- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 6 ขอเชื่อแกอีกสักครั้ง
บทที่ 6 ขอเชื่อแกอีกสักครั้ง
บทที่ 6 ขอเชื่อแกอีกสักครั้ง
บทที่ 6 ขอเชื่อแกอีกสักครั้ง
เหวินเฉิงเจี๋ยเห็นพี่สาวกำลังจะสติแตก จึงรีบเดินเข้าไปโอบไหล่ปลอบโยน “พี่ครับ ไหนบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเงินไง เดี๋ยวผมหาทางเอง!”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยผละออกจากน้องชาย น้ำตายังคงนองหน้า “แต่แกเพิ่งเริ่มงานได้ไม่กี่เดือน เมื่อกี้ก็เพิ่งจ่ายไปห้าพัน แกจะไปหาเงินตั้งสองหมื่นมาจากไหน”
เหวินเฉิงเจี๋ยไม่ตอบคำ แต่เปิดกระเป๋าสตางค์หยิบเอาบัตรธนาคารออกมาใบหนึ่ง “พี่ นี่บัตรเงินเดือนผม ในนี้มีอยู่หมื่นนึง ส่วนอีกหมื่นเดี๋ยวผมไปขอยืมเพื่อนให้!”
พอรู้ว่าเป็นบัตรเงินเดือนของน้องชาย เหวินเสี่ยวฮุ่ยก็รีบปฏิเสธทันที “นี่มันเงินเก็บทั้งหมดของแก พี่รับไว้ไม่ได้หรอก!”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ อันอันเป็นหลานแท้ๆ ของผม ป่วยขนาดนี้จะให้ผมนิ่งดูดายได้ยังไง ไม่เหมือนใครบางคน เป็นผู้ชายอกสามศอกแต่ไร้น้ำยา เป็นขยะเปียก พี่เชื่อผมเถอะ รับเงินนี่ไว้แล้วรีบไปหย่ากับมันซะ ต่อไปพี่ไปหาคนใหม่ ยังไงก็ดีกว่ามันเป็นร้อยเท่า”
ทันทีที่พูดจบ บัตรธนาคารในมือของเขาก็ถูกหลี่อี้หยางฉกไปต่อหน้าต่อตา
เหวินเฉิงเจี๋ยหน้าถมึงทึง ตวาดลั่น “ทำบ้าอะไร! นี่เงินค่ารักษาหลานฉัน เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!”
เขากำลังจะพุ่งเข้าไปแย่งคืน แต่หลี่อี้หยางกลับโยนบัตรคืนให้เขาเสียก่อน “เรื่องเงินเดี๋ยวผมจัดการเอง ไม่ต้องใช้เงินคุณ! ส่วนนี่ห้าพัน ค่ามัดจำที่คุณจ่ายไป เอาคืนไปซะ!”
สวรรค์อุตส่าห์ให้โอกาสเขาได้เริ่มใหม่ เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมายุแยงตะแคงรั่วให้เขาหย่ากับภรรยาเด็ดขาด
เหวินเฉิงเจี๋ยรับบัตรและเงินสดมาด้วยความงุนงง ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา “นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า? นายจะจัดการเอง? ค่ารักษานี่ต้องจ่ายอย่างช้าสุดมะรืนนี้นะเว้ย ต่อให้ขายนายทิ้งไป ก็ยังได้เงินไม่ถึงยอดนี้เลยมั้ง”
หลี่อี้หยางกำลังจะอ้าปากเถียง แต่เหวินเสี่ยวฮุ่ยพูดแทรกขึ้นมาก่อน “หุบปากซะ! ตรงนี้ไม่มีที่ให้คุณพูด ออกไปได้แล้ว!”
เธอชี้นิ้วไปที่ประตูด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
“ได้ยินไหม? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?” เหวินเฉิงเจี๋ยทำหน้าขึงขัง ถ้าไม่ติดว่าอันอันนอนอยู่ตรงนี้ เห็นหลี่อี้หยางมาทำเก่งต่อหน้าแบบนี้ เขาคงซัดคว่ำไปนานแล้ว
“ถ้ามะรืนนี้ผมหาเงินสองหมื่นมาไม่ได้ ผมยอมหย่า ให้เฉิงเจี๋ยเป็นพยานได้เลย” หลี่อี้หยางประกาศก้อง สีหน้าจริงจัง
เหวินเสี่ยวฮุ่ยชะงักไป เมื่อตอนกลางวันเขาก็พูดแบบนี้ ไม่ว่าเงินหมื่นนึงนั้นเขาจะไปหามาจากไหน แต่เขาก็ทำได้จริงๆ
ครั้งนี้เขากล้าเดิมพันอีกครั้ง แถมยังให้น้องชายเธอเป็นพยาน เธอไม่ได้กลัวเขาจะเบี้ยว แต่แค่สงสัยว่าเขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะหาเงินสองหมื่นได้ภายในสองวัน
เงินสองหมื่นสำหรับพวกเธอตอนนี้ มันไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย
“กล้าดีนี่! งั้นฉันให้เวลานายสองวัน ถ้ามะรืนนี้ไม่มีเงินสองหมื่นมาวางตรงหน้า ฉันจะลากคอนายไปหย่ากับพี่สาวฉันเอง ถ้านายกล้าหนีล่ะก็...” เหวินเฉิงเจี๋ยส่งสายตาข่มขู่ ดักทางไม่ให้เขาเล่นตุกติก
หลี่อี้หยางจ้องตากลับอย่างไม่เกรงกลัว สีหน้าเคร่งขรึม “วางใจได้ ผมไม่หนีไปไหน ถ้าผมทำไม่ได้ ต่อไปนี้ผมจะไม่โผล่หน้ามาให้พวกคุณเห็นอีกตลอดกาล!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยเห็นแววตาที่จริงจังขนาดนี้จากหลี่อี้หยาง มันทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ เหมือนเขากำลังจะห่างไกลออกไปทุกที
เธอสังหรณ์ใจว่า ถ้าเขาทำไม่ได้จริงๆ บางทีชาตินี้เธออาจจะไม่ได้เห็นหน้าเขาอีกเลย
แต่ช่างเถอะ ขอแค่ได้หย่ากับเขา อนาคตเขาจะเป็นตายร้ายดียังไง เธอก็ไม่สน
เหวินเฉิงเจี๋ยไม่ได้คิดซับซ้อนละเอียดอ่อนแบบผู้หญิง แม้จะรู้สึกทะแม่งๆ กับคำพูดของหลี่อี้หยาง แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“งั้นฉันจะขอเชื่อแกอีกสักครั้ง!”
ในมุมของเขา เดิมพันครั้งนี้มีแต่ได้กับได้ ถ้าหลี่อี้หยางหาเงินไม่ได้ พี่สาวเขาก็จะได้หย่าสมใจ
ถ้าหาได้ เรื่องหย่าก็แค่เลื่อนออกไปก่อน ยังไงเขาก็ไม่ยอมให้พี่สาวทนอยู่กับคนไร้ค่าแบบนี้ไปตลอดชีวิตแน่
เหวินเสี่ยวฮุ่ยถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดจะทำอะไร แต่วัวลืมตีนยังไงสักวันก็ต้องตกลงมาเจ็บตัว คุณไปคิดทบทวนดูให้ดีแล้วกัน!”
“เช้าวันมะรืน ผมจะมาจ่ายค่ารักษาให้!” หลี่อี้หยางทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหันไปลาอันอันแล้วเดินจากไป
หลังจากหลี่อี้หยางกลับไป เหวินเฉิงเจี๋ยก็ต้องรีบกลับไปทำงานเหมือนกัน ก่อนกลับเขายัดเงินห้าพันหยวนใส่มือพี่สาวไว้
ในเมื่อเขาควักกระเป๋าจ่ายแล้ว เขาก็ไม่คิดจะเอาคืน
ภายในห้องพักผู้ป่วยกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
อันอันนอนมองแม่ตาแป๋ว “แม่จ๋า แม่กับพ่อจะหย่ากันจริงๆ เหรอจ๊ะ?”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยฝืนยิ้มบางๆ “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่ควรยุ่งนะลูก”
อีกด้านหนึ่ง หลังจากออกจากโรงพยาบาล หลี่อี้หยางมุ่งหน้าไปยังย่านการค้าในเขตเมืองเก่า
บรรยากาศที่นี่เงียบเหงาวังเวง ผู้คนเดินผ่านไปมาบางตา ร้านรวงต่างๆ ทยอยปิดตัวเซ้งกิจการกันระนาว บางเจ้าถึงกับยอมขายขาดทุน เพียงเพื่อจะสลัดภาระทิ้งไปให้พ้นตัว
แต่ใครจะรู้ว่าวันพรุ่งนี้ ทางการจะมีประกาศคำสั่งลงมา พลิกโฉมพื้นที่เสื่อมโทรมแห่งนี้ให้กลายเป็น 'เมืองโบราณเจียงหนาน' แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A
ค่าเช่าที่เคยถูกแสนถูกแค่ไม่กี่ร้อยหยวน จะพุ่งทะยานขึ้นไปเป็นหลักพันหลักหมื่นในชั่วข้ามคืน จนคนต้องแย่งกันเช่าแทบจะฆ่ากันตาย
แต่หลี่อี้หยางไม่ได้คิดจะเช่า เขาจะซื้อตึกแถวห้องหนึ่งด้วยเงินห้าพันหยวนที่มี
แม้จะเป็นแค่ห้องแถวเล็กๆ สิบกว่าตารางเมตร แต่ในอนาคตอันใกล้ มันจะทำเงินให้เขาได้ถึงสามแสนหยวน!
ท่ามกลางบรรยากาศซึมเซาของย่านเมืองเก่า หลี่อี้หยางอดทอดถอนใจไม่ได้ ใครจะไปคาดคิดว่าที่รกร้างแห่งนี้จะกลายเป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองที่สุดในอนาคต
ใครที่กัดฟันทำธุรกิจอยู่ที่นี่จนถึงวันนั้น ล้วนรวยเละกันทุกคน
หลังจากเดินสำรวจอยู่พักใหญ่ หลี่อี้หยางก็เจอทำเลที่ถูกใจ เป็นห้องแถวขนาดเล็กกะทัดรัด
ใจจริงเขาอยากได้ห้องใหญ่กว่านี้ แต่ติดที่งบประมาณจำกัด
เป้าหมายของเขาคือร้านโชห่วยเล็กๆ ร้านหนึ่งที่ขายพวกขนมขบเคี้ยว นั่งสังเกตอยู่นานก็ยังไม่เห็นลูกค้าเข้าร้านสักคน
เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคน นั่งกดโทรศัพท์เล่นแก้เซ็งอยู่หลังเคาน์เตอร์
พอเห็นหลี่อี้หยางเดินเข้ามา เธอก็ถามห้วนๆ “จะเอาอะไร?”
หลี่อี้หยางยิ้มตอบ “ผมไม่ได้มาซื้อของครับ!”
เจ๊เจ้าของร้านหน้าตึงทันที “ไม่ซื้อแล้วเข้ามาทำไม เกะกะลูกตา รีบออกไปเลยไป!”
“ถึงผมจะไม่ซื้อของ แต่ผมอยากจะขอซื้อร้านเจ๊น่ะครับ” หลี่อี้หยางวางมือลงบนเคาน์เตอร์ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เจ๊เจ้าของร้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตาโตด้วยความตื่นเต้น “นะ... นายพูดจริงเหรอ?”
“เจ๊จะขายหรือไม่ขายล่ะครับ?” หลี่อี้หยางแสร้งทำท่าเหนือกว่า
เขารู้ดีว่าถนนเส้นนี้ แม้จะมีร้านค้าเปิดอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ขาดทุนย่อยยับ
อย่าว่าแต่จะขายกิจการเลย แค่หาคนมาเช่าต่อยังยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
พอได้ยินว่ามีคนสนใจจะเซ้งร้าน เจ๊แกก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม “ขายสิ! ขายแน่นอน! พ่อหนุ่ม ตาถึงนะเนี่ยบอกเลย ร้านเจ๊ทำเลดีที่สุดในย่านนี้แล้ว ลูกค้าก็เยอะกว่าใครเพื่อน”
คำโม้พวกนี้เอาไว้หลอกคนต่างถิ่นคงพอไหว แต่ใช้กับหลี่อี้หยางไม่ได้กินหรอก เขารู้ไส้รู้พุงที่นี่ดี
“งั้นเจ๊จะขายเท่าไหร่ครับ?” เขาไม่อ้อมค้อม ถามราคาตรงๆ
เจ๊เห็นหลี่อี้หยางใจป้ำ เลยรีบเสนอราคา “หมื่นนึงขาดตัว!”
“ผมให้ห้าพัน ขายก็ขาย ไม่ขายผมก็ไปดูร้านอื่น สถานการณ์ร้านเจ๊เป็นยังไง เจ๊รู้อยู่แก่ใจดี” หลี่อี้หยางยื่นคำขาด เสียงเข้ม