- หน้าแรก
- ย้อนเวลากลับมาเป็นยอดคุณพ่อ
- บทที่ 3 พ่อจ๋า อย่าคุกเข่า
บทที่ 3 พ่อจ๋า อย่าคุกเข่า
บทที่ 3 พ่อจ๋า อย่าคุกเข่า
บทที่ 3 พ่อจ๋า อย่าคุกเข่า
หลี่อี้หยางอ้าปากค้าง ไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
สิ่งที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่าง เป็นเขาเองที่คอยแต่จะสร้างความทรมานให้สองแม่ลูกมาโดยตลอด
เมื่อเห็นหลี่อี้หยางเงียบกริบจนมุม เหวินเสี่ยวฮุ่ยจึงก้มลงอุ้มอันอันแล้วเดินหนีออกจากห้องครัว
หลี่อี้หยางเดินตามออกไปราวกับเด็กน้อยที่ทำความผิดแล้วโดนจับได้ เขายืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดเสียงอ่อย “เสี่ยวฮุ่ย ผมขอโทษ ขอโอกาสให้ผมได้ชดเชยให้คุณกับลูกเถอะนะ”
“หลี่อี้หยาง คุณเงินหมดแล้วใช่ไหม?”
เหวินเสี่ยวฮุ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พร้อมกับลุกไปหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่าคร่ำครึที่ใช้มาหลายปี รูดซิปเปิดออก แล้วเทข้าวของทั้งหมดลงบนโต๊ะ
การกระทำของเธอเหมือนต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายปี “คุณดูเอาเอง ถ้าคุณหาเงินในนี้เจอแม้แต่แดงเดียว ฉันยกให้คุณหมดเลย”
หลี่อี้หยางเดินเข้าไปหา แล้วยื่นมือไปรับกระเป๋าในมือของเธอ
เหวินเสี่ยวฮุ่ยคิดว่าเขาคงไม่เชื่อ เลยจะค้นกระเป๋าด้วยตัวเอง ความรู้สึกสังเวชใจเอ่อล้นจนจุกอก
แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิด หลี่อี้หยางค่อยๆ เก็บข้าวของบนโต๊ะใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าของเธอทีละชิ้นอย่างบรรจง จากนั้นก็ล้วงเงินสามร้อยหยวนจากกระเป๋าตัวเองยัดใส่ลงไป
“เงินพวกนี้คุณเอาไปใช้ก่อน ผมยังเหลือติดตัวอีกสองร้อยหยวน ผมจะใช้เงินสองร้อยนี้หาค่ารักษาลูกให้ได้ภายในวันเดียว” เขาชูเงินสองร้อยหยวนที่เหลือขึ้นมา แววตามุ่งมั่นดุจเปลวเพลิง
เขารู้ดีว่าพูดอะไรไปเหวินเสี่ยวฮุ่ยก็คงไม่เชื่อ เขาจึงต้องตั้งเป้าหมายระยะสั้นให้เธอเห็นก่อน
เพื่อให้เธอได้เห็นการเปลี่ยนแปลง และรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายที่ดีแต่พูดแล้วทำไม่ได้อีกต่อไป
เหวินเสี่ยวฮุ่ยหัวเราะเยาะ “น้ำหน้าอย่างคุณเนี่ยนะ? เมื่อคืนเล่นไพ่โต้รุ่งจนสมองยังไม่สร่างหรือไง?”
พูดจบเธอก็หลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม เพราะรู้ดีว่าเมื่อหลี่อี้หยางโดนฉีกหน้า เขาจะตบเธออย่างไม่ยั้งมือ ซึ่งเธอชินชาเสียแล้ว
ทว่า... หลี่อี้หยางกลับกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วเดินเข้าไปใกล้เธอ
ร่างของเหวินเสี่ยวฮุ่ยสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ฝ่ามือที่คาดว่าจะฟาดลงมากลับมาไม่ถึง
ตุบ!
หลี่อี้หยางทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเธอ
“พ่อจ๋า! อย่าคุกเข่า พื้นมันเย็น พ่อลุกเร็ว!” อันอันที่เห็นพ่อจู่ๆ ก็คุกเข่าลงกับพื้น รีบเดินเตาะแตะเข้ามาหา
มือน้อยๆ พยายามจะพยุงพ่อให้ลุกขึ้น
เหวินเสี่ยวฮุ่ยลืมตาขึ้นมา มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน
“ผมรู้ว่าตอนนี้คุณสิ้นหวังมากแค่ไหน ตลอดหลายปีที่คุณต้องทนทุกข์ ผมติดค้างคำขอโทษคุณมากมายเหลือเกิน
แต่คำว่าขอโทษ ถ้าผมพูดออกมาตอนนี้ มันคงเหมือนเอามีดไปกรีดใจคุณซ้ำเปล่าๆ
ขอโอกาสให้ผมเถอะนะ ผมจะใช้การกระทำพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า หลี่อี้หยางคนเดิมได้ตายไปแล้ว
หลี่อี้หยางที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ คือคนใหม่ที่สำนึกผิดและกลับตัวกลับใจแล้ว
ในใจของผม คุณคือผู้หญิงที่ผมรักที่สุดเสมอ”
ถ้อยคำเหล่านี้ช่างฟังดูซาบซึ้งกินใจ แต่สำหรับเหวินเสี่ยวฮุ่ย มันเหมือนเรื่องตลก
เธอได้ยินคำสาบานจอมปลอมแบบนี้จากปากหลี่อี้หยางมานับครั้งไม่ถ้วน
และเธอก็โง่เชื่อเขานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน สิ่งเดียวที่ทำให้เธอแปลกใจคือ วันนี้หลี่อี้หยางยอมคุกเข่าต่อหน้าเธอและลูก
“เลิกเล่นละครตบตาฉันสักที ฉันไม่ใช่คนดูของคุณ”
พูดจบ เธอก็เดินหนีเข้าห้องนอนไปทันที
ปัง!
เสียงประตูปิดกระแทกดังสนั่น หลี่อี้หยางยิ้มขมขื่น
เรื่องมาถึงขั้นนี้ ก็เป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น
“พ่อจ๋า ลุกขึ้นเถอะนะ อันอันเชื่อว่าพ่อเปลี่ยนได้!” อันอันกำหมัดน้อยๆ ให้กำลังใจพ่อ
เมื่อเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของลูกสาว หลี่อี้หยางก็ลุกขึ้นยืนแล้วฉีกยิ้มกว้าง ทั้งที่นัยน์ตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความปวดร้าว
เขาดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมาเกิดใหม่!
ทุกอย่างยังไม่สายเกินแก้!
มื้อเที่ยง หลี่อี้หยางต้มบะหมี่กินง่ายๆ แต่เหวินเสี่ยวฮุ่ยไม่ยอมแตะต้อง
พออันอันกินอิ่ม ไม่นานก็ผล็อยหลับไป หลี่อี้หยางค่อยๆ อุ้มลูกไปนอนในห้องของเหวินเสี่ยวฮุ่ย
หลังจากห่มผ้าให้ลูกเสร็จ หลี่อี้หยางก็เดินออกจากห้อง เหวินเสี่ยวฮุ่ยเดินตามออกมาติดๆ
“หลี่อี้หยาง เรามาคุยกันหน่อยเถอะ” เสียงของเธอขัดจังหวะความคิดของเขา
“คุยเรื่องอะไรเหรอ?” หลี่อี้หยางเริ่มประหม่า นี่เป็นครั้งแรกที่เหวินเสี่ยวฮุ่ยยอมพูดกับเขาดีๆ แต่เขามีลางสังหรณ์ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่
และก็เป็นจริงดังคาด...
“เราหย่ากันเถอะ ฉันไม่ต้องการสมบัติอะไรทั้งนั้น ฉันขอแค่อันอันคนเดียว!”
เธออยากจะพูดคำนี้ตั้งแต่อยู่ในครัวแล้ว แต่ติดที่อันอันยังอยู่ ตอนนี้ลูกหลับไปแล้ว เธอจึงไม่ต้องกังวลอะไรอีก
“ขอเวลาผมแค่วันเดียว ถ้าพรุ่งนี้ผมหาเงินค่ารักษาอันอันมาไม่ได้ ผมจะยอมหย่า!” หลี่อี้หยางต่อรอง
“คุณคิดว่าทำแบบนี้มันมีประโยชน์อะไร? ยื้อไปวันๆ คุณจะลากยาวไปถึงเมื่อไหร่?” เหวินเสี่ยวฮุ่ยแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายรังเกียจเต็มทน
คำโกหกของหลี่อี้หยางมีเยอะเกินไป ณ เวลานี้ ต่อให้เป็นแค่เครื่องหมายวรรคตอนจากปากเขา เธอก็ไม่เชื่อ
“ผมไม่ได้ยื้อ ผมแค่ต้องการพิสูจน์ให้คุณเห็น ว่าผมไม่ได้โกหก!” หลี่อี้หยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกจากประตูไป
เหวินเสี่ยวฮุ่ยมองแผ่นหลังที่เหยียดตรงของหลี่อี้หยางด้วยความงุนงง
จากนั้นเธอก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องตัวเองเช่นกัน
เธอรู้ดีว่าการจะขอหย่าไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่อย่างนั้นคงหย่าไปนานแล้ว และเธอคงไม่ต้องคิดสั้นพาลูกฆ่าตัวตายแบบนั้น
แต่ในเมื่อหลี่อี้หยางช่วยชีวิตเธอกับอันอันไว้โดยบังเอิญ นี่อาจจะเป็นโอกาสที่สวรรค์มอบให้เธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่คิดสั้นอีกแล้ว
ต่อให้ลำบากยากเข็ญแค่ไหน เธอก็จะกัดฟันสู้ต่อไป
หลังจากหลี่อี้หยางออกจากบ้าน ร่างกายเขาก็เปี่ยมไปด้วยพลังใจฮึกเหิม
ในชาติก่อน เขาคือนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ธุรกิจของเขาขยายสาขาไปทั่วประเทศและต่างประเทศ สร้างแบรนด์อิสระในเครือบริษัทของตัวเองขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่
ลำพังแค่ภาษีที่ต้องจ่ายรัฐต่อปีก็ปาเข้าไปหลายพันล้าน บ่งบอกได้ว่าบริษัทของเขามีผลกำไรมหาศาลขนาดไหน
แม้ตอนนี้เขาจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด แต่ในสมองของเขามีความทรงจำเกี่ยวกับอนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้าอัดแน่นอยู่
เขารู้แนวโน้มเศรษฐกิจ รู้ว่าทำอะไรแล้วรวย ทำอะไรแล้วเจ๊ง
ในฐานะนักธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว การจะเปลี่ยนเงินสองร้อยให้กลายเป็นห้าพัน มันเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
แต่ตอนนี้... เขามีวิธีที่จะหาเงินห้าพันก้อนนั้นได้โดยไม่ต้องลงทุนสักบาท
จากความทรงจำในชาติก่อน ช่วงเที่ยงวันนี้ที่ 'โรงแรมมังกรทะยาน' มีการจัดงานเลี้ยงกว่ายี่สิบโต๊ะ เป็นงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปีของผู้เฒ่าท่านหนึ่ง
ลูกชายของเจ้าของวันเกิดเป็นเจ้าของบริษัทวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ และคำขอพรวันเกิดของผู้เฒ่ามีเพียงอย่างเดียว คือการได้กิน 'บะหมี่อายุยืนรสชาติต้นตำรับส่านซี'
เดิมทีทางโรงแรมได้จ้างเชฟชั่วคราวที่ทำบะหมี่ส่านซีเป็นมาแล้ว แต่เมียของเชฟคนนั้นดันเจ็บท้องคลอดกะทันหัน เชฟเลยทิ้งงานหนีไปกลางคัน
ตามข่าวที่เขาจำได้ คืนนั้นผู้เฒ่าเสียชีวิตลงเพราะไม่ได้กินบะหมี่อายุยืนรสชาติบ้านเกิด ทางโรงแรมจึงถูกลูกชายของผู้เฒ่าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจนเป็นข่าวดังครึกโครม เขาจึงจำรายละเอียดได้แม่นยำ
สิ่งที่เขาต้องทำคือ ไปสมัครงานที่โรงแรมนั้น ทำบะหมี่ส่านซีให้ผู้เฒ่ากิน เพื่อแลกกับค่าตอบแทนห้าพันหยวน
เมื่อมาถึงโรงแรมมังกรทะยาน ลูกค้าแน่นขนัดเต็มร้าน แต่ภายในครัวกลับกำลังวุ่นวายโกลาหล
ผู้จัดการโรงแรมกำลังปรึกษาหารือกับหัวหน้าเชฟอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาทางออกเรื่องบะหมี่
“ผู้จัดการ จะทำยังไงกันดีครับ? ในครัวเราไม่มีใครทำอาหารเส้นแบบส่านซีเป็นสักคน” หัวหน้าเชฟถามด้วยความร้อนรน
ผู้จัดการเองก็ปวดหัวจนแทบระเบิด เพราะรู้ดีว่าเจ้าภาพวันนี้มีฐานะไม่ธรรมดา เขาจึงอุตส่าห์ไปหาเชฟทำบะหมี่ส่านซีมารอไว้แต่เนิ่นๆ
ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แขกคนนี้เขาไปล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด เพราะตอนรับงานเขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะให้ท่านผู้เฒ่าได้ทานบะหมี่ส่านซีรสเลิศ
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าต้องมาหน้าแตกยับเยิน
“ถ้าไม่ไหวจริงๆ ผมคงต้องไปเจรจากับลูกค้าดู เผื่อเขาจะยอมเปลี่ยนรสชาติบ้าง!”