- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 26 ลงมือ
บทที่ 26 ลงมือ
บทที่ 26 ลงมือ
เมื่อมีลมปราณแท้จริงคุ้มกายช่วยต้านทานกระสุนในด่านแรก ขอเพียงเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง กระสุนที่ยิงมาก็จะเหมือนกระสุนปืนใหญ่ยิงใส่รถถัง แฉลบออกไปในมุมต่างๆ ไม่ปะทะเข้าจังๆ
ต่อให้ไม่ได้เคลื่อนที่เร็ว เดินตามปกติแล้วโดนลอบยิง จางอู๋จี๋ก็มีปฏิกิริยาไวพอที่จะขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรงปะทะ ลดความเสียหายลง
แค่แฉลบออกไปนิดเดียว อานุภาพกระสุนย่อมลดฮวบ อย่าว่าแต่จะเจาะผิวหนังเลย แม้แต่รอยช้ำยังไม่น่าจะทิ้งไว้
แน่นอน ความเร็วการเดินปกติรับมือได้แค่กระสุนไม่กี่นัด หากเผชิญหน้ากับการกราดยิงของไรเฟิลจู่โจมอัตโนมัติ ยังไงก็ต้องเร่งความเร็วหนีให้ไวที่สุด
ความคิดเหล่านี้ไหลผ่านจิตใจจางอู๋จี๋อย่างช้าๆ ก่อนจะตกตะกอนในห้วงความคิด
ท้ายที่สุดแล้วต้องลองดูของจริง ถึงจะสรุปผลได้อย่างครบถ้วน
"ช่วยเตรียมเสื้อผ้าไซส์ 185 หนัก 80 กิโลฯ มาให้ฉันสักสองสามชุด เอามาวางไว้ในห้อง"
ลูกน้องได้ยินคำสั่งก็รีบปฏิบัติ แต่พอเปิดประตูกลับไม่เห็นเงาจางอู๋จี๋
ทำเอาลูกน้องตาเหลือก เพราะถ้าคนที่ลูกพี่สั่งให้เฝ้าหายตัวไป เขาซวยแน่!
ลูกน้องรีบเข้าไปค้นในห้อง หวังจะเจอจางอู๋จี๋ที่หายตัวไป แต่หาจนทั่วก็ไม่พบ จึงรีบรายงานเรื่องนี้ทันที
ข่าวไปถึงหูฮวนอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่ได้สั่งการลูกน้องในทันที
ฮวนมองข้อความสั้นๆ ที่จางอู๋จี๋ส่งมาในมือถือด้วยความรู้สึกสับสนปนเป
คนจีนคนนี้เชื่อถือได้แค่ไหน?
จะทำสำเร็จจริงๆ หรือ?
ฝีมือที่ฆ่าอันธพาลสี่คนได้ จะพอไปถล่มแก๊งหมาบ้าได้จริงหรือ?
ฮวนอยากจะวางใจจางอู๋จี๋เต็มร้อย แต่ทำไม่ได้จริงๆ
เขาวางมือถือลง หยิบสร้อยคอรูปพระแม่มารีที่คอมากุมไว้ในอุ้งมือ
"พระแม่กัวดาลูเป ได้โปรดคุ้มครองลูกสาวข้าพเจ้าให้ปลอดภัย..."
......
เงาร่างหนึ่งวิ่งตะบึงไปตามท้องถนนยามค่ำคืนด้วยความเร็วที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน
ด้วยสภาพสาธารณูปโภคแถบชายแดนเม็กซิโก สามทุ่มก็ถือว่าดึกดื่น ถนนสายรองไร้แสงไฟมืดสนิท
จางอู๋จี๋อาศัยตำแหน่งที่ฮวนให้มา วิ่งไต่กำแพงกระโดดข้ามหลังคาโดยไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย
ไม่นานเขาก็มาถึงที่หมาย
เขตตะวันออกของเมืองฮัวเรซ ชั้นใต้ดินโรงฆ่าสัตว์ร้าง
จากข้อมูลของฮวน แก๊งหมาบ้าจะรวบรวม 'นกน้อย' ส่วนใหญ่มาไว้ที่นี่เพื่อส่งต่อให้บริษัทตามจุดนัดพบ
แต่บางครั้งก็มีสาขาจากเมืองอื่นส่ง 'สินค้า' มาขายที่นี่เช่นกัน
การขายไขว้แบบนี้ช่วยลดโอกาสที่พ่อแม่จะตามหาลูกเจอ ป้องกันไม่ให้ลูกค้าอารมณ์เสีย และบริษัทเสียหาย
แม้จะอยู่บนพื้นดิน จางอู๋จี๋ก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากความบ้าคลั่งเบื้องล่าง
ถึงเป้าหมายของฮวนคือการช่วยลูกสาว แต่ด้วยค่านิยมพื้นๆ ของจางอู๋จี๋
ได้ยินเสียงแบบนี้ สีหน้าเขาพลันเคร่งเครียดลงทันที
ยากจนให้รักษาตัว มั่งมีให้เกื้อกูลใต้หล้า
ถึงจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ แต่ด้วยฝีมือตอนนี้
แก้ที่ปลายเหตุก็ยังพอทำได้
รอให้บำเพ็ญเพียรจนแกร่งระดับ 'ไร้เทียมทาน' ถึงตอนนั้นค่อยใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง
ไม้แข็งแก้ปลายเหตุ ไม้อ่อนแก้ต้นเหตุ
รวมกันเป็นเชือดไก่ให้ลิงดู
กวาดล้างความโสมมพวกนี้ให้สิ้นซากในคราเดียว
แม้จางอู๋จี๋จะยึดคติสายบ้าเลือดที่ว่า 'ฆ่าล้างบาง ไร้พยานถือว่าลอบสังหาร'
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับมาเป็นสินค้า เขาจึงสวมฮู้ดและหน้ากากที่ซื้อติดมือมาระหว่างทาง
ส่วนว่าเป็นหน้ากากอะไร แน่นอนว่าเป็นหน้ากากนักมวยปล้ำที่พบเห็นได้ทั่วไปในเม็กซิโก
"นักสู้วัวกระทิงไม่เคยถอดหน้ากาก!"
โรงฆ่าสัตว์ยังมีไฟส่องสว่าง จางอู๋จี๋ไม่ผลีผลามให้ไก่ตื่น
ทางเข้าที่เขาเลือกคือประตูหลังชั้นใต้ดินตามข้อมูลของฮวน เพราะเขามาเพื่อช่วยคน
มันเป็นบันไดทางลงที่ถูกทิ้งร้าง แสงไฟสลัว กระพริบติดๆ ดับๆ เพราะแรงดันไฟไม่เสถียร
"อยากเข้าไปดูข้างในจังว่ะ ท่าทางน่าตื่นเต้นชะมัด!"
"สมองกลับรึไง? สินค้าเกรดต่ำสุดข้างในขายไปแกยังไม่มีปัญญาซื้อเลย! รอเก็บของเหลือเดนจากที่ลูกพี่เล่นจนเบื่อก็บุญหัวแล้ว!"
ยามติดอาวุธสองคนพ่นควันบุหรี่พลางคุยสัพเพเหระแก้เบื่อ
ระวังภัย?
ขอโทษที ค่าจ้างที่แก๊งหมาบ้าจ่ายไม่มากพอให้พวกเขามีใจรักงานขนาดนั้น
ถึงจะดูเหมือนใจลอย แต่ถ้าเจอพวกอันธพาลหน้าใหม่หรือนักล้วงกระเป๋าหลงเข้ามา แค่ปืนที่พกอยู่ก็ขู่ขวัญกระเจิงโดยไม่ต้องยิง
ส่วนพวกที่ต้องใช้ปืนยิง ก็ไม่โง่พอจะมาหาเรื่องให้ซวย
ในฐานะแก๊งหมาบ้าที่ทำธุรกิจ 'นกน้อย' ให้บริษัท พวกที่พอมีหูมีตาในวงการไม่มีใครกล้ามาแหยม
ดังนั้นหน้าที่ของพวกเขา มีไว้แค่สร้างความอุ่นใจให้ลูกค้ากระเป๋าหนักที่มาร่วมงานประมูลเท่านั้น
ก็เหมือนกองทัพอังกฤษล่าอาณานิคม ไม่ต้องปกป้องประเทศจริงๆ แค่ทำให้คนเชื่อว่าประเทศได้รับการปกป้องก็พอ
เมื่อตัวประหลาดสวมฮู้ดใส่หน้ากากนักมวยปล้ำโผล่มาตรงหน้า
ปฏิกิริยาของพวกเขามีแต่ความรำคาญ
"ไอ้สวะตาถั่วที่ไหนวะ ไม่มีพ่อแม่สั่งสอนรึไงถึงวิ่งมาหาข้าวกินในถิ่นแก๊งหมาบ้า?"
หนึ่งในนั้นแกว่งปืนไรเฟิลจู่โจมในมือ ถลึงตามองจางอู๋จี๋อย่างดุร้าย
กำลังเบื่อๆ ฆ่าคนแก้เซ็งสักหน่อยก็ดี...
ยังไม่ทันได้ลงมือ ความคิดนั้นก็มลายหายไปพร้อมเงาร่างจางอู๋จี๋ที่วูบไหว
เคล้ง!
กร๊อบ!
ปืนในอ้อมแขนยามทั้งสองกระเด็นหลุดมือ เข่ายามคนซ้ายบิดงอผิดรูปเป็นมุมฉาก มือขวาที่เนียนดุจหยกของจางอู๋จี๋บีบคอยามอีกคนไว้แน่น
"วันนี้แก๊งหมาบ้ามีกี่คน? แขกมาประมูลกี่คน? งานประมูลจบกี่โมง?"
"ยี่สิบสี่! ยี่สิบสี่คน!"
ยามหน้าแดงก่ำ รีบพ่นลมหายใจ คายทุกอย่างที่รู้ออกมาหมดเปลือก
"จำนวนแขกจำไม่ได้ งานประมูลปกติจบตอนสี่ทุ่ม!"
จางอู๋จี๋แปลกใจเล็กน้อยที่อีกฝ่ายให้ความร่วมมือดี แต่คิดดูแล้วก็เข้าใจ มาตรฐานโซนอเมริกาเหนือก็งี้ รับเงินทำงาน อย่าหวังจรรยาบรรณวิชาชีพอะไรมาก
แต่นั่นไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเขา จางอู๋จี๋ออกแรงบีบ ยามรีบตบแขนเหล็กที่แข็งแกร่งดุจคอนกรีตเสริมเหล็กของจางอู๋จี๋รัวๆ
"พวกเราไม่โกหก! มีแค่ยี่สิบสี่คนจริงๆ!!!"
จางอู๋จี๋ถึงยอมเชื่อ เพราะตรงกับข้อมูลของฮวน แก๊งหมาบ้าเพิ่งเกาะขาบริษัทได้ไม่ถึงเดือน คนน้อยก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ก็ช่วยชีวิตทั้งคู่ไม่ได้ คนที่มาอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีคดีฆ่าคนติดตัวสักสิบคดี ก็คงไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นนักเลง
จางอู๋จี๋ไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม และเขา 'ไม่ใช่ผู้มาโปรดสัตว์'
เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ เขาจัดการซ้ำยามที่ล้มอยู่กับพื้น หยิบปืนกระบอกหนึ่งขึ้นมา แล้วผลักประตูเข้าไป
"เชี่ย! มีคนบุกรุก!"
หน้าจอมอนิเตอร์กระพริบแสงสีแดง ส่งเสียงไซเรนหวีดหวิวบาดหู เมนโดซาที่เมื่อครู่ยังเอาขาพาดโต๊ะสะดุ้งโหยง รีบชักขากลับจนทำแก้วเหล้าตกแตก เพิ่มความหงุดหงิดเข้าไปอีก
"ไอ้พวกตาถั่วที่ไหนวะ เอาปืนมา ไป!"
ในฐานะหน่วยรักษาความปลอดภัยของแก๊งหมาบ้า เมนโดซานำลูกน้องอีกสามคนในห้องควบคุมมุ่งหน้าไปจัดการจางอู๋จี๋ทันที