- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 30 เป้าหมาย
บทที่ 30 เป้าหมาย
บทที่ 30 เป้าหมาย
กวงฮุ่ยปรายตามองเพียงปราดเดียว อาศัยประสบการณ์ในยุทธภพที่โชกโชน ก็แยกแยะที่มาของคนกลุ่มนี้ได้ทันที
"น่าจะเป็นชาวบ้านจากฝั่งตะวันออก หนีตายกันมา"
"ชาวบ้านฝั่งตะวันออกรึ?"
จางโซ่วพึมพำเบาๆ จังหวะนั้นเอง กวงลี่ผู้นำขบวนก็ฉวยโอกาสอธิบายเรื่องคลื่นสัตว์อสูร
"ตลาดทะเลสาบเมฆาเป็นเพียงจุดผ่านของคลื่นสัตว์อสูร ไม่ใช่ด่านรับศึกหนักด้วยซ้ำ ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินเหตุ แต่จะประมาทเลินเล่อก็ไม่ได้ หากไม่เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปเจอพวกภูตผีที่มีสติปัญญาจนตัวตาย อย่ามาโทษว่าอาจารย์อาไม่เตือนล่ะ!"
"จุดที่ได้รับผลกระทบหลักในตลาดทะเลสาบเมฆาคือ เขตตะวันตก 【ด่านช่องเขาคมมีด】 เขตเหนือ 【ป้อมบึงทมิฬ】 และเขตตะวันออก 【เมืองเถาวัลย์เขียว】"
"ศิษย์วัดวัชระส่วนใหญ่จะประจำการที่ด่านช่องเขาคมมีด อาจต้องไปช่วยหนุนเสริมจุดอื่นบ้าง ศึกต้านคลื่นสัตว์อสูรครานี้กินเวลาไม่น้อย อย่างต่ำก็สิบปี หากโชคร้ายอาจยืดเยื้อถึงยี่สิบสามสิบปี พวกเจ้าจงเตรียมใจไว้"
พอได้ยินว่ายี่สิบสามสิบปี สีหน้าของเหล่าพระสงฆ์ต่างแปรเปลี่ยน บางรูปอย่าว่าแต่เวลาที่ขึ้นเขามาเลย ให้อายุรวมตั้งแต่ออกจากท้องแม่ก็ยังไม่นานขนาดนั้น
กวงลี่ปรายตามองอย่างเฉยชา แล้วกล่าวต่อ
"เขตตะวันตกเป็นพื้นที่ในการดูแลของวัดวัชระอยู่แล้ว การรับมือคลื่นสัตว์อสูรครานี้ไม่ใช่มีเพียงเราที่ต้องลงเขา ป้อมวายุเหล็กและหุบเขาไผ่เขียวต่างก็ต้องส่งคนมาเช่นกัน อย่าได้คิดน้อยใจว่าถูกเลือกปฏิบัติจนเก็บไปขุ่นเคือง"
"แล้วอย่าคิดว่าต้านคลื่นสัตว์อสูรแล้วจะเสียแรงเปล่า เพราะมีของดีรออยู่เพียบ! ขอเพียงยอมออกแรง สังหารพวกภูตผี อย่าว่าแต่ยาเม็ดคืนพลังขนานใหญ่ที่ช่วยเสริมขั้นเซียนเทียนเลย แม้แต่วิชาเซียนก็แลกมาครองได้!"
ไม้แข็งตามด้วยนวม เหล่าพระนักบู๊หูผึ่งตามคาด แม้แต่ผู้ดูแลหลายคนสายตายังไหววูบคล้ายกำลังครุ่นคิด
จริงอยู่ที่พวกเขาทุกคนไร้รากวิญญาณ ไร้ทวารวิญญาณ ขาดพรสวรรค์ในวิถีเซียน
แต่วาสนาที่จะได้มีอายุยืนยาวอยู่ตรงหน้า หากบอกว่าไม่หวั่นไหวก็คงโป้ปด
ถึงตนเองใช้ไม่ได้ แต่หากลูกหลานในภายภาคหน้าใช้ได้เล่า?
หรือถอยสักหมื่นก้าว หากบังเอิญฝึกสำเร็จขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?
ใครบ้างไม่อยากอายุยืนยาว สุขสำราญ เป็นเซียนเหาะเหินเดินอากาศ?
ลึกๆ ในใจทุกคนต่างมีความหวังริบหรี่ว่าตนอาจมีโอกาสสักนิด อาจเป็นอัจฉริยะเหนือโลกที่ซ่อนเร้น หรือบางทีเจ้าอาวาสอาจแค่มองพลาดไป?
ความคิดเหล่านี้แพร่หลายหนักในหมู่พระหนุ่ม ส่วนเหล่าผู้ดูแลนั้นคิดอ่านไปไกลกว่า
ในเมื่อมีวิชาเซียน จะมีของวิเศษที่ช่วยให้ปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนก้าวสู่ระดับปรมาจารย์สำนักบ้างหรือไม่?
ยิ่งไปกว่านั้น จะมีของวิเศษที่ช่วยสร้างพรสวรรค์ในการฝึกเซียนขึ้นมาหรือไม่?
กวงลี่เห็นว่าการปลุกใจได้ผล จึงสั่งเดินหน้าต่อ
"ไปกันเถอะ"
จางโซ่วเดินรั้งท้าย เข้าสู่ด่านช่องเขาคมมีด จนได้เห็นป้อมปราการตระการตาที่สร้างไว้ป้องกันชนเผ่าซานเยว่
กำแพงสูงสิบจ้างราดด้วยน้ำเหล็กนิล ผิวหน้าสลักยันต์สะกดปีศาจ สะท้อนแสงแดดเป็นสีสนิมเลือด
ทุกระยะร้อยก้าวมีหน้าไม้กลขนาดเท่ารถม้าตั้งตระหง่าน ร่องลูกดอกฝังหินวิญญาณที่สิ้นพลังวิญญาณแล้ว ช่างสกุลหลินกำลังใช้สิ่วกะเทาะเศษผลึกออก
ภายในด่านช่องเขาคมมีดเริ่มมีพ่อค้าแม่ขายหนาตา
ทว่าสินค้าคราวนี้ไม่ใช่อาหารการกิน
ยังไม่ทันที่จางโซ่วจะพินิจดู ศิษย์ตระกูลหลินผู้หนึ่งก็เข้ามาหา
"ทุกท่านคืออาจารย์จากวัดวัชระกระมัง เชิญตามข้ามา ตระกูลหลินจัดเตรียมเรือนพักรับรองไว้ให้แล้ว!"
"ประเสริฐ!"
กวงลี่พยักหน้า หันไปมองเหล่าผู้ดูแลและศิษย์ "มีใครประสงค์จะแยกเรือนหรือไม่?"
จางโซ่วยังงุนงง กวงฮุ่ยก็ก้าวออกมา พยักหน้าแจ้งความจำนงทันที
นอกจากผู้ดูแลเพียงหยิบมือ ที่เหลือต่างเลือกแยกเรือนกันหมด
ศิษย์ตระกูลหลินพยักหน้า ก่อนเรียกคนมานำทางพวกเขาไปยังที่พัก
เมื่อถึงหน้าเรือน กวงฮุ่ยแจ้งความประสงค์ขอแยกสองเรือน แล้วหันไปกล่าวกับจางโซ่วที่เริ่มเดาเรื่องราวได้รางๆ
"ไปเถอะ การที่เจ้าจะสึกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรื่องขยายวงศ์ตระกูล แต่งงานมีลูกกลับไม่ใช่เรื่องยากเย็น"
การคาดเดาของจางโซ่วเป็นจริง เขาคารวะอาจารย์ด้วยความซาบซึ้ง "ขอบพระคุณท่านอาจารย์! บุญคุณนี้ศิษย์จะจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลาน..."
"พอเถอะๆ ข้ารู้ไส้รู้พุงเจ้าดีว่าจะพูดอะไร" กวงฮุ่ยโบกมือไล่อย่างรำคาญ แล้วหันหลังเดินเข้าเรือนไป
พอลับเงาอาจารย์ จางโซ่วจึงยืดตัวขึ้น มองเรือนเดี่ยวหลังนี้ พลันนึกถึงอนาคตที่ต้องแต่งงานมีบุตร พำนักอยู่ที่นี่นับสิบยี่สิบสามสิบปี ความรู้สึกในใจนั้นซับซ้อนยากบรรยาย
ทว่าขณะก้าวเท้าจะเข้าไปชมด้านใน ร่างเขาพลันชะงัก จิตใจสั่นสะท้าน
บรรพชนชี้แนะ!
เขาหันหลังขวับ มุ่งหน้าย้อนกลับไปทางเดิมทันที
......
พอจัดแจงที่พักให้พระนักบู๊จากวัดวัชระครบถ้วน ศิษย์ตระกูลหลินจึงรวบรวมข้อมูลส่งไปยังป้อมบัญชาการ
นี่คือฐานบัญชาการที่ตระกูลหลินสร้างขึ้นในด่านช่องเขาคมมีด และเป็นหัวใจสำคัญของด่านแห่งนี้
"เป็นอย่างไร? มีผู้ขอแยกเรือนกี่ราย?"
หลินซูอี้เรียกพ่อบ้านมาสอบถาม
"นายน้อย พระที่ขอแยกเรือนมีสามสิบรูป เป็นผู้ดูแลสิบเจ็ดคน ศิษย์อีกสิบสามคนขอรับ"
"น้อยไปหน่อย แล้วศิษย์สำนักโพธิญาณที่มีทวารวิญญาณล่ะ?"
หลินซูอี้ซักไซ้ พ่อบ้านตอบกลับ
"คราวนี้ที่มาเป็นศิษย์สำนักตั๊กม้อ ส่วนศิษย์สำนักโพธิญาณยังมาไม่ถึงขอรับ"
หลินซูอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ไปหยั่งเชิงดูว่ามีพระรูปไหนใคร่สึก เลือกหญิงสายรองแต่งออกไปเพื่อ 'ผูกมิตร' ไว้ รอศิษย์สำนักโพธิญาณมาถึง หากมีผู้ใดยินดีเข้าตระกูลหลิน ให้ดูแลแบบ 'ชุบเลี้ยง'"
ในฐานะตระกูลใหญ่ ผู้มีอิทธิพล และเจ้าตลาด ย่อมมีระบบการดึงตัวเหล่ายอดฝีมือไร้สังกัด แบ่งเป็น ผูกมิตร ชุบเลี้ยง และเกื้อหนุน
ทั้งสามคือการคบหาและเฟ้นหาคนเก่ง อาศัยการมอบทรัพย์สิน ฐานะ และความสัมพันธ์ เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถมาเสริมความมั่นคงแก่อำนาจตน
เพียงแต่เป้าหมายต่างกัน 'ผูกมิตร' เน้นเสริมอำนาจตน หาผู้มาพึ่งบารมี 'ชุบเลี้ยง' คือเลี้ยงดูเพื่อได้บริวารหรือแขกผู้มีเกียรติมาช่วยงาน แบ่งเป็นกุนซือและเดนตาย ส่วน 'เกื้อหนุน' ใช้เมื่อฐานะใกล้เคียงกัน ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน มักใช้ระหว่างขั้วอำนาจด้วยกัน
จอมยุทธ์ขั้นเซียนเทียนสมบูรณ์หากโจมตีทีเผลอสามารถสังหารเจ้าสำนักเล็กๆ ได้ นับว่ามีประโยชน์ต่อตระกูลหลินมาก การให้แต่งกับหญิงสายรองและดูแลแบบผูกมิตร ก็ถือว่าให้เกียรติไม่น้อยแล้ว
ศิษย์สำนักโพธิญาณล้วนมีทวารวิญญาณ เป็นผู้บำเพ็ญเพียร หากให้แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงอาจถือเป็นเรื่องอัปยศ จึงต้องดูแลแบบ 'ชุบเลี้ยง' แม้ไม่ยอมแต่งเข้า เพียงแต่งงานเกี่ยวดองเป็นญาติก็ได้ ทว่าภรรยาจำต้องเป็นผู้มีทวารวิญญาณเช่นเดียวกัน
"ขอรับ" พ่อบ้านน้อมรับคำสั่ง ลังเลเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
"คู่ศิษย์อาจารย์กวงฮุ่ยกับหมิงติ้งที่นายน้อยสั่งให้จับตาดูเมื่อคราวก่อนก็อยู่ในกลุ่มด้วย จะให้ดูแลเป็นพิเศษไหมขอรับ?"
พอถูกทัก หลินซูอี้ก็ชะงักลังเล
ไม่ใช่เพราะเรื่องหน้าไม้กลไกเทพ ในเมื่อปักใจแล้วว่าสองคนนั้นแค่ดวงดี ก็ไม่จำเป็นต้องติดใจสงสัย
อีกทั้งพรสวรรค์ของจางโซ่วนับว่าไม่เลว วันหน้าอาจมีโอกาสบรรลุขอบเขตปรมาจารย์สำนักก็เป็นได้
ปรมาจารย์สำนักกับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนนั้นเป็นคนละชั้นกันโดยสิ้นเชิง สถานะเทียบกันไม่ติดฝุ่น
"หากมีแววเป็นปรมาจารย์สำนัก ให้ดูแลแบบชุบเลี้ยงเช่นกัน ส่งรายชื่อกลับไปที่บ้านหลัก ให้เหล่าพี่สาวน้องสาวในตระกูลเลือก"
สิ้นคำสั่ง พ่อบ้านก็ถอยออกไป
ฝ่ายจางโซ่วกำลังเร่งรุดกลับไปที่ด่านตรวจทางเข้าช่องเขาคมมีดโดยไม่หยุดหย่อน
เหตุผลไม่มีอื่นใด คือบรรพชนหาเมียให้เขาได้แล้ว!
......
【ชื่อ : ม่อเฉี่ยวซือ】
【สถานะ : ทายาทวิชากลไกตระกูลม่อ】
【อายุขัย : 18/65】
【ขอบเขต : จอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสามด่าน】
【พรสวรรค์ : ทวารวิญญาณระดับกลาง (สี่ทวาร)】
【วิชา : หัตถ์เทวะสามสิบหกท่า (ขั้นสมบูรณ์)】
นับตั้งแต่จางโซ่วลงเขา จางอู๋จี๋ก็สแกนกราดทุกคนที่ผ่านตา พยายามงมเข็มในมหาสมุทรผ่านหน้าต่างสถานะ เพื่อเฟ้นหาว่าที่หลานสะใภ้ที่มีพรสวรรค์ฝึกเซียน
และในที่สุด... ก็เจอตัวแล้ว