- หน้าแรก
- หม้อปรุงยาสะท้านภพ
- ตอนที่ 64 นายหญิงน้อย… ตระกูลเจียงแห่งสวรรค์ทิศใต้?
ตอนที่ 64 นายหญิงน้อย… ตระกูลเจียงแห่งสวรรค์ทิศใต้?
ตอนที่ 64 นายหญิงน้อย… ตระกูลเจียงแห่งสวรรค์ทิศใต้?
ตอนที่ 64 นายหญิงน้อย… ตระกูลเจียงแห่งสวรรค์ทิศใต้?
ชีวิตประจำวันได้หวนคืนสู่ความสงบ จี้เตี๋ยเริ่มฝึกฝนวิชาปรุงยาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยสถานะนักปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสูง ยิ่งผ่านไปเขาก็ยิ่งปรับตัวได้มากขึ้น ส่วนเรื่องศิลาวิญญาณนั้น…
นักปรุงยาไม่เคยขาดแคลนศิลาวิญญาณ ยาที่เขาปรุงขึ้นยังมีประสิทธิภาพช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูพลังได้ดียิ่งกว่ายาของผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นผู้มากด้วยชื่อเสียงแห่งฝั่งเหนือในชั่วระยะเวลาอันสั้น
ยิ่งเวลาผ่านไป ศิษย์จากฝั่งเหนือมากหน้าหลายตาจะแวะเวียนมาขอให้เขาช่วยปรุงยา โดยแต่ละครั้งพวกเขายินดีจ่ายราคาให้อย่างงาม แน่นอนว่าจี้เตี๋ยไม่คิดปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มหยั่งรากฐานในฝั่งเหนือได้อย่างมั่นคง
วันหนึ่งที่เขากลับมาจากยอดเขาตะวันม่วง จึงได้พบว่าหน้าถ้ำของตนเองมีเจียงโม่หลียืนรอคอยอยู่ ชุดของนางพลิ้วไหวไปกับสายลม ด้วยไหล่ที่ผอมบางแต่งดงามได้รูป เวลานี้นางราวกับจมดิ่งในความคิด
“ศิษย์พี่หญิงเจียง…” จี้เตี๋ยเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย ว่านางได้ทานยาคงสภาพที่เขาเคยมอบให้ไว้หรือยัง
“ข้าต้องการให้เจ้าช่วยปรุงยาบางตัวให้” เจียงโม่หลีเป็นคนคิดเร็วทำเร็วมาโดยตลอด ขณะนี้จึงนำสมุนไพรวิญญาณออกจากถุงมิติพร้อมกล่าวบอกจุดประสงค์การมาเยือน
จี้เตี๋ยสำรวจมองและวิเคราะห์สมุนไพรวิญญาณทั้งหลาย จึงได้ทราบว่าพวกมันคือวัตถุดิบปรุงยาวิญญาณต้นกำเนิด
มันคือยาระดับหนึ่งขั้นกลางที่สามารถช่วยส่งเสริมการฝึกตนของสัตว์อสูร เขาคาดเดาว่านางน่าจะต้องการนำไปให้เจ้างูดำ
“ขอรับ ศิษย์พี่หญิงเจียงเข้ามารอด้านในถ้ำก่อนก็ได้ขอรับ” จี้เตี๋ยนำทางนางเข้าไปด้านในถ้ำพร้อมกล่าวบอกขอให้รอ ถัดจากนั้นจึงเข้าไปยังห้องหินที่อยู่ข้างเคียง เพื่อปรุงยาจนเสร็จเรียบร้อยและมอบให้กับนาง
“จะไปส่งข้าหรือไม่?” เจียงโม่หลีรับขวดหยกมาพร้อมกับเผยยิ้มมองตอบ
“ขอ… ขอรับ ข้าต้องไปส่งท่านอยู่แล้ว…” จี้เตี๋ยชะงักไปชั่วครู่พร้อมกับใจเต้นรัว ขณะเดียวกันก็เดินออกไปส่งนางที่นอกถ้ำ
ปัจจุบันเป็นช่วงกลางคิมหันตฤดู เสียงของจักจั่นจึงดังไปทั่วขุนเขา เส้นทางตามป่ายังปรากฏเงาของสัตว์ป่าให้พบเห็น จี้เตี๋ยจึงใช้ข้ออ้างนี้เพื่อไปส่งนางให้ไกลขึ้น เพียงแต่ตลอดทางนางกลับก้มหน้าและเงียบไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ราวกับมีอะไรบางอย่างในใจที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรกล่าวออกดีหรือไม่
จี้เตี๋ยลอบมองไปพร้อมได้เห็น ว่ามีใบไม้สีเหลืองกำลังร่วงหล่นสู่หัวไหล่ของนาง
พบเห็นนางจมดิ่งในห้วงความคิด เขาลังเลสักครู่จนสุดท้ายยื่นฝ่ามือออกไปคิดช่วยปัดมันออกให้
แต่แล้วผู้ใดกันคาดคิด เพียงฝ่ามือกำลังจะจับไหล่ของอีกฝ่าย เจียงโม่หลีกลับหันศีรษะมองมาสบตากับเขาอีกครั้ง
พบเห็นอีกฝ่ายไม่ทักท้วงใดในการกระทำของตนเอง จี้เตี๋ยรู้สึกโล่งอกก่อนจะช่วยนำใบไม้ที่ร่วงหล่นออกจากไหล่ของนางให้
“ส่งเท่านี้ก็พอ” เจียงโม่หลีหยุดฝีเท้าและจ้องมองมา สุดท้ายจึงเดินจากไปเพียงลำพัง
จี้เตี๋ยยืนมองแผ่นหลังของนางขณะครุ่นคิด ว่าคงอีกนานหลายวันกว่าจะได้พบนางอีกครั้ง แต่แล้วเพียงผ่านพ้นแค่หนึ่งวัน เจียงโม่หลีกลับมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมคำขอให้ช่วยปรุงยาวิญญาณต้นกำเนิดอีกครั้ง…
และหลังจากนั้น นางก็มักจะแวะเวียนมาขอให้ช่วยปรุงยาอีกบ่อยครั้ง
จี้เตี๋ยยินดีให้ความช่วยเหลือและรับใช้ กระทั่งว่าเกิดความคิดที่มุมหนึ่งของจิตใจ ว่าหากเรื่องราวเช่นนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยก็ดีไม่น้อย…
ช่วงเวลาเช่นนั้นดำเนินผ่านพ้นไปหนึ่งเดือน จนวันหนึ่งจี้เตี๋ยที่ปรุงยาเสร็จแล้วจึงออกมาจากห้องหิน เขามองนางนั่งอยู่ที่โต๊ะหินเพื่อรอคอย เขาสับสนและงุนงงกับตัวเอง เพราะด้วยความงดงามของนางที่ไร้ตำหนิ รวมกับขนตายาวที่ขยับตามจังหวะกะพริบตา มันทำให้จี้เตี๋ยยืนนิ่งไปชั่วครู่
ทันใดนี้เองที่นางลุกขึ้นยืนและมองมา
“เรียบร้อยไหม?”
“ขอรับ” จี้เตี๋ยที่ได้สติกลับคืนมาจึงส่งยาที่ปรุงแล้วในขวดหยกให้ สุดท้ายจึงเดินออกไปส่งนางออกจากถ้ำเหมือนดังที่เคยทำ
พบเห็นนางยังคงเดินก้มหน้าเช่นเคย ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จี้เตี๋ยจึงลังเลจนสุดท้ายโพล่งถาม “ศิษย์พี่หญิงเจียงมีเรื่องอะไรคาใจหรือไม่ขอรับ?”
เจียงโม่หลีชะงัก
“จี้เตี๋ย…”
มันนับเป็นครั้งแรกที่นางเรียกชื่อของจี้เตี๋ยออกมา ท่ามกลางร่มแมกไม้อันร่มรื่น เสียงใบไม้ดังซอกแซกกับสายลม จี้เตี๋ยเหม่อมองตอบด้วยความสับสนราวกับนึกว่าหูฝาดไป
ภายใต้สายลมเย็นโชย เส้นผมสีดำขลับของหญิงสาวพลิ้วไหวไปกับสายลมที่พัดผ่าน นางเอ่ยคำออกด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่ง
“อนาคตเจ้ามีแผนการเช่นไร? คิดอยู่ที่สำนักเจ็ดลึกล้ำไปชั่วชีวิตเลยหรือไม่?”
“บางที… ภายหลังออกจากสำนักเจ็ดลึกล้ำแล้ว… ข้าก็ไม่ทราบว่าควรไปที่ใดต่อแล้วขอรับ” จี้เตี๋ยไม่มีแผนการในอนาคต สำหรับตอนนี้เขายังไม่เคยนึกถึงช่วงเวลาที่ต้องออกจากสำนักเจ็ดลึกล้ำมาก่อน
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็ดี…” เจียงโม่หลียกริมฝีปากเล็กน้อยขณะเงยหน้ามองขึ้นฟากฟ้า
“จงฝึกฝนให้ดี ภายหน้าเจ้าย่อมประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่” สีหน้าของนางเริ่มกลับคืนสู่ความสงบและเฉยชาดังเช่นที่เคยเป็น…
“ศิษย์พี่หญิงเจียงจะไปที่ใด…” ตอนนี้เองที่จี้เตี๋ยสัมผัสได้ ว่าบุคคลตรงหน้าราวกับจะหายไปพร้อมสายลม เขาจึงอดไม่ได้จนต้องเอ่ยถามออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนจะถามทันจบประโยค ตอนนี้เองที่สภาวะพลังอันแข็งแกร่งทรงอำนาจเคลื่อนคล้อยลงมายังเบื้องล่าง
“นายหญิงน้อย วันเวลาที่ตกลงมาถึงแล้วเจ้าค่ะ ข้ามาตามคำสั่งของนายท่านเพื่อพาท่านกลับบ้านเจ้าค่ะ!” สตรีสูงวัยผู้เคลื่อนคล้อยลงมาจากฟากฟ้าได้หยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง นางโค้งกายคำนับให้เจียงโม่หลีผู้สวมใส่ชุดสีแดง นอกจากนี้สภาวะพลังที่นางเผยออกมานั้นบ่งบอกว่าแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด
ยามนี้เองที่ฝั่งเหนือ ศิษย์ทุกคนและผู้อาวุโสที่ตระหนักได้ถึงสภาวะพลังอันแข็งแกร่งต่างต้องเผยสีหน้าแปรเปลี่ยน พวกเขานึกคิดว่ามีศัตรูบุกเข้ามาเยือนสำนัก
“แข็งแกร่งมาก” จี้เตี๋ยเผยสีหน้าซีดเซียวขณะมองสตรีสูงวัยตรงหน้า ร่างกายของเขาราวกับถูกสภาวะพลังกดทับเอาไว้ จนตระหนักได้ว่าความเป็นความตายถูกกำหนดโดยบุคคลตรงหน้า กระทั่งว่าไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
“ตระกูลเจียงแห่งสวรรค์ทิศใต้…” สายรุ้งสีขาวเคลื่อนออกจากยอดเขาหลัก ข้ามผ่านขุนเขามาจนกระทั่งพบเห็นสตรีสูงวัยและหญิงสาว ตอนนี้เองที่อีกฝ่ายระงับอาการประหลาดใจ
อีกฝ่ายคือจ้าวสำนักเจ็ดลึกล้ำ หลิวเทา
สตรีสูงวัยย่อมตระหนักพบเห็นอีกฝ่าย เพียงแต่ไม่คิดใส่ใจ เพราะอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแก่นทองคำในสถานที่อันเล็กจ้อยจนไม่ควรค่าให้กล่าวถึง ขณะนี้นางหันไปมองจี้เตี๋ยผู้อยู่ข้างเจียงโม่หลี เพียงแต่ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวลงมือใด
จี้เตี๋ยตระหนักได้ว่าทะเลแห่งจิตสำนึกภายในกายตนเองกับสั่นเทาจนแทบแตกสลาย
“สหายเต๋าจากตระกูลเจียง ขอแสดงความเมตตาด้วย!” หลิวเทาผู้อยู่ไกลห่างถึงยอดเขาหลักขมวดคิ้ว จนกระทั่งมาปรากฏตัวอยู่เหนือกลุ่มคนในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันก็โบกมือเพื่อสลายแรงกดดัน
ตอนนี้เองที่จี้เตี๋ยได้ผ่อนคลายจากแรงกดดัน ขณะเดียวกันก็ได้ตระหนักว่าอาการใกล้แตกดับของทะเลแห่งจิตสำนึกภายในร่างเลือนหายไปแล้ว เมื่อครู่มันเป็นความรู้สึกประหนึ่งกำลังเดินเข้าหาประตูยมโลก เขาถึงกับกำหมัดแน่นขณะจ้องมองสตรีสูงวัยผู้อยู่กลางอากาศ
เขาไม่อาจทราบว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายถึงมุ่งร้ายคิดเล่นงานอย่างกะทันหันเช่นนี้ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่อาจล้างแค้น
แต่เขาจะจดจำเรื่องในวันนี้เอาไว้!
“คิดหยุดข้างั้นหรือ?” สตรีสูงวัยหรี่สายตาขณะเอ่ยคำข่มขู่
เพราะเมื่อครู่นางเพิ่งปลดปล่อยพลังจิตจนปกคลุมทั่วทั้งสำนักเจ็ดลึกล้ำ จนได้ทราบข่าวลือระหว่างจี้เตี๋ยและเจียงโม่หลี!
มดปลวกตัวหนึ่งถึงขั้นกล้าดีสร้างความเสื่อมเสียแก่นายหญิงน้อยของนาง! ทั้งที่บุคคลซึ่งนายหญิงน้อยของนางจะหมั้นหมายและแต่งงานด้วยนั้นจะต้องมีชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ล้นฟ้า และก่อนนางออกเดินทางมา นายหญิงใหญ่ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้ว
ผู้ที่สร้างความเสื่อมเสียมีโทษต้องตาย!
“สำนักเจ็ดลึกล้ำยังไม่กล้าเป็นศัตรูกับตระกูลเจียงก็จริง แต่เด็กหนุ่มคนนี้เป็นศิษย์คนสำคัญของสำนักเจ็ดลึกล้ำของเรา หากว่ามีเรื่องราวใด คาดหวังว่าสหายเต๋าจากตระกูลเจียงจะอดกลั้นเห็นแก่ความยังเยาว์ของเขา” หลิวเทาประสานมือพร้อมกล่าวบอกด้วยความสุภาพ
“ข้าต้องจัดการ…” สตรีสูงวัยแค่นเสียง และขณะกำลังจะโจมตีนี้เอง นางกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ห้ามทำร้ายคนของสำนักเจ็ดลึกล้ำ หากไม่แล้วเมื่อใดกลับไปข้าจะไม่ละเว้น” เจียงโม่หลีเลิกคิ้วขึ้นพร้อมเอ่ยคำอันเย็นเยือก
ทั้งที่นางไม่ได้ทรงคุณวุฒิด้านอายุ และยังเป็นเพียงแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด ทว่านางครอบครองความสูงศักดิ์อันยิ่งใหญ่ ถึงขนาดทำให้สตรีสูงวัยที่แม้แต่จ้าวสำนักเจ็ดลึกล้ำยังไม่กล้ารับมือต้องถอนหายใจ สุดท้ายจึงยอมถอยและก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม
“ในเมื่อนายหญิงน้อยมีเมตตานึกถึงต่อสำนักเจ็ดลึกล้ำ ข้าก็จะไม่สร้างความลำบากให้แก่พวกเขาเจ้าค่ะ”
“นายหญิงน้อยหรือ… ข้าน่ะหรือนายหญิงน้อยอะไรนั่น…” เจียงโม่หลีราวกับหัวเราะกับตนเอง