- หน้าแรก
- การกลับมาอีกครั้งของวงดนตรีอเมริกัน พันธะแห่งภารดร
- บทที่ 18 การเดินทางที่ยาวไกล
บทที่ 18 การเดินทางที่ยาวไกล
บทที่ 18 การเดินทางที่ยาวไกล
บทที่ 18 การเดินทางที่ยาวไกล
"พาร์คส" เจนนิเฟอร์ หญิงสาวที่นอนซบอยู่ในอ้อมแขนของพาร์คสพลิกตัวตะแคงข้าง เธอใช้มือข้างหนึ่งค้ำศีรษะไว้ เส้นผมอันงดงามสยายลงบนหมอน ดวงตาเป็นประกายคู่นั้นจ้องมองเขาขณะตื่นนอนพร้อมรอยยิ้มซุกซน
"อรุณสวัสดิ์" เจนนิเฟอร์เป่าลมใส่เขาเบาๆ
"อรุณสวัสดิ์" พาร์คสตอบรับ ก่อนจะเบือนหน้าไปจุมพิตริมฝีปากอันเย้ายวนของเธอ
"รู้ไหม นายดูเซ็กซี่มากตอนหลับ" เจนนิเฟอร์หอบหายใจเล็กน้อยเมื่อถอนริมฝีปากออก แล้วซุกตัวเข้าหาเขามากขึ้น "ฉันอยากให้เราเป็นแบบนี้ตลอดไปจัง"
"ผมก็เหมือนกัน เจนนิเฟอร์" พาร์คสมีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่อหญิงสาวผู้นี้ ความสุขทางกายคือสิ่งที่เขาสัมผัสได้โดยตรงที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลอดเวลาที่คบกันมา เธอเป็นคนจิตใจดีและมีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งแน่นอนว่าเธอจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีได้ ทว่าเขากำลังจะต้องเดินทางไปยังยุโรปเพื่อเข้าสู่สงคราม เขาจะรักษาผู้หญิงที่แสนวิเศษคนนี้ไว้ได้จริงหรือ
"ที่รัก คุณเคยคิดเรื่องนี้ไหม" เจนนิเฟอร์ซบหน้าลงบนแผงอกของพาร์คสแล้วถามขึ้นกะทันหัน
พาร์คสกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด เขาจึงตอบไปตามสัญชาตญาณว่า "หืม? มีอะไรจะบอกผมงั้นหรือ"
เจนนิเฟอร์เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จ้องมองพาร์คสในระยะประชิดด้วยสายตาแน่วแน่ "ถ้าสงครามจบลง คุณจะทำยังไงต่อไป จะกลับมาที่นี่ไหม หรือจะไปหางานทำที่จอร์เจีย หรือที่ไหนสักแห่ง อ้อ คุณยังไม่เคยบอกฉันเลยว่าคุณเป็นคนที่ไหน อยากจะบอกตอนนี้เลยไหม" เธอยิ้มด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"แคลิฟอร์เนีย" พาร์คสตอบ "ผม... ผมยังไม่รู้เลยว่าในอนาคตจะทำงานที่ไหน เรื่องนั้นมันยังอีกไกลน่ะ หลังจากสงครามจบงั้นหรือ ผมยังไม่ได้คิดเลย แต่ผมว่าจอร์เจียก็น่าจะเป็นที่ที่ดีเหมือนกันนะ"
เจนนิเฟอร์ขดตัวเข้าหาแล้วกอดพาร์คสไว้แน่น ก่อนจะกระซิบว่า "พาร์คส ฉันหวังว่าคุณจะมาที่นี่นะ ฉันรักคุณ และอยากให้เราได้อยู่ด้วยกัน แต่ฉันทิ้งบาร์นี้ไปไม่ได้ มันคือหัวใจของพ่อฉัน ตราบใดที่เขายังอยู่ ฉันจะไม่มีวันทิ้งที่นี่ไปไหน ฉันหวังว่าหลังจากสงครามจบลง คุณจะมาอยู่กับฉันที่นี่สักพักนะ"
พาร์คสจูบหน้าผากหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ผมก็รักคุณ เจนนิเฟอร์"
ทั้งสองตระกองกอดกันเงียบๆ เนิ่นนาน จนกระทั่งพาร์คสลุกขึ้น "ที่รัก ผมต้องกลับเข้าค่ายแล้ว" เขาแต่งตัวจนเรียบร้อย แล้วหยิบปึกธนบัตรออกมาจากกระเป๋า นับจำนวนครู่หนึ่งก่อนจะส่งปึกใหญ่ให้เจนนิเฟอร์
"นี่คือเงินที่ผมชนะพนันมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มีทั้งหมดสามพันดอลลาร์ รับไว้สิ" พาร์คสวางเงินลงบนเตียง
ใบหน้าของเจนนิเฟอร์ซีดเผือดลงทันที เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่งามจ้องมองพาร์คสด้วยความโกรธระคนประชดประชัน "ถ้าคุณพยายามจะจ่ายค่าพักค้างแรมไม่กี่คืนที่ผ่านมาล่ะก็ ผู้กองคะ นี่มันไม่มากไปหน่อยหรือไง"
เห็นได้ชัดว่าการกระทำของพาร์คสทำให้เธอขุ่นเคือง
"เปล่า อย่าเข้าใจผิดสิ" พาร์คสรีบอธิบาย "ผมแค่คิดว่าตอนนี้ผมอยู่ในค่าย และอีกไม่นานก็อาจจะต้องออกไปอยู่กลางสนามรบ มันไม่เหมาะเลยที่ผมจะพกเงินจำนวนมากติดตัวไป ผมอยากให้คุณช่วยเก็บไว้ให้ผม หรือบางทีคุณอาจจะช่วยหาทางจัดการกับมันให้เกิดประโยชน์ก็ได้"
สีหน้าของเจนนิเฟอร์เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความยินดีทันที เธหยิบปึกเงินขึ้นมาแล้วยิ้ม "แล้วคุณอยากให้ฉันเก็บไว้ให้ยังไงล่ะ"
"ผมรู้ว่าคุณเรียนมหาวิทยาลัยและรู้วิธีจัดการกับสิ่งของเป็นอย่างดี ที่รัก นี่คือทุนรอนที่ผมเก็บไว้สำหรับหลังจบสงคราม เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงนะ ผมจะกลับมาหาคุณแน่นอนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง" พาร์คสก้มลงจูบเจนนิเฟอร์อีกครั้ง
ตลอดเส้นทางจากบ้านของเจนนิเฟอร์กลับสู่ค่ายทหาร พาร์คสเฝ้าครุ่นคิดอยู่เพียงคำถามเดียวว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจนัก บางทีอาจเป็นเพราะเขาต้องการลดทอนความรู้สึกผิดในใจ เขาคิดว่าไม่ควรตอบตกลงหญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นไปอย่างกำกวม เมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิ ทุกสิ่งจะอยู่เหนือการควบคุมของเขา หากเขาตายไป มันจะสร้างภาระอันใหญ่หลวงให้แก่เจนนิเฟอร์ แต่ต่อให้เขาไม่ตาย เขาจะกลับมาที่นี่จริงๆ หรือหลังจากสงครามจบลง? มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้
บางทีเงินสามพันดอลลาร์นั่นอาจเป็นเพียงข้ออ้างที่จะไม่รั้งอยู่ต่อ เป็นเพียงการชำระหนี้สิน... หนี้ทางอารมณ์ที่เขามีต่อเจนนิเฟอร์
พี่น้องกองร้อยอียังคงฝึกซ้อมตามปกติ และเมื่อพวกเขาเริ่มเชี่ยวชาญทักษะต่างๆ มากขึ้น ทุกกองร้อยจึงต้องเข้ารับการฝึกในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม
ตัวอย่างเช่น พันตรีฮอร์ตันได้คิดวิธีการหนึ่งขึ้นมา เขาให้คนนำลวดหนามมาขึงสูงจากพื้นเพียงสิบแปดนิ้วบนลานกว้าง แล้วนำเครื่องในหมูสดๆ ทั้งหัวใจ ปอด ตับ และลำไส้ที่ส่งกลิ่นคาวมาโรยไว้บนพื้นใต้ลวดหนามนั้น จากนั้นก็ให้ปืนกลระดมยิงในระดับเดียวกับขอบบนของลวดหนาม
กระสุนพุ่งผ่านเหนือศีรษะเหล่าทหารไปอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมา เว้นเสียแต่ว่าอยากจะให้หัวระเบิด นี่ไม่ใช่การหมอบคลานแบบปกติเลยสักนิด
"ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นงูเลย" กวาร์เนียร์กล่าวขณะกระดึ๊บตัวไปข้างหน้า และเขาก็ไปเผชิญหน้ากับเศษไส้หมูเข้าพอดี ปากของเขาจูบเข้ากับมันจังๆ จนแทบจะอาเจียนออกมา "นี่มันไม่ใช่การคลานแล้ว นี่มันคือการกระดึ๊บชัดๆ พับผ่าสิ"
ทหารหลายคนในกองร้อยอีแสดงอาการพะอืดพะอม แต่พวกเขาก็ยังสามารถฝ่าฟันจนจบหลักสูตร แม้ว่าบางคนจะถึงขั้นอาเจียนจนน้ำดีออกมาหลังจากฝึกเสร็จก็ตาม
อย่างไรก็ตาม พาร์คสรู้ดีว่านี่น่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของการฝึกขั้นพื้นฐาน หลังจากช่วงเวลานี้ไป จะไม่มีการฝึกพื้นฐานที่ซ้ำซากจำเจเช่นนี้อีก สิ่งที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้าคือการฝึกกระโดดร่ม
"ช่วงนี้ปฏิกิริยาของพวกเหล่านายทหารและพลทหารเป็นอย่างไรบ้าง" เมื่อความยากของการฝึกเพิ่มขึ้น พันเอกซิงก์ก็ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในกองพันมากยิ่งขึ้น หากพลทหารคนใดอดทนไม่ได้ เขาก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นทหารพลร่ม
"ทุกคนยอดเยี่ยมมากครับท่าน ทุกคนสามารถอดทนผ่านมันไปได้" พันโทสเตรเยอร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม เขารู้สึกยินดีกับผลงานอันยอดเยี่ยมของเหล่าทหารในการฝึกช่วงที่ผ่านมา
พันเอกซิงก์พยักหน้า ก่อนจะบุ้ยปากให้พันโทสเตรเยอร์นั่งลง เขาเบินเหล้าใส่แก้วสองใบ "แต่นี่ยังไม่พอหรอก ผู้พัน" เขาส่งแก้วเหล้าให้สเตรเยอร์ จากนั้นก็เดินไปที่โต๊ะทำงาน ดึงลิ้นชักออกแล้วหยิบนิตยสารเล่มหนึ่งขึ้นมา
"นี่คือนิตยสารรีดเดอร์ส ไดเจสต์ มีบทความหนึ่งที่ผมคิดว่าคุณควรอ่านอย่างละเอียด" พันเอกซิงก์พลิกนิตยสารไปมา ก่อนจะหยุดลงที่หน้าหนึ่งและชี้นิ้วไปยังเนื้อหาในหน้านั้น
"พวกญี่ปุ่นทำลายสถิติโลกงั้นหรือ" พันโทสเตรเยอร์อ่านบทความนั้น ก่อนจะเงยหน้ามองซิงก์ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "กองพันหนึ่งของญี่ปุ่นในคาบสมุทรมลายู เดินทัพเป็นระยะทางหนึ่งร้อยไมล์ภายในเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมง ซึ่งถือเป็นสถิติโลก พวกเขาทำได้ยังไงกัน"
ซิงก์มองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง "ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าพวกญี่ปุ่นทำได้ยังไง ผมกำลังพูดถึงพวกเราในตอนนี้ กรมห้าศูนย์หกของผม ผู้พัน" เขากล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งสามารถเห็นโรงนอนของทหารที่อยู่ไกลออกไป และเหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมตามปกติอยู่ภายในค่าย เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดว่า "คนของผมต้องแข็งแกร่งกว่าพวกมัน"
พันโทสเตรเยอร์มองซิงก์ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ถามขึ้นว่า "ท่านวางแผนจะทำอย่างไรครับ"
"ผมต้องการส่งกองพันหนึ่งไปแข่งกับพวกปีศาจญี่ปุ่นนั่น เพื่อให้พวกมันรู้ว่าทหารกองทัพบกสหรัฐฯ คือทหารที่เก่งที่สุดในโลก" พันเอกซิงก์จ้องหน้าผู้พันสเตรเยอร์ "คุณช่วยเลือกกองพันที่คิดว่ารับภารกิจนี้ไหวให้ผมที"
พันโทสเตรเยอร์ใช้เวลาคิดเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะเสนอว่า "ผมคิดว่ากองพันสองน่าจะรับภารกิจนี้ได้ครับท่าน"
ซิงก์พยักหน้า "ใช่ ผมก็คิดอย่างนั้น กองพันสองเป็นกองพันที่มีความอดทนสูงที่สุด คุณเลือกได้ถูกต้องแล้ว และผมเชื่อว่าพวกเราต้องแข็งแกร่งกว่าพวกปีศาจญี่ปุ่นแน่นอน"
นี่คือภารกิจการฝึกที่ผิดแผกไปจากเดิม
กองพันหนึ่งและกองพันสามขึ้นรถไฟไปยังฐานทัพฟอร์ตเบนนิง ซึ่งมีลานฝึกของกองทัพอากาศ และแน่นอนว่ามีลานฝึกโดดร่มอยู่ที่นั่น ดังนั้นเมื่อทหารกองพันสองมองดูพวกเขาที่ส่งเสียงโห่ร้องอย่างผู้ชนะขณะออกเดินทาง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
"กองพันสองคือกองพันที่เก่งที่สุดในกรม" พันตรีฮอร์ตันกล่าวสุนทรพจน์ก่อนออกเดินทาง เห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ระดับกองพันไปจนถึงระดับกองร้อย ทุกคนต่างให้ความสำคัญกับการเดินทัพทางไกลครั้งนี้มาก หากพ่ายแพ้ ย่อมหมายถึงการเสียหน้าของหน่วยพลร่มทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พันเอกซิงก์ย้ำกับพันตรีฮอร์ตันตอนมอบคำสั่ง ซึ่งสร้างความกดดันให้แก่พันตรีฮอร์ตันเป็นอย่างมาก
"รู้ไหมว่าระยะทางมันไกลแค่ไหน" คาร์เบอร์บ่นอุบด้วยความอัดอั้น "ร้อยสิบแปดไมล์ แถมเรายังต้องเดินบนถนนลูกรังเฮงซวยพวกนั้นในสภาพอากาศที่ทั้งหนาว ทั้งฝน และมีหิมะตกอีก" เขาแหงนมองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม
"อย่าบ่นไปเลยน่า คาร์เบอร์" คาร์วูด ลิปตัน เตือนสติเขาจากด้านข้าง "ถ้าผ่านเรื่องนี้ไปได้ เราก็จะได้ไปฟอร์ตเบนนิงเพื่อฝึกกระโดดร่ม แล้วเราก็จะได้ติดปีกเงินกันเสียที"
เหรียญตราปีกเงินคือเป้าหมายสูงสุดในใจของพี่น้องกองร้อยอี เหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาอดทนต่อการฝึกขั้นพื้นฐานอันแสนสาหัสมาได้ ก็เพื่อเครื่องหมายทหารพลร่มปีกเงินนั้นเอง
"แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องทำลายสถิติโลกที่พวกปีศาจญี่ปุ่นทำไว้นั่นให้ได้" ถึงตอนนี้นักรบพาร์คสก็พูดขึ้นบ้าง "ทำไมเราต้องปล่อยให้พวกญี่ปุ่นนำหน้าเรา หรือว่าเรามันกระจอกยิ่งกว่าพวกญี่ปุ่นที่เหมือนลิงพวกนั้นเสียอีก" น้ำเสียงของพาร์คสค่อนข้างรุนแรง นี่คือปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณของวิญญาณชาวจีนที่อยู่ในร่างนี้
"ถูกแล้ว อย่าปล่อยให้พวกญี่ปุ่นนั่นมาหัวเราะเยาะเราได้" ในจังหวะนั้น นิกสันก็ปรากฏตัวขึ้นได้ถูกเวลาพอดี
"กองพันของเรามีสามกองร้อย คือ กองร้อยดี กองร้อยอี และกองร้อยเอฟ พวกเราจะเริ่มออกเดินทางในฐานะกองร้อยนำ" วินเตอร์สสั่งการพี่น้องทหาร "เตรียมน้ำและเสบียงกรังไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือสิ่งจำเป็นในการประทังชีวิตระหว่างทาง จำไว้ อย่าให้ใครแตกแถวเด็ดขาด"
"เอาเถอะ ต่อให้ต้องเหนื่อยตาย ฉันก็จะไปให้ถึงแอตแลนตาให้ได้" ไวต์พึมพำ
แต่คำสั่งของผู้กองโซเบิลนั้นรุนแรงกว่าวินเตอร์สมาก เขากัดฟันและสบถใส่กองร้อยว่า "ผมขอรับรองเลยว่า ถ้าใครเดินไม่จบหรือแตกแถวในครั้งนี้ เขาผู้นั้นก็ไม่มีค่าพอจะได้รับปีกพลร่ม และผมจะเตะเขาออกจากหน่วยรบเคลื่อนที่เร็ว บางทีเขาอาจจะเหมาะกับการเป็นแค่ทหารบกขากระบอกธรรมดาๆ เท่านั้น"
คำพูดเหล่านี้สร้างแรงกระตุ้นให้พี่น้องกองร้อยอีได้อย่างดีเยี่ยม ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังรู้สึกกังวลใจ แต่เพราะคำพูดของพาร์คส ทำให้หลายคนเริ่มมีกำลังใจขึ้นมา "ผมเชื่อว่าพี่น้องทุกคนคงรู้ดีว่าผมรักษาหมัวร์ตอนเดินทัพครั้งก่อนยังไงใช่ไหม ไม่ต้องห่วง ผมจัดการได้"