- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 10 ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา
บทที่ 10 ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา
บทที่ 10 ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา
บทที่ 10 ปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา
เมื่อเห็นท่าทางของหลี่อี้หยางที่ดูไม่มีวี่แววว่าจะล้อเล่น ทั้งจริงจังและมั่นใจเหลือเกินว่าเหล็กเส้นล็อตนั้นมีปัญหาแน่ๆ เฉิงไท่อันจึงแสยะยิ้มออกมาแบบไปไม่ถึงดวงตา
“ถ้าตรวจสอบแล้วมีปัญหาจริง ผมให้คุณเพิ่มอีกสามแสนเลยเอ้า!”
เมื่อเห็นหลี่อี้หยางกล้ารับคำท้านั้น หน้าของเหวินเสี่ยวฮุ่ยก็ซีดเผือดลงทันที เขาช่างกล้าบ้าบิ่นไปท้าพนันกับประธานไท่อันกรุ๊ป ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าเซ็นสัญญาซื้อขาย ก็แปลว่าเขาต้องมั่นใจในคุณภาพสินค้าแล้วสิ
ทางด้านเหวินเฉิงเจี๋ยยิ่งโกรธจนควันออกหู อุตส่าห์พูดจาดีๆ ให้ท่านประธานไม่ถือสาแล้วเชียว แต่พี่เขยตัวดีกลับแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปท้าพนันกับเขาอีก นี่มันคนบ้าชัดๆ
ถ้าไม่ติดว่าเฉิงไท่อันยังยืนหัวโด่ประธานอยู่ตรงนี้ เขาคงกระโดดถีบหลี่อี้หยางไปแล้ว
เหวินเสี่ยวฮุ่ยอยากจะเอ่ยปากขอความเมตตา แต่ถูกเฉิงไท่อันยกมือห้ามไว้เสียก่อน “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ ผมจะกลับไปสั่งให้คนตรวจสอบคุณภาพสินค้าใหม่เดี๋ยวนี้ หวังว่าเมื่อผลออกมาแล้ว คุณหลี่จะรักษาสัญญาด้วยนะครับ”
หลี่อี้หยางพยักหน้ารับ “ผมไม่คืนคำแน่นอน!”
พอเฉิงไท่อันกลับไปแล้ว เส้นความอดทนของเหวินเสี่ยวฮุ่ยก็ขาดผึง เธอมองสามีด้วยดวงตาแดงก่ำแล้วตวาดลั่น “หลี่อี้หยาง คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? ทำไมต้องไปท้าพนันอะไรแบบนั้นด้วย นึกว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษเหรอ ที่บอกว่ามีปัญหาก็ต้องมีปัญหาตามปากว่า!”
หลี่อี้หยางตอบกลับด้วยแววตามุ่งมั่น “ผมไม่ได้บ้า แต่เหล็กเส้นเจ้านั้นมีปัญหาจริงๆ ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์หรอก เขาจะต้องกลับมาขอบคุณผม!”
เหวินเฉิงเจี๋ยทนดูคนเพ้อเจ้อต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เขาเงื้อเท้าขึ้นเตรียมจะเตะเข้าที่ขาของหลี่อี้หยางเต็มแรง “วันนี้ฉันต้องสั่งสอนแกให้รู้สำนึกให้ได้!”
แต่ทันทีที่เท้าลอยขึ้นจากพื้น ก็ถูกมือของหลี่อี้หยางคว้าข้อเท้าเอาไว้แน่นจนขยับไม่ได้
“อยากจะสั่งสอนฉัน รอให้ผลลัพธ์มันออกมาสมบูรณ์ก่อนค่อยทำก็ยังไม่สาย”
พูดจบเขาก็ปล่อยมือออก ทำให้เหวินเฉิงเจี๋ยที่ยืนกระต่ายขาเดียวเสียหลักล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“สมน้ำหน้าน้าเจี๋ย!” อันอันที่ตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้ เห็นน้าชายจะตีพ่อแต่กลับล้มกลิ้งเสียเอง เลยแลบลิ้นใส่ด้วยความสะใจ
เหวินเฉิงเจี๋ยทั้งอายทั้งโกรธ แต่จะไปถือสาหาความกับเด็กก็ใช่ที่ เขารีบลุกขึ้นจากพื้น ชี้หน้าหลี่อี้หยางด้วยความเจ็บใจ “ได้! ฉันจะคอยดูว่าสิ่งที่แกพูดมันจะเป็นจริงไหม”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น เขาก็เดินกระแทกเท้าปึงปังออกจากห้องไป
“อาเจี๋ย! อาเจี๋ย!” เหวินเสี่ยวฮุ่ยตะโกนเรียกน้องชายด้วยความเป็นห่วง จนกระทั่งแผ่นหลังของเขาหายลับไปจากสายตา
ในใจของเหวินเฉิงเจี๋ย เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าหลี่อี้หยางแพ้พนันแน่ๆ สงสารก็แต่พี่สาวที่ต้องมารับกรรมลำบากลำบน
แถมหลานสาวตัวน้อยก็ยังแยกแยะดีชั่วไม่ออก เข้าข้างพ่อผิดๆ ขืนเขาอยู่ต่อมีหวังได้อกแตกตาย
พอเห็นน้องชายถูกยั่วโมโหจนหนีกลับไป เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็ยิ่งไม่พอใจหลี่อี้หยาง “คุณทำกับอาเจี๋ยแบบนั้นได้ยังไง คอยดูเถอะ ถ้าเรื่องมันพังขึ้นมา ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะแก้ปัญหายังไง”
หลี่อี้หยางทำหูทวนลม เขาเดินไปที่หัวเตียง เห็นว่าโจ๊กเริ่มอุ่นพอดีกินแล้ว จึงยกชามเดินไปหาเหวินเสี่ยวฮุ่ย “นี่โจ๊กที่ผมต้มมาเอง คุณลองชิมดูสิ”
หน้าตาโจ๊กดูดีเหมือนซื้อมาจากร้านดัง เหวินเสี่ยวฮุ่ยเลยไม่เชื่อน้ำมนต์ว่าเขาทำเอง แต่ด้วยความหิว เธอจึงรับมาตักกินเงียบๆ โดยไม่มีคำขอบคุณหลุดออกจากปาก
หลี่อี้หยางรู้ดีว่าการจะเปลี่ยนทัศนคติของเธอที่มีต่อเขา ยังต้องใช้เวลาอีกยาวไกล
จากนั้นเขาก็หยิบอีกชามมาตักป้อนอันอันทีละคำอย่างใจเย็น
“พ่อจ๋า นี่พ่อทำเองจริงๆ เหรอจ๊ะ? อร่อยจังเลย!” อันอันเคี้ยวตุ้ยๆ ถามตาเป็นประกาย
หลี่อี้หยางยิ้มละมุน “จริงสิลูก ถ้าอันอันชอบ เดี๋ยวพ่อทำให้กินบ่อยๆ เลยนะ”
“ไม่ขี้โม้สักวันจะตายไหม ต่อหน้าลูกอย่าหัดเป็นคนโกหกพกลม” เหวินเสี่ยวฮุ่ยพูดแทรกขึ้นมาเสียงเย็นชา
แม้รสชาติโจ๊กจะอร่อยมาก อร่อยกว่าร้านที่เธอเคยซื้อกินประจำเสียอีก
แต่ก็เพราะมันอร่อยเกินไปนี่แหละ เธอถึงไม่เชื่อว่าเป็นฝีมือของหลี่อี้หยาง
“ผมไม่ได้โกหก เดี๋ยวต่อไปคุณก็รู้เอง” หลี่อี้หยางตอบยิ้มๆ
เขาสังเกตว่าเหวินเสี่ยวฮุ่ยไม่ได้เอ่ยปากเรื่องหย่าออกมาอีก ซึ่งนั่นทำให้เขาดีใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ส่วนเรื่องความเข้าใจผิด สักวันความจริงจะปรากฏเอง
ตอนนั้นเอง พยาบาลก็มายืนเรียกที่หน้าประตู “ญาติเตียงสามสิบเก้าคะ รบกวนไปชำระค่ารักษาด้วยค่ะ เงินในระบบหมดแล้ว”
“ค่ะ เดี๋ยวฉันไปจ่ายเดี๋ยวนี้” เหวินเสี่ยวฮุ่ยวางชามโจ๊ก เตรียมตัวจะลุกไปจ่ายเงิน
แต่เสียงของหลี่อี้หยางก็ดังขึ้นขัดจังหวะ “ใช้เงินของผมเถอะ อาเจี๋ยเองเขาก็หาเงินลำบาก”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง
เมื่อเทียบกับการใช้เงินน้องชาย เธอยอมใช้เงินของหลี่อี้หยางดีกว่า
ข้อแรก เงินของน้องชายก็ไปยืมเพื่อนมาเหมือนกัน ข้อสอง ลูกป่วยก็เป็นหน้าที่ของคนเป็นพ่อที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว
หลังจากเหวินเสี่ยวฮุ่ยออกไปจ่ายเงิน หลี่อี้หยางก็เก็บกวาดชามและทำความสะอาดโต๊ะรอ
เมื่อเธอกลับเข้ามา ก็ยิงคำถามใส่ทันที “บอกความจริงมานะ เงินสองหมื่นนี่คุณเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารใช่ไหม?”
หลี่อี้หยางส่ายหน้า “เปล่าเลย นั่นมันบ้านของเรา ผมจะเอาไปจำนองได้ยังไง
เงินก้อนนี้ ผมหามาได้เองจริงๆ ผมเอาเงินห้าพันไปซื้อร้านเล็กๆ ที่ถนนเล่าถัง พอดีจังหวะรัฐบาลออกนโยบายใหม่จะพัฒนาที่ตรงนั้น ราคาที่ดินเลยพุ่งกระฉูด ผมเลยขายร้านทิ้งกินกำไรส่วนต่างมา”
“คุณเห็นฉันเป็นเด็กหลอกง่ายนักเหรอ? พูดอะไรมาฉันต้องเชื่อหมดหรือไง? คนอย่างคุณเนี่ยนะจะไปซื้อที่แถวนั้น? เว้นเสียแต่ว่าคุณมีตาทิพย์รู้ล่วงหน้าว่าจะมีการพัฒนาที่ดิน ซึ่งมันเป็นไปได้เหรอ?” เหวินเสี่ยวฮุ่ยแสดงสีหน้าไม่เชื่อถือ ทุกอณูในร่างกายเธอต่อต้านคำพูดของเขา
หลี่อี้หยางอธิบายต่อ “ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองไปถามประธานไท่อันกรุ๊ปดูสิครับ เขาเป็นคนควักเงินซื้อร้านต่อจากผมเอง”
ถ้าหลี่อี้หยางอธิบายแบบนี้ตั้งแต่แรก เหวินเสี่ยวฮุ่ยคงด่าว่าเขาบ้าแล้วเลิกคุยด้วยไปแล้ว
แต่เมื่อกี้ ประธานไท่อันกรุ๊ปตัวจริงเสียงจริงเพิ่งจะเข้ามาทักทายหลี่อี้หยางถึงในห้อง แถมตอนท้าพนันก็พูดถึงเรื่องร้านจริงๆ นั่นทำให้เธอจำใจต้องเชื่อ
แต่ถึงแม้ครั้งนี้หลี่อี้หยางจะไม่ได้โกหก ก็ไม่ได้การันตีว่าวันหน้าเขาจะไม่โกหกเธออีก
“เรื่องเงินถือว่าจบกันไป แต่เรื่องที่คุณไปท้าพนันกับเถ้าแก่เฉิง คุณกลับไปคิดหาทางแก้ปัญหาเอาเองแล้วกัน ถ้าฉันต้องตกงานเพราะเรื่องบ้าๆ ของคุณ ฉันจะสู้กับคุณให้ตายกันไปข้างนึงเลย” พูดจบ เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็หันหลังให้ ใส่กลอนประตูใจใส่เขาอีกครั้ง
หลี่อี้หยางได้แต่ยิ้มขื่นๆ ที่เขาทำไปก็เพื่อช่วยเธอแท้ๆ จะทำให้เธอตกงานได้ยังไง
แต่สิ่งที่น่าดีใจคือ ท่าทีของเหวินเสี่ยวฮุ่ยที่มีต่อเขาเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว อย่างน้อยเธอก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วง(ตัวเอง)เรื่องที่เขาท้าพนัน
นั่นแสดงว่า... ในใจเธอก็ไม่ได้ไร้เยื่อใยต่อเขาไปเสียทีเดียว
การค้นพบนี้ทำให้หลี่อี้หยางรู้สึกมีพลังฮึกเหิมขึ้นมาเต็มเปี่ยม
เนื่องจากอาการป่วยของอันอัน ทำให้เหวินเสี่ยวฮุ่ยลางานมาหลายวันแล้ว วันนี้เธอจำเป็นต้องกลับไปทำงาน หน้าที่ดูแลลูกจึงตกเป็นของหลี่อี้หยาง
ต่อให้เหวินเสี่ยวฮุ่ยไม่เอ่ยปาก หลี่อี้หยางก็พร้อมจะเสนอตัวอยู่แล้ว เพราะตอนนี้เขากลายเป็นคนว่างงานเต็มตัวนี่นา
สองวันมานี้ หลี่อี้หยางดูแลอันอันอย่างใกล้ชิด แม้ใจจะอยากออกไปหาเงินมากแค่ไหน แต่สุขภาพของลูกต้องมาก่อน
ภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดี ใบหน้าของอันอันเริ่มกลับมามีเลือดฝาด อีกไม่กี่วันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้
ทุกวันหลังเลิกงาน เหวินเสี่ยวฮุ่ยจะมาเปลี่ยนเวรเฝ้าไข้ หลี่อี้หยางก็จะกลับบ้านไปทำอาหารอร่อยๆ มาส่งให้สองแม่ลูก
อาหารรสชาติดีถูกปาก ทำให้เหวินเสี่ยวฮุ่ยเจริญอาหารขึ้นมาก แม้เธอจะยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นฝีมือสามี แต่การเปลี่ยนแปลงตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอก็เห็นมันอยู่ในสายตาตลอด
เพียงแต่มันยังไม่มากพอที่จะลบล้างความเกลียดชังในอดีตได้...
เวลาคือยาวิเศษ เธอไม่อยากคิดอะไรให้มากความ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของเวลาแล้วกัน!