล่องอาหารที่มีควันฉุย ด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เธอตักข้าวใส่ปากคำใหญ่โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ และพูดอย่างคลุมเครือว่า:
“เมื่อวานมีคนตายที่นี่ใช่ไหม? ฉันเห็นเลือดแห้งบนพื้น ดูเหมือนว่าจะตายไปไม่ถึงหกชั่วโมง”
ในฐานะนักข่าวเธอมีความอ่อนไหวขั้นพื้นฐานที่สุดต่อเรื่องแบบนี้ ความจริงเธอสังเกตเห็นรอยเลือดบนพื้นและสามารถจินตนาการถึงตำแหน่งโดยประมาณที่คนเหล่านี้ล้มลงได้ตั้งแต่แรกแล้ว
ซูฉางซิงพยักหน้าและพูดอย่างใจเย็น “เมื่อวานนี้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ผมโยนศพพวกเขาออกไปทางหน้าต่าง”
เสิ่นจินซวนไม่มีความคิดเห็นเป็นพิเศษใดๆเช่นกัน ความตายเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในวันโลกาวินาศ เธอแค่คิดว่าซูฉางซิงน่าทึ่งมากที่ สามารถฆ่าคนหกคนได้อย่างเรียบร้อยด้วยตัวคนเดียว
จากประสบการณ์ที่เรียนรู้มา ทำให้เธอรู้ว่าทั้งหกคนเสียชีวิตอย่างเรียบร้อยมาก
เสิ่นจินซวนกินเร็วขึ้นและเร็วขึ้น ภายในเวลาไม่ถึงสองนาที ข้าวกล่องหุงเองก็หมดเกลี้ยง แต่เธอก็ยังมีท่าทางเหมือนกินยังไม่สมใจอยาก อย่างไรก็ตามเมื่อเธอพบว่าซูฉางซิงก็กินเสร็จอย่างรวดเร็วเช่นกัน เธอจึงถามว่า “เราจะออกไปตอนนี้เลยเหรอ?”
“อืม”
ซูฉางซิงพยักหน้าและยื่นมีดสั้นให้เธอแล้วพูดว่า “ลองใช้มันดูสักพัก แล้วเราค่อยไปกัน”
เสิ่นจินซวนรู้สึกถึงน้ำหนักของมีดสั้นและออกท่าทางในอากาศ แล้วพูดว่า “อาวุธชั้นดี เหมาะกับฉันมาก”
ทั้งคู่เก็บของแล้วลงไปชั้นล่าง
ซูฉางซิงมองไปยังซอมบี้ที่อยู่กระจัดกระจายบนถนนด้านนอก แล้วพูดว่า “คุณควรลองฆ่าซอมบี้ดูก่อน”
เสิ่นจินซวนลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วพูดว่า “ฆ่า…ตัวเดียวได้ไหม ด้วยอาวุธนี้ แค่ซอมบี้ตัวเดียวฉันไม่มีปัญหาในการจัดการ”
พอได้ยินว่าเสิ่นจินซวนจะฆ่าซอมบี้แค่ตัวเดียว ซูฉางซิงก็ไม่แปลกใจเลย ด้วยการมีอยู่ของจินและเสิ่นซวน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะไม่เคยฆ่าพวกมันเลย
ถ้าอยู่ในสถานที่ๆปลอดภัยและมีอาหารอย่างเพียงพอ ใครมันจะออกไปต่อสู้กับซอมบี้กัน หากเขามีเงื่อนไขแบบนี้เขาก็ไม่ออกไปเหมือนกัน
“ซอมบี้ตายเยอะขนาดนี้เลยเหรอ? คุณฆ่าพวกมันเหรอ?”
รูม่านตาของเสิ่นจินซวนหดลง เมื่อมองไปยังซากศพของซอมบี้ที่นอนอยู่บนถนน
ฉากดังกล่าวดูแปลกมาก ซอมบี้ทั้งหมดตายกองอยู่ในที่เดียว และกองศพก็ก่อตัวเป็นวงกลมขนาดใหญ่
ซูฉางซิงเหลือบมองเธอ ส่ายศีรษะและพูดว่า “ไม่”
เสิ่นจินซวนนิ่งคิดอยู่สักพักและพูดขึ้นด้วยความโล่งอก “จริงด้วย ฉันเห็นคุณต้องใช้ความพยายามในการเอาชนะคนสี่คนก่อนหน้านี้ ดังนั้นคุณไม่น่าจะฆ่าซอมบี้ได้มากขนาดนี้”
ในใจของเธอนั้น แม้ว่าซูฉางซิงจะเป็นคนที่แข็งแกร่งมากและสามารถต่อสู้กับคนหลายคนได้ด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็เป็นเพียงคนแข็งแกร่งที่ไม่เกินขอบเขตของคนธรรมดาเท่านั้น
ฉันอ่อนด้อยขนาดนั้นเลยเหรอ?
อย่างไรก็ตามซูฉางซิงก็ไม่ได้อธิบาย เขาหันหลังและเดินไปตามถนน โดยมีเสิ่นจินซวนตามมาข้างหลัง ไปยังสถานที่ๆมีซอมบี้อยู่เมื่อวาน โดยไม่มีอุปสรรคมากนัก
“ตุบ~”
ซอมบี้ตัวหนึ่งล้มลงกับพื้นอย่างแรง ร่างกายของมันถูกแทงจนเลือดเนื้อเละเทะ
ในที่สุดเสิ่นจินซวนก็ฆ่าซอมบี้ตัวนี้ได้ด้วยการแทงสี่ครั้ง เธอมีพละกำลังและความเร็วที่ดี มีความแข็งแกร่งกว่าค่าเฉลี่ย เพียงแค่ขาดประสบการณ์การต่อสู้ไปบ้างเท่านั้น
ซึ่งตัวเธอเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน “พละกำลังและความเร็วของฉันดูเหมือนจะมากกว่าที่ฉันเคยคิดไว้”