- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 31 หญิงตระกูลหลินและหญิงตระกูลม่อ
บทที่ 31 หญิงตระกูลหลินและหญิงตระกูลม่อ
บทที่ 31 หญิงตระกูลหลินและหญิงตระกูลม่อ
ตามคำชี้แนะของบรรพชน เพียงไม่นานจางโซ่วก็พบเป้าหมาย
ช่างประจวบเหมาะ สวรรค์ประทานโอกาส ชายฉกรรจ์ท่าทางไม่ประสงค์ดีสามคนกำลังรุกคืบเข้าหาหญิงสาวนางนั้น
จางโซ่วรีบสาวเท้าตามติด เขาไม่เคยอ่านนิยายภูตผีปีศาจ ยามเป็นเณรรับใช้ก็หาได้มีเวลาว่าง
แต่เรื่องเล่าขานก็ผ่านหูมามาก พล็อตวีรบุรุษช่วยสาวงามถือเป็นฉากสำคัญในเรื่องราวเหล่านี้
ทว่าจางโซ่วเพิ่งขยับเข้าใกล้ ก็เห็นหญิงสาวนางนั้นขมวดคิ้วเรียว ตวาดเสียงใส "อันธพาลจากที่ใดกัน!"
จากนั้นเขาได้เห็นฝ่ามือของนางพลิกแพลงว่องไว ชายฉกรรจ์สามคนล้มตึงลงทันใด
ด้วยระดับเซียนเทียนช่วงกลาง จางโซ่วมองเห็นชัดแจ้งว่านางใช้วิชาอาวุธลับ เข็มบินพุ่งเจาะจุดชีพจรของชายฉกรรจ์ ปลิดชีพในคราเดียว
หน้าผากจางโซ่วมีเส้นดำพาดผ่าน แต่คำสั่งบรรพชนไม่ได้เร่งรัดว่าต้องเผด็จศึกในทันที
ใคร่ครวญครู่หนึ่ง จางโซ่วเริ่มวางแผนการในใจ
ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ หมอย่อมไม่ง้อคนไข้
จึงค่อยๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้
ฉากสตรีร่างบางซัดชายฉกรรจ์สามคนกระเด็นเรียกสายตาผู้คนในด่านช่องเขาคมมีดได้ไม่น้อย ทว่าล้วนถูกม่อเฉี่ยวซือถมึงตาใส่จนต้องหลบเลี่ยง
ฉับพลันเห็นหัวโล้นๆ โผล่เข้ามา ม่อเฉี่ยวซือกำลังจะบันดาลโทสะ แต่พอเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเณรน้อย สีหน้าค่อยผ่อนคลายลง
"ว่าอะไร? คิดจะออกหน้าแทนพวกมันรึ?"
จางโซ่วไม่ตอบคำ เขานั่งลงพลางเลือกหยิบข้าวของที่แผงเบื้องหน้าม่อเฉี่ยวซือ
เดิมทีตั้งใจจะตะล่อมถามความ แต่ยามนี้เขาพบว่าสินค้าที่แม่นางผู้นี้วางขายไม่ใช่ของดาดดื่น!
"ของสิ่งนี้ขายเช่นไร?"
เห็นเณรน้อยไม่ได้มีเจตนาก่อกวน ม่อเฉี่ยวซือเปลี่ยนสีหน้าทันควัน โน้มกายลงพร้อมรอยยิ้มพราว
"แหม นายท่าน นี่คือแร่เหล็กลายดาราชั้นเลิศเจ้าค่ะ ความเหนียวเป็นเยี่ยม เหมาะแก่การตีอาวุธลับขนาดเล็กพกพาได้ เหล็กลายดาราสิบชั่งแลกข้าววิญญาณเพียงครึ่งชั่งเท่านั้นเจ้าค่ะ!"
จางโซ่วคว้าแร่เหล็กลายดาราขึ้นมาหนึ่งก้อน วางตรงหน้าม่อเฉี่ยวซืออย่างขึงขัง "รับชมดู"
เปรี๊ยะ
จางโซ่วหักก้อนแร่ด้วยมือเปล่าจนแยกเป็นสองท่อน!
ม่อเฉี่ยวซือเบิกตาโพลง สมองหยุดสั่งการชั่วขณะ
จางโซ่วหาได้ใส่ใจอาการนาง เขาหันรอยตัดที่เผยส่วนประกอบภายในอัตราส่วนสามต่อเจ็ดให้ดู
"สิ่งเจือปนสามส่วนนี้ เพียงพอจะตีจอบสักด้ามหรือไม่?"
ม่อเฉี่ยวซือยังไม่ทันหายตระหนกจากพลังมือเปล่าหักแร่ สมองก็ถูกวาจาจางโซ่วทำเอามึนงงไปอีกครั้ง
น้ำเสียงนางลอยคว้าง "ท่านเรียกเหล็กลายดารา... ว่าสิ่งเจือปนรึ?"
ถูกต้องแล้ว ส่วนประกอบสามส่วนนั่นคือเหล็กลายดารา!
จางโซ่วพูดไม่ออก เหล็กลายดาราอันใดนี่เขาใช้มือเปล่าหักได้ง่ายดาย ความแข็งแกร่งต่ำเตี้ย แต่สสารอีกเจ็ดส่วนที่โอบล้อมเหล็กนี้ต่างหากคือ 'เรเนียม' ตามคำชี้แนะของบรรพชน!
ในบันทึกของบรรพชน มันคือวัสดุที่ใช้สร้าง 'วิหคเหล็ก' เป็นหนึ่งในโลหะที่หาได้ยากมาก!
แม้มองเห็นสิ่งเจือปนด้วยตาเปล่า ทว่าจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนยังหามาครอบครองได้ ดูท่าคงไม่ได้หายากถึงเพียงนั้น...
คงเป็นเพราะความผันผวนจากลิขิตสวรรค์...
ครุ่นคิดเสร็จสรรพ เขาก็เงยหน้าขึ้นพินิจพิเคราะห์ว่าม่อเฉี่ยวซือเป็นสตรีเช่นไร
จากการสนทนาเพียงไม่กี่คำ แม่นางผู้นี้ดูท่าสติปัญญาจะไม่ค่อยแหลมคมนัก หากบรรพชนประสงค์ให้ขยายเผ่าพันธุ์กับนาง บุตรที่กำเนิดมาคงไม่ใช่คนเขลาหรอกมั้ง?
ทว่าพอมองชัดๆ กลับต้องตะลึง แม่นางผู้นี้ดูจากเลือดลมคงอายุราวสิบแปดปี ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดูองอาจและเปล่งปลั่ง ผิวพรรณผุดผ่องบ่งบอกถึงเลือดลมจากการฝึกยุทธ์มาเนิ่นนาน
คิ้วเรียวดั่งใบหลิวเฉียงจรดขมับ ดวงตาที่ควรจะสุกสกาวดุจดาวหนาวเหน็บ บัดนี้กลับดูเหม่อลอยดั่งไก่ไม้ ทำเอาความองอาจบนใบหน้าลดทอนไปกว่าครึ่ง ความน่าเกรงขามยามสยบชายฉกรรจ์มลายหายสิ้น
มองต่ำลงมา นางรูปร่างสูงโปร่งทะมัดทะแมง ชุดรัดรูปสีนิลกระชับเอวคอด ที่ปลายแขนเสื้อ เข็มขัด และสนับแข้งล้วนซุกซ่อนเข็มบินไว้ เห็นชัดว่าไม่ได้มีดีเพียงรูปโฉม
พิจารณาจบ จางโซ่วเงยหน้าสบตากับใบหน้าเจือแววโทสะของม่อเฉี่ยวซือ
เขาแย้มยิ้ม
อายุเพียงสิบแปดปีบรรลุถึงจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสามด่าน โครงสร้างกระดูกย่อมไม่ใช่สามัญ ในวิถียุทธ์...
แต่แล้วความคิดพลันถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตวาดใสๆ ดั่งเมื่อครู่!
"พระลามก!"
จางอู๋จี๋นอกหน้าจอมีเส้นดำพาดผ่านหน้าผาก
เจ้าหลานคนนี้ช่างมีฝีมือต่ำต้อย...
อุตส่าห์เฟ้นหาเป้าหมายที่มีพรสวรรค์ฝึกเซียนเจอ... น่าจะเป็นขั้นตอนที่ง่ายดายที่สุดแท้ๆ!
ช่วยไม่ได้แล้ว ด้วยความคิดที่ว่ายอมให้จางโซ่วลำบากสักหน่อย จางอู๋จี๋ตัดสินใจเร่งกระแสเวลาทันที
【วันที่ 132 จางโซ่วรับมือกระบวนท่าของม่อเฉี่ยวซือได้โดยง่าย และกว้านซื้อเหล็กลายดารามาทั้งหมด】
【วันที่ 133 จางโซ่วอาศัยโรงงานตระกูลหลิน หลอมเหล็กลายดารา ขจัดสิ่งเจือปน ได้แท่งเรเนียมจำนวนมาก】
【วันที่ 134 กลไกที่จางโซ่วรังสรรค์สร้างความตื่นตะลึงให้ม่อเฉี่ยวซือ ทั้งสองจึงเริ่มแลกเปลี่ยนวิชากลไกกัน】
【วันที่ 141 ทั้งสองแลกเปลี่ยนวิชากลไกกัน】
......
เมื่อกาลเวลาล่วงเลย พัฒนาการของลูกหลานดูเหมือนจะไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้นมั้ง?
จางอู๋จี๋แปลกใจเล็กน้อย ปรับกระแสเวลาให้กลับมาปกติ หมายจะสังเกตการณ์ดูสักหน่อย ว่าม่อเฉี่ยวซือจะมีแผนร้ายแอบแฝงหรือไม่
ลานบ้านจางโซ่ว
"นี่คือโลหะทองคำอันใด เหตุใดจึงแกร่งกล้าได้เพียงนี้?!"
ม่อเฉี่ยวซือเพ่งมองปืนลูกปรายที่จางโซ่วเพิ่งตีขึ้นใหม่ นางสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
จากการคลุกคลีเพียงไม่กี่วัน นางเข้าใจเรื่องราวแจ่มแจ้งว่าจางโซ่วไม่ใช่คนบ้ากาม เป็นนางที่เข้าใจผิดไปเอง
มิหนำซ้ำ ฝีมือด้านกลไกของอีกฝ่ายค่อนข้างน่าทึ่ง เทคนิคการตีเหล็กอาจไม่ได้พิสดาร แต่จิตวิญญาณช่างและความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์สิ่งของ ในฐานะทายาทวิชากลไกตระกูลม่อ นางยังต้องขอยอมจำนน
"ฮ่าฮ่า บอกไม่ได้ นี่เป็นวิชาลับประจำตระกูล"
จางโซ่วหัวเราะร่า เรเนียมที่แฝงในเหล็กลายดารานั้นไม่บริสุทธิ์ ต้องผ่านกรรมวิธีสารพัดเพื่อขจัดสิ่งเจือปน แม้มีผู้ล่วงรู้การมีอยู่ของเรเนียม ก็ยากจะเลียนแบบได้
ม่อเฉี่ยวซือเบ้ปาก คาดไว้อยู่แล้วว่าจางโซ่วต้องตอบเช่นนี้ จึงกล่าวอย่างหมั่นไส้ "งั้นจงกอดตำราตายไปเสีย ท่านเป็นพระ วันหน้าย่อมไร้ลูกหลานสืบสกุล มีของดีจะเก็บงำไว้ทำไม!"
มุมปากจางโซ่วยกยิ้ม สายตาจับจ้องใบหน้าม่อเฉี่ยวซือ เอ่ยอย่างมีนัย "ผู้ใดว่าบวชเป็นพระแล้วสืบสกุลไม่ได้ บัดนี้ไม่มี ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าไม่มี วิชาลับที่บรรพชนถ่ายทอดมา ข้าไม่ปล่อยให้สูญหายในรุ่นข้าเป็นแน่!"
ม่อเฉี่ยวซือ "......"
นางเป็นคนหัวไว มองสายตาจางโซ่วก็ตระหนักว่าเณรน้อยผู้นี้คิดอ่านสิ่งใด
ทว่าคำสั่งเสียของบิดาก่อนสิ้นใจ คือต้องเชิดชูวิชากลไกตระกูลม่อให้ยิ่งใหญ่...
ลำพังนางที่มีฝีมือเพียงจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียน คิดก้าวเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียนได้ก็ต้องอาศัยปาฏิหาริย์จากบรรพชน การจะฟื้นฟูวิชากลไกตระกูลม่อ คงเป็นได้เพียงหวังลมๆ แล้งๆ...
จางโซ่วก็ไม่ได้รีบร้อนคาดคั้นคำตอบ กระทั่งเปลี่ยนเรื่องสนทนา
"อีกไม่กี่วันก็จะปีใหม่แล้ว ข้าจะไปกราบไหว้บรรพชน เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?"
......
ภายในตระกูลหลิน
"คุณหนู เหลือเพียงท่านแล้วขอรับ..."
พ่อบ้านก้มหน้า ประสานมือเอ่ยอย่างนอบน้อม
บุคคลที่เขาก้มหัวให้คือสตรีร่างเล็กผู้มีกลิ่นอายสูงศักดิ์ หลินจั๋วเวย
หลินจั๋วเวยไม่ได้มองพ่อบ้าน ดวงตางามดั่งวารีในฤดูสารทเต็มไปด้วยความลังเล สายตาจับจ้องภาพวาดในมือเขม็ง
ภาพวาดนั้นเหมือนจริง เป็นรูปเณรน้อยหน้าตาเกลี้ยงเกลา ราวกับจะลุกออกมาจากภาพได้ทุกชั่วลมหายใจ
หากจางโซ่วอยู่ที่นี่ คงต้องร้องอุทานว่าภาพวาดของตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
"น้องชายในตระกูลได้กล่าวไว้หรือไม่ว่า เขามีความมั่นใจจะบรรลุปรมาจารย์สำนักกี่ส่วน?"