เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 สัจจะประเมินค่าไม่ได้

บทที่ 7 สัจจะประเมินค่าไม่ได้

บทที่ 7 สัจจะประเมินค่าไม่ได้


บทที่ 7 สัจจะประเมินค่าไม่ได้

โดนกดราคาหายไปตั้งครึ่งแบบนี้ เจ้าของร้านสาวใหญ่รู้สึกปวดใจไม่น้อย

ตอนแรกเธอโดนพวกนายหน้าอสังหาฯ หน้าเลือดหลอกให้ซื้อห้องแถวรูหนูนี้ โดยอ้างว่าในอนาคตที่ตรงนี้จะถูกพัฒนาเป็นย่านการค้า

แต่ผ่านไปสามปีแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

หนำซ้ำที่นี่กลับยิ่งเงียบเหงาลงทุกวัน จนใครๆ ก็เรียกกันว่า 'เมืองร้าง' กลางวันแสกๆ ยังแทบไม่มีคนเดิน อย่าว่าแต่ตอนกลางคืนเลย ยอดขายของเธอดิ่งลงเหว ขาดทุนย่อยยับอยู่ทุกวี่วัน

จนมีข่าวลือหนาหูว่า มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะมาเช่าที่แถวนี้

หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายตลบ สุดท้ายเจ๊เจ้าของร้านก็ตอบตกลง “เอ้า! ตกลง ขายถูกๆ ให้ไปเลย ถึงห้องจะเล็ก แต่ถ้าวันหน้าเกิดมีการเวนคืนที่ดินขึ้นมา นายก็รวยเละเลยนะ ถึงตอนนั้นก็อย่าลืมเจ๊ล่ะ!”

แม้ในใจลึกๆ เธอจะรู้ดีว่าไม่มีทางมีการเวนคืนที่ดินหรอก แต่ก็อดพูดให้ความหวังไปงั้นไม่ได้ เรื่องของอนาคตใครจะไปตรัสรู้ได้ จริงไหม?

หลี่อี้หยางได้แต่ยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร ถ้าเจ๊แกรู้ว่าวันพรุ่งนี้ทางเทศบาลจะมีคำสั่งลงมา ปรับปรุงพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นถนนคนเดินสายวัฒนธรรม

และจะเนรมิตให้กลายเป็น 'เมืองโบราณเจียงหนาน' แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ซึ่งจะทำให้ราคาที่ดินพุ่งทะยานขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าเพียงชั่วข้ามคืน... เจ๊แกคงอยากจะฆ่าเขาหมกป่าแน่ๆ

อาศัยจังหวะที่กรมที่ดินยังไม่ปิดทำการ หลี่อี้หยางรีบพาเจ๊เจ้าของร้านไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ ตอนนี้ชื่อในโฉนดกลายเป็นชื่อของหลี่อี้หยางเรียบร้อยแล้ว

หลี่อี้หยางถือสมุดโฉนดที่ดินไว้อย่างอุ่นใจ รอแค่พรุ่งนี้ที่มีประกาศทางการออกมา เขาจะขายเก็งกำไรส่วนต่างทันที

ถึงห้องแถวนี้จะมีพื้นที่แค่สิบตารางเมตร แต่ทำเลทองขนาดนี้ จะเอาไปเปิดร้านขายของกินเล่นหรือปิ้งย่าง ยังไงก็ขายออกแน่นอน

คืนนั้น เจ๊เจ้าของร้านรีบขนของออกจนเกลี้ยง ทิ้งไว้แต่ขยะกองโต

เพื่อให้ร้านดูดีมีราคา หลี่อี้หยางจึงลงมือทำความสะอาดร้านเสียใหม่

พอกวาดถูเสร็จ หลี่อี้หยางเลือกที่จะไม่ไปโรงพยาบาล เขารู้ดีว่าตอนนี้เหวินเสี่ยวฮุ่ยคงยังไม่อยากเห็นหน้าเขา และคงไม่เชื่อว่าเขาจะหาเงินสองหมื่นมาได้จริงๆ

รอพรุ่งนี้ขายร้านได้ เอาเงินค่ารักษาไปวางตรงหน้า ถึงตอนนั้นอคติที่เสี่ยวฮุ่ยมีต่อเขาคงจะลดลงบ้างแหละ... หลี่อี้หยางได้แต่ปลอบใจตัวเองแบบนั้น

วันรุ่งขึ้น... เมืองชิงเฉิงก็ต้องสั่นสะเทือนด้วยข่าวใหญ่ยักษ์

'ถนนเล่าถัง' ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่พัฒนาระดับเมือง เตรียมพลิกโฉมสู่ 'เมืองโบราณเจียงหนาน' แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A

เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทางการยินดีออกทุนปรับปรุงหน้าร้านให้ผู้ประกอบการฟรี!

ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป บรรดาเจ้าของร้านที่เคยนึกเสียใจที่หลวมตัวมาซื้อที่แถวนี้ ต่างพากันกระโดดโลดเต้นดีใจน้ำตาไหลพราก สรรเสริญขอบคุณบรรพบุรุษกันยกใหญ่

หลายคนถือโอกาสนี้โก่งราคาขายเก็งกำไร บางคนก็วางแผนจะเปิดร้านเองเพราะไม่ต้องเสียค่าตกแต่ง

จะมีก็แต่เจ๊เจ้าของร้านที่เพิ่งขายที่ให้หลี่อี้หยางไปเมื่อวาน ตอนนี้เธอกำลังทุบอกชกตัวด้วยความเจ็บใจแทบกระอักเลือด

ความเกลียดชังที่มีต่อหลี่อี้หยางพุ่งทะลุปรอท แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเซ็นสัญญาซื้อขายกันเป็นลายลักษณ์อักษรไปแล้ว จะมากลับคำตอนนี้ก็ไม่ได้

แต่หลี่อี้หยางหารู้ไม่ เขาถือโฉนดและบัตรประชาชนมุ่งหน้าไปที่ร้านอย่างสบายใจ

ช่วงพักเที่ยง เหวินเฉิงเจี๋ยซื้อข้าวกล่องมาให้พี่สาวที่โรงพยาบาล

ระหว่างนั่งกินข้าว เขาไถโทรศัพท์อ่านข่าวแล้วก็ต้องตาโตด้วยความอิจฉา “เจ้! ดูข่าวนี่สิ รัฐบาลประกาศจะพัฒนาถนนเล่าถังให้เป็นเมืองโบราณเจียงหนาน แหล่งท่องเที่ยว 5A แถมยังรีโนเวทให้ฟรีด้วย!

แบบนี้ราคาที่แถวนั้นต้องพุ่งขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่าแน่ๆ!

โธ่เอ๊ย... ถ้ารู้อย่างนี้ล่วงหน้านะ ผมไปหาซื้อทิ้งไว้สักห้องก็รวยเละไปแล้ว”

เหวินเสี่ยวฮุ่ยเห็นข่าวนั้นแล้วเหมือนกัน แต่เธอตอบกลับอย่างปลงตก “คนเรามันแข่งบุญแข่งวาสนากันไม่ได้หรอก ของที่เป็นของเรายังไงก็เป็นของเรา ของที่ไม่ใช่ พยายามแค่ไหนมันก็ไม่ใช่”

ปากบอกแบบนั้น แต่ในใจเธอก็คิดเหมือนน้องชาย ถ้าเธอมีตาทิพย์ซื้อที่แถวนั้นไว้แล้วขายต่อ ป่านนี้คงมีเงินรักษาลูกไปนานแล้ว

น่าเสียดายที่เธอไม่มีดวง และหยั่งรู้อนาคตไม่ได้

“ช่างเถอะ... ว่าแต่ วันนี้หลี่อี้หยางโผล่หัวมาบ้างไหม?” เหวินเฉิงเจี๋ยเปลี่ยนเรื่อง เพราะข่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวกับปากท้องของเขา

เหวินเสี่ยวฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ “ไม่มา”

เหวินเฉิงเจี๋ยของขึ้นทันที “ทำตัวแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน เป็นพ่อภาษาอะไร ลูกป่วยไม่มีปัญญาหาเงินยังพอว่า แต่นี่ไม่คิดจะโผล่หน้ามาเยี่ยมลูกเลยเหรอ? คอยดูนะ ถ้าพรุ่งนี้มันหาเงินมาไม่ได้ ผมจะบังคับให้มันหย่ากับเจ้ให้ได้”

คำว่า 'หย่า' คือคำที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยได้พูดและได้ยินบ่อยที่สุดในช่วงนี้

ตอนแต่งงาน เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตคู่จะเดินมาถึงจุดที่ต้องหย่าร้าง

แต่พอเอาเข้าจริง เธอกลับรู้สึกผิดต่อลูกที่ไม่อาจรักษาครอบครัวที่สมบูรณ์ไว้ให้ได้

มองดูลูกน้อยที่หลับสนิท หัวใจคนเป็นแม่ก็เจ็บแปลบขึ้นมา

ตัดภาพมาที่ถนนเล่าถัง บรรยากาศวันนี้ผิดกับเมื่อวานราวฟ้ากับเหว

หน้าร้านทุกร้านเต็มไปด้วยฝูงชนที่เข้ามารุมล้อมสอบถามราคาซื้อขาย ราวกับแจกฟรี

ทันทีที่หลี่อี้หยางเปิดประตูร้าน ก็มีคนปรี่เข้ามาถามทันที “เถ้าแก่! คุณเป็นเจ้าของร้านใช่ไหม? ร้านนี้ขายไหมครับ?”

หลี่อี้หยางปรายตามองผู้ถาม แววตาเป็นประกายวูบหนึ่งก่อนตอบ “ขายครับ สามแสนหยวน เซ็นสัญญาได้ทันที”

“ร้านเล็กแค่นี้ สามแสนจะแพงไปหน่อยไหมพี่?” ชายคนนั้นได้ยินราคาแล้วก็ลังเล

“อีกอย่าง รัฐบาลเพิ่งจะประกาศนโยบาย กว่าจะสร้างเสร็จจริงๆ ก็คงอีกสามสี่ปี พี่เปิดราคานี้มันไม่...”

ชายคนนั้นยังพูดไม่ทันจบ

หลี่อี้หยางไม่ได้โกรธเคือง กลับยิ้มอธิบายอย่างใจเย็น “ในอนาคตที่ตรงนี้จะสร้างกำไรมหาศาล คนที่มองเห็นลู่ทางย่อมไม่ใช่คนธรรมดา

ผมเชื่อว่าคุณดูออก และผมก็ดูออก ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลากดราคากับผมหรอกครับ”

ได้ฟังดังนั้น ชายคนนั้นก็มองหลี่อี้หยางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

วิสัยทัศน์แบบนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

ในขณะที่เขากำลังจะตัดสินใจตกลง เสียงของใครอีกคนก็แทรกขึ้นมา “เถ้าแก่! ผมให้สามแสนสองหมื่น ขายให้ผมดีกว่า!”

ชายคนแรกหน้าตื่นทันที “เฮ้ย! คุณหมายความว่าไง ไม่เห็นเหรอว่าผมมาคุยก่อน?”

“คุยก่อนแล้วไง? คุณยังไม่ได้ซื้อนี่หว่า ผมเสนอราคาแบบยุติธรรม เงินแค่สามแสนยังไม่กล้าจ่าย ก็อย่าริจะมาเปิดร้านเลย” ผู้มาใหม่พูดจาถากถาง

พูดจบ เขาก็หันมาฉีกยิ้มประจบประแจงหลี่อี้หยาง “เถ้าแก่ ว่าไงครับ เราเซ็นสัญญากันตอนนี้เลยไหม หรือจะ...”

ในความคิดของเขา ร้านนี้ต้องเสร็จเขาแน่ๆ เพราะเขาให้ราคาดีกว่าตั้งสองหมื่น ใครมันจะโง่ทิ้งเงินไปเฉยๆ เพราะเกรงใจคนอื่นกันล่ะ

ชายคนแรกหน้าถอดสี กำลังจะถอดใจเดินหนี แต่หลี่อี้หยางกลับเรียกเขาไว้

“คุณครับ ราคาที่ตกลงกันไว้สามแสน คุณยังจะเอาอยู่ไหม?”

ชายคนแรกทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง “คุณ... คุณยอมขายให้ผมที่สามแสนเหรอ?”

“คนอย่างผมไม่รังแกใคร” หลี่อี้หยางตอบกลับ

“เฮ้ย! คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย ผมให้เพิ่มอีกตั้งสองหมื่น คุณไม่ขายให้ผม แต่ดันไปขายให้มัน สมองกลับหรือไงวะ!” ชายคนที่สองโวยวายลั่น

หลี่อี้หยางทำหน้าขอโทษแบบขอไปที “ขอโทษด้วยครับ แต่สำหรับผม 'สัจจะ' สำคัญกว่าเงิน หวังว่าคุณจะไปหาซื้อร้านที่ถูกใจร้านอื่นได้นะครับ”

“ประสาท!” ชายคนที่สองสบถด่าแล้วเดินปึงปังจากไป

ชายคนแรกมองหลี่อี้หยางด้วยความชื่นชม “คนรักษาคำพูดแบบคุณหายากมากในสมัยนี้ ผมนึกว่าคุณจะขายให้หมอนั่นไปแล้วซะอีก”

หลี่อี้หยางยิ้มตอบ “เพราะสัจจะ... ประเมินค่าไม่ได้ครับ”

จบบทที่ บทที่ 7 สัจจะประเมินค่าไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว