- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 11 ผมจะแก้ปัญหาให้เอง
บทที่ 11 ผมจะแก้ปัญหาให้เอง
บทที่ 11 ผมจะแก้ปัญหาให้เอง
บทที่ 11 ผมจะแก้ปัญหาให้เอง
พรุ่งนี้ก็ถึงกำหนดวันที่อันอันจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว คืนนี้เหวินเสี่ยวฮุ่ยกลับมาดึกกว่าปกติมาก และสีหน้าของเธอก็ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
หลี่อี้หยางถามด้วยความเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น? มีปัญหาเรื่องงานหรือเปล่า?”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยส่ายหน้าอย่างเหนื่อยล้า พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ หลี่อี้หยางช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก
เมื่อเห็นว่าภรรยาไม่อยากพูดถึง เขาจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยผ่าน
เขารีบค้นความทรงจำเกี่ยวกับ 'บริษัทเจี้ยนเซิ่งวัสดุก่อสร้าง' อย่างละเอียด นี่คือข้อดีของการได้เกิดใหม่ ความทรงจำในชาติที่แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนที่เขาเคยได้ยินหรือได้เห็น มันชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
หลังจากนึกย้อนไปสักพัก เขาก็จำเหตุการณ์สำคัญเรื่องหนึ่งได้ขึ้นมา วันนี้โกดังเก็บสินค้าของบริษัทเฉินเจี้ยนหัวเกิดเพลิงไหม้ ทำให้ไม้แปรรูปจำนวนมากถูกเผาวอดวาย ในจำนวนนั้นมีไม้จันทน์เขียวชั้นดีจำนวนแปดตันรวมอยู่ด้วย
แม้ว่าประธานบริษัทเจี้ยนเซิ่งจะปิดข่าวเพลิงไหม้เงียบ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาล
ตามกำหนดการเดิม พรุ่งนี้ต้องส่งมอบไม้จันทน์เขียวแปดตันนี้ให้กับโรงงานในเครือของไท่อันกรุ๊ป
ผลจากการส่งของไม่ทันตามกำหนด นอกจากต้องจ่ายค่าปรับเป็นสามเท่าแล้ว ยังทำให้เจี้ยนเซิ่งเสียคู่ค้ารายใหญ่อย่างไท่อันกรุ๊ปไปตลอดกาล
นับตั้งแต่นั้นมา ธุรกิจของเฉินเจี้ยนหัวก็เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งห้าปีต่อมา บริษัทก็ล้มละลายหายไปจากวงการวัสดุก่อสร้างอย่างถาวร
ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ต่างถูกดำเนินคดีและติดคุกกันเป็นแถว เพราะไม่มีปัญญาชดใช้ค่าเสียหาย
ตอนนั้นเสี่ยวฮุ่ยเสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้รับผิดชอบ
แต่ตอนนี้... เพราะเขาย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต เสี่ยวฮุ่ยยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้มากว่าเธออาจจะเป็นหนึ่งในผู้ดูแลไม้ล็อตนี้
ไม่อย่างนั้น เขาคิดไม่ออกเลยว่าจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้เธอดูหมดอาลัยตายอยาก เหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างแบบนี้
หลังจากอันอันหลับสนิท หลี่อี้หยางไม่ได้กลับบ้านทันที เขานั่งลงข้างเหวินเสี่ยวฮุ่ยแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โกดังสินค้าไฟไหม้ใช่ไหม? และคุณก็เป็นหนึ่งในคนรับผิดชอบเรื่องนี้?”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยได้ยินดังนั้น หน้าซีดเผือดลงทันตา “คะ... คุณรู้ได้ยังไง?”
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ หลี่อี้หยางรีบปลอบโยน “คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยที่กำลังกลุ้มใจอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งหงุดหงิดเหมือนโดนน้ำมันราดบนกองไฟ “หลี่อี้หยาง ฉันขอร้องล่ะ เลิกพูดจาอวดเก่งสักทีได้ไหม? คุณจะเอาอะไรมาจัดการ?
เพราะเรื่องนี้ บริษัทเสียหายไปหลายล้าน ยังไม่นับค่าปรับตามสัญญาที่ต้องส่งไม้จันทน์เขียวแปดตันให้โรงงานไท่อันกรุ๊ปก่อนห้าโมงเย็นพรุ่งนี้อีก
ถ้าส่งของไม่ได้ เราต้องจ่ายค่าปรับสามเท่า เป็นเงินเจ็ดแสนห้าหมื่นหยวน! แถมยังกระทบความสัมพันธ์กับคู่ค้า ความเสียหายที่มองไม่เห็นมันมากกว่านั้นเยอะ
ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าคุณเอาหน้าไหนมาพูดว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยสติแตกไปแล้ว แม้เธอจะไม่ใช่หัวหน้าใหญ่ที่รับผิดชอบโดยตรง แต่เพราะเธอมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ดูแลไม้ล็อตนี้ พวกเบื้องบนเลยโยนความผิดทั้งหมดมาให้พนักงานตัวเล็กๆ อย่างเธอรับกรรม
ถ้าพรุ่งนี้หาไม้มาส่งไม่ได้ นอกจากจะตกงานแล้ว เธอยังอาจจะต้องติดคุกหัวโต
เธอไม่กลัวการติดคุก แต่กลัวว่าถ้าเธอไม่อยู่แล้ว ใครจะดูแลอันอัน?
แล้วในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ หลี่อี้หยางยังมาพูดจาเพ้อเจ้อเหมือนเด็กไม่รู้จักโต
ความรู้สึกดีๆ ที่อุตส่าห์ก่อตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อไม่กี่วันมานี้ กลับดิ่งลงเหวไปอีกครั้ง
แล้วแบบนี้จะให้เธอวางใจฝากลูกไว้กับเขาได้ยังไง
“ผมบอกว่าแก้ได้ ก็คือแก้ได้ คืนนี้คุณพักผ่อนเถอะ ผมจะออกไปทำธุระหน่อย” หลี่อี้หยางไม่คิดจะอธิบายยืดยาว เพราะรู้ดีว่าพูดไปตอนนี้เธอก็ไม่มีทางเชื่อ
ต้องรอให้เห็นผลลัพธ์กับตาเท่านั้น เธอถึงจะยอมเชื่อ
ภายในห้องพัก อันอันหลับปุ๋ยอย่างมีความสุข เหวินเสี่ยวฮุ่ยยกสองมือปิดหน้า สะอื้นไห้จนตัวโยน น้ำตาไหลรินผ่านง่ามนิ้วไม่ขาดสาย
แผ่นหลังที่สั่นเทาของเธอดูบอบบางน่าสงสารจับใจ
หลี่อี้หยางปิดประตูห้องเบาๆ มองภาพนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ออกจากโรงพยาบาล เขาตรงไปเช่ารถยนต์ที่บริษัทรถเช่า แล้วบึ่งรถมุ่งหน้าไปยังตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองจินเจียงทันที
ถ้าจำไม่ผิด มีคนตัดไม้คนหนึ่งบังเอิญไปเจอไม้จันทน์เขียวจำนวนมากในป่าลึก แล้วแอบลักลอบตัดเอามาซ่อนไว้ที่ภูเขาหลังบ้าน
เพราะกลัวชาวบ้านจะรู้เรื่อง เลยไม่กล้าบอกใคร กะว่าจะแอบหาคนซื้อเงียบๆ
สาเหตุที่เขารู้เรื่องนี้ ก็เพราะหลังจากบริษัทของเสี่ยวฮุ่ยเกิดเรื่องได้ไม่นาน มีพ่อค้าคนหนึ่งมาคุยโวว่าเพิ่งรับซื้อไม้จันทน์เขียวมาได้เกือบสิบตัน
ถ้าตอนนั้นบริษัทเจี้ยนเซิ่งไปเจอไม้ล็อตนี้ก่อน ก็คงแก้ปัญหาได้ทันเวลา
ดังนั้น สิ่งที่เขาต้องทำคือ ไปกวาดซื้อไม้จันทน์เขียวทั้งหมดนั้นมา แล้วส่งไปที่โรงงานไท่อันกรุ๊ปก่อนห้าโมงเย็นวันพรุ่งนี้
กว่าจะไปถึงบ้านคนตัดไม้ ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว คนในบ้านหลับกันหมด หลี่อี้หยางต้องเคาะประตูเรียกอยู่นาน
“ใครวะ? ดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน มาเคาะประตูบ้านคนอื่นหาพระแสงอะไร!” ชายหนวดเครารุงรังเปิดประตูออกมาด้วยท่าทางงัวเงีย
พอมองดูดีๆ แล้วมั่นใจว่าไม่รู้จักหลี่อี้หยาง เขาก็ตาใสขึ้นมาทันที จ้องมองผู้มาเยือนด้วยความระแวง “แกเป็นใคร? ฉันไม่รู้จักแก”
“อย่าเพิ่งตกใจครับ ผมมาหาพี่ชาย เพราะอยากจะขอทำธุรกิจด้วย” หลี่อี้หยางพูดเสียงเรียบ
“ธุรกิจ? ธุรกิจอะไร?” ชายเจ้าของบ้านถามด้วยความสงสัย
“ผมรู้ว่าพี่มีไม้จันทน์เขียวล็อตใหญ่อยู่ ผมอยากจะขอเหมาซื้อทั้งหมดครับ” หลี่อี้หยางเข้าประเด็นทันที
ชายคนนั้นสะดุ้งโหยง แต่ยังทำใจดีสู้เสือแกล้งไขสือ “ไม้จันทน์เขียวอะไร? ฉันไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่มีธุระอะไรฉันจะนอนแล้ว” พูดจบเขาก็ทำท่าจะปิดประตูใส่หน้า
หลี่อี้หยางเอามือยันประตูไว้ “ใจเย็นๆ ก่อนครับพี่ ผมไม่ได้มาร้าย ผมแค่ต้องการซื้อไม้จริงๆ และผมรับปากว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาดว่าซื้อมาจากพี่”
เขาจำได้ว่าพ่อค้าคนกลางในชาติที่แล้ว ไม่มีจรรยาบรรณ เอาเรื่องนี้ไปโพทะนา จนทำให้คนตัดไม้คนนี้โดนยึดเงินและถูกจับข้อหาลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
แต่ในเมื่อเขารับปากว่าจะไม่พูด ก็คือไม่พูด
“ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าแกพูดเรื่องอะไร” ชายเจ้าของบ้านยังคงไม่วางใจ
“พี่ไม่เข้าใจไม่เป็นไรครับ แต่ผมรู้ว่าไม้ซ่อนอยู่ที่ภูเขาหลังบ้าน พี่คงไม่อยากเก็บของร้อนไว้นานๆ ใช่ไหมครับ? ถ้ามีคนมาเห็นแล้วแจ้งตำรวจ เรื่องมันจะยุ่งยากกว่านี้นะครับ”
คำพูดของหลี่อี้หยางฟังดูสุภาพ แต่เนื้อความทำเอาคนฟังเหงื่อแตกพลั่ก
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ชายคนนั้นก็พยักหน้าจำยอม “ตกลง ฉันขายให้แกก็ได้ แต่แกต้องรักษาสัญญานะ ห้ามบอกใครเด็ดขาด”
หลี่อี้หยางพยักหน้าหนักแน่น “วางใจได้ครับ ผมรักษาคำพูดเสมอ”
จากนั้น ชายเจ้าของบ้านก็เชิญหลี่อี้หยางเข้าบ้านเพื่อตกลงราคากัน
จากการประเมินคร่าวๆ ไม้มีประมาณเก้าตัน เขาเสนอขายตันละสองหมื่นแปดพันหยวน รวมเป็นเงินสองแสนห้าหมื่นสองพันหยวน แต่เขาลดให้เหลือเลขกลมๆ ที่สองแสนห้าหมื่นถ้วน
เมื่อตกลงราคาได้แล้ว ปัญหาต่อไปคือการขนส่ง โชคดีที่คนตัดไม้มีคนรู้จักขับรถสิบล้อที่ไว้ใจได้ หลี่อี้หยางเลยจ้างเพิ่มอีกห้าพันหยวน ให้รวมค่าแรงคนขนและค่ารถไปส่งยังจุดหมายปลายทาง
เงินแค่ห้าพันแลกกับความสะดวกสบาย ไม่ต้องไปวิ่งหาคนงานเอง หลี่อี้หยางตอบตกลงทันที
พอฟ้าสาง คนขับรถสิบล้อพร้อมคนงานอีกหกคนก็มาถึง และเริ่มลำเลียงไม้ลงจากภูเขาหลังบ้าน
หลี่อี้หยางคอยยืนคุมงานอยู่ไม่ห่าง ระหว่างนั้นเขาก็แวะไปซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ และของกินในเมืองมาเลี้ยงคนงาน
พออิ่มท้อง คนงานก็มีแรง ขยันขันแข็งกันน่าดู
จนกระทั่งบ่ายโมงตรง ไม้ทุกท่อนก็ถูกขนขึ้นรถจนหมด หลี่อี้หยางแจ้งพิกัดปลายทางให้คนขับรถทราบ แล้วรีบขับรถเก๋งที่เช่ามามุ่งหน้ากลับเมืองชิงเฉิงทันที