เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ทางออกและคำไหว้วาน

บทที่ 19 ทางออกและคำไหว้วาน

บทที่ 19 ทางออกและคำไหว้วาน


คนเม็กซิกันไม่ชอบอ้อมค้อม บอกจะฆ่าคือฆ่า ชัดเจนตรงไปตรงมา

จางอู๋จี๋สงสัย "พวกแกไม่กลัวผู้มีพลังเหนือธรรมชาติแก้แค้นเอาหรือไง?"

ได้ยินแบบนั้นแฟรงค์หัวเราะ ส่ายหน้าบอกว่า "คุณเป็นคนจีน ไม่เข้าใจเม็กซิโกของเรา หรือจะพูดว่าไม่เข้าใจองค์กรดีกว่า"

พูดจบ น้ำเสียงเขาก็เรียบเฉยลง

"ที่นี่ นอกจากพวกส.ส.กับลูกคนรวยที่เกิดมามีทุกอย่าง เด็กจนๆ อย่างพวกเราเกิดมาชะตาชีวิตไม่ได้อยู่ในมือตัวเอง คนเม็กซิกันที่เข้าองค์กรทุกคนทำเพื่อความอยู่รอดกันทั้งนั้น"

"หนึ่งล้านดอลลาร์จะว่าเยอะมันก็เยอะ จะว่าน้อยก็เทียบไม่ได้กับรถหรูที่พวกคนใหญ่คนโตซื้อเล่น สำหรับคุณเราไม่อยากล่วงเกิน แต่กฎคือกฎ ถ้าไม่มีกฎ ไม่ต้องรอให้ผู้มีพลังมาแก้แค้นหรอก เราล่มสลายกันเองแน่"

จางอู๋จี๋จับนัยที่ซ่อนอยู่ได้ จึงลองหยั่งเชิงถาม "แล้วถ้าพลังของผู้มีพลังเหนือธรรมชาติมากพอจะทำลายองค์กรได้ล่ะ?"

แฟรงค์ยิ้มต่อ "ดังนั้นเราถึงมีหนี้สูญไงครับ"

จางอู๋จี๋เข้าใจแจ่มแจ้ง

หมายความว่าเขายังมือไม่ถึง

จอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ยังดีไม่พอ

ตามที่เขาประเมิน ต่อให้เป็นปรมาจารย์สำนัก ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน เพราะปืนลูกโม่เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่อันยิ่งใหญ่

ขั้นเซียนเทียนอาจกันกระสุนปืนได้ แต่คงกันอาร์พีจี กระสุนเจาะเกราะยี่สิบมิล หรือปืนใหญ่รถถังร้อยมิลไม่ได้แน่

ต่อให้กันได้ อาวุธไฮเทคที่เหนือกว่าก็ยังมีอีกนับไม่ถ้วน

แต่นั่นคือกรณีถูกอาวุธพวกนี้เจาะเกราะได้ ในความเป็นจริงด้วยความคล่องตัวของเขาคือแทบไม่มีทางโดนยิง ประโยชน์ที่ทำได้มีมากกว่าที่คำพูดจะอธิบายหมด

แต่มีจุดหนึ่งที่สำคัญ การปรากฏตัวของผู้มีพลังย่อมนำมาซึ่งการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี จางอู๋จี๋ยังไม่รู้จักโลกนี้ดีพอ เกิดมีอาวุธรุ่นใหม่ที่ระบบล็อกเป้าแม่นยำสูง ต่อให้มีความเร็วระดับเซียนเทียนถ้าหนีไม่พ้น ก็ตายหยังเขียด

คิดได้ดังนี้ จางอู๋จี๋ดูเหมือนจะเข้าใจความปรารถนาที่จะเข้าสู่วิถีเซียนของจางโซ่วแล้ว

ปรมาจารย์ยุทธ์เทียบเท่าแค่ระดับปราณครรภ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของผู้บำเพ็ญเพียร สูงกว่านั้นคือกลั่นลมปราณ หรือสูงกว่านั้นตบทีเดียวเขาก็ตาย สถานการณ์แทบไม่ต่างกับเขาตอนนี้เลย

เขาเริ่มคาดหวัง รอคอยวันที่ตัวเองจะก้าวสู่วิถีเซียน

วันนั้นคงอีกไม่ไกล ตั้งแต่ระบบจำลองทำงานจนถึงตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียว เชื่อว่าไม่เกินหนึ่งเดือน เขาคงก้าวข้ามธรณีประตูวิถีเซียนได้แน่

จางอู๋จี๋ข่มความร้อนรุ่มในใจ ยื่นข้อเสนอของตัวเองให้แฟรงค์

"เงินหนึ่งล้านฉันจะหามาคืน แต่ขอเวลาหน่อย ไม่ให้พวกแกลำบากใจหรอก ภายในหนึ่งเดือน"

ที่ตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่เพื่อลูกพี่ลูกน้อง แต่เพื่อลุงกับป้า

ถ้าเป็นตัวตนเดียวกันในต่างโลกจริง ก่อนข้ามมิติมา บ้านเขาได้รับความช่วยเหลือจากลุงเยอะมาก ลุงรักเขาเหมือนลูกแท้ๆ และเรื่องนี้พวกลุงแก้ปัญหาไม่ได้แน่

แต่สำหรับเขา บางทีอาจไม่ใช่เรื่องยาก...

ส่วนที่องค์กรไม่กลัว คงเพราะมีผู้มีพลังเหมือนกัน หรืออาจจะระดับสูงกว่า สู้หลบเลี่ยงไปก่อน รอให้เก่งกล้าขึ้นค่อยว่ากัน

แฟรงค์ผิดหวังเล็กน้อย แต่ความเป็นมืออาชีพทำให้เขายังยิ้มได้

"ได้ครับ แต่คุณคงรู้นะ เพื่อกันไม่ให้คุณพาครอบครัวหนี พี่น้องทางเมืองหลวงจะยังจับตาดูอยู่ ถ้าภายในหนึ่งเดือนหามาคืนไม่ได้ ถึงตอนนั้นคงไม่มีเวลาให้แล้ว และตัวเลือกคงไม่เยอะแบบนี้"

"ถึงเวลานั้นคุณต้องเลือกว่าจะเข้าร่วมองค์กร หรือให้องค์กรเลือกแก้แค้น"

จางอู๋จี๋พยักหน้า เป็นหนี้ต้องใช้คืน เป็นสัจธรรม

ก็แค่เงิน พูดเหมือนกับว่าใครเขาไม่ขาดแคลนงั้นแหละ

อีกหนึ่งเดือนถ้าฝีมือเขายังไม่พอจะถล่มองค์กร เขาจะไปหาแก๊งอื่น ‘หยิบยืม’ มาสักหน่อย

ปล้นคนรวยช่วยคนจนไง

"นี่เบอร์ติดต่อผมครับ ในทวีปอเมริกา ถ้าเจอเรื่องยุ่งยากอะไร ติดต่อผมได้ องค์กรช่วยคุณได้ แน่นอนว่าไม่ฟรีนะครับ"

"ถ้าคุณเปลี่ยนใจหรืออยากรับงาน ติดต่อผมได้ตลอดเวลา หวังว่าจะได้พบกันใหม่ครับ"

ทิ้งช่องทางติดต่อไว้แล้ว แฟรงค์ก็จากไป

พอส่งแฟรงค์กลับไป จางอู๋จี๋ถอนหายใจโล่งอก

แก้ปัญหาใหญ่อย่างองค์กรไปได้ชั่วคราว ทำให้ภาระบนบ่าจางอู๋จี๋เบาลงโข

แต่พอรู้เรื่องผู้มีพลังกับพลังวิญญาณฟื้นคืนชีพ รวมทั้งข้อมูลพ่อแม่ที่เม็กซิโกซิตี้ ก็ทำเอาจางอู๋จี๋สะเทือนใจ

ยังไงก็ต้องออกจากโรงแรมนี้ ต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าพ่อแม่ที่เม็กซิโกซิตี้เป็นยังไงกันแน่

แล้วยังมีไอ้ลูกพี่ลูกน้องอย่างไมค์อีก มันไปทำอีท่าไหนถึงหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เขาขนาดนี้

ปรากฏว่าเพิ่งปิดประตูเดินกลับไปหยิบถุงใส่ปืน ก็มีเสียงฝีเท้ามาอีก คราวนี้ประตูถูกเปิดเข้ามาเลย

จางอู๋จี๋ขมวดคิ้ว เขาจำเสียงฝีเท้าได้ เป็นพวกเม็กซิกันแก๊งพี่น้องฮวนตอนค้นห้อง แล้วก็เจ้าของโรงแรม

นึกถึงสไตล์การทำงานขององค์กรที่ไม่รีบร้อน บอกจะฆ่าคือฆ่า พอเห็นว่าเสียมากกว่าได้ก็เจรจาทันที ขั้นตอนทั้งหมดสุภาพเรียบร้อย

กลับมาดูตอนนี้ ประตูก็ไม่เคาะ ไขกุญแจเข้ามาดื้อๆ

แก๊งท้องถิ่นนี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!

"สวัสดี เพื่อนชาวจีน"

คนแรกที่เดินเข้ามาคือลุงวัยกลางคน สวมชุดดำใส่แว่นกันแดด มาดเจ้าพ่อเต็มขั้น

พอเขาเข้ามา ลูกน้องคนสนิทก็ตามติดมาด้วย

ขณะที่จางอู๋จี๋กำลังงง เจ้าของร่างเล็กก็เดินออกมาจากด้านข้าง พูดอย่างประหม่าว่า

"พ่อหนุ่ม นี่หลานชายฉันเอง ฮวน หวังว่าคุณจะช่วยอะไรหน่อย..."

"ให้ผมพูดเองดีกว่าครับลุง" ฮวนก้าวมาข้างหน้า ถอดแว่นกันแดด น้ำเสียงไม่ได้เคารพแต่ก็ให้เกียรติในฐานะคนเสมอกัน

"สวัสดี ผมชื่อฮวน ผมรู้จักแฟรงค์ เขาเป็นคนขององค์กร และเป็นคนรับผิดชอบเรื่องผู้มีพลังเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะ"

"เห็นเขาออกไป ผมเลยรู้ว่าคุณต้องเป็นคนมีฝีมือ การถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา ถ้าทำให้คุณลำบากใจ ผมต้องขอโทษด้วย"

พูดจบ ชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็นสองรอยบนหน้า ในฐานะหัวหน้าแก๊งมาเฟียกลับไม่ถือตัว โค้งคำนับต่อหน้าลูกน้อง

จางอู๋จี๋เลิกคิ้ว อีกฝ่ายพามาแค่ลูกน้องคนเดียว เห็นชัดว่าไม่อยากมีเรื่องกับเขา

แล้วนี่คือต้องการอะไรล่ะ?

"ไอ้เด็กพวกนั้นน่าจะเป็นฝีมือคุณ ร้ายกาจมาก"

ฮวนยืดตัวขึ้น ชมจางอู๋จี๋หนึ่งประโยค ก่อนสีหน้าจะเคร่งเครียดลงอย่างรวดเร็ว

"ผมไม่ค่อยรู้กฎของพวกคนจีน งั้นผมขอพูดตรงๆ เลยละกัน"

"สองวันก่อน เมียผมตาย ลูกสาวผมหายตัวไป ผมมั่นใจว่าเป็นฝีมือแก๊งหมาบ้า มีแต่พวกมันที่ค้ามนุษย์เด็ก! ผมอยากให้คุณช่วยไปช่วยเธอออกมา!"

"ขอแค่ช่วยลูกสาวผมออกมาได้ คุณเสนอเงื่อนไขมาเลย ผมฮวนจะทำให้สุดความสามารถ!"

จางอู๋จี๋ขมวดคิ้ว พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมวันนี้แก๊งพี่น้องฮวนถึงยกพวกมากันเอิกเกริกขนาดนี้

เมียหัวหน้าแก๊งโดนฆ่า ลูกสาวโดนจับ ผ่านไปสองวันยังหาไม่เจอ นับว่าสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของแก๊งอย่างใหญ่หลวง

แถมยังมีพวกไอ้หัวเหลืองสี่คนกับแก๊งกระสุนหลงทางมาแหกกฎ แก๊งพี่น้องฮวนคงคิดว่าพวกมันมาลองของ กระตุกหนวดเสือ

แต่แล้วไง?

เกี่ยวอะไรกับฉั...

จางอู๋จี๋กำลังจะปฏิเสธ แต่ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

ตอนนี้เขาจนกรอบ มือถือดีๆ สักเครื่องก็ไม่มี ยังต้องซื้อตั๋วเครื่องบินไปหาพ่อแม่ที่เม็กซิโกซิตี้ ด้วยระบบขนส่งของเม็กซิโกคงใช้เวลาหลายวัน ทางโลกบำเพ็ญเพียรก็ต้องการอาวุธสำหรับพิธีกราบไหว้ ซึ่งต้องใช้เงินทั้งนั้น

เรื่องพวกนี้ถึงจะเล็กน้อย จะหาเงินโดยไป ‘ไถ’ จากแก๊งมาเฟียก็ได้ แต่ตรงหน้านี่มันของตายไม่ใช่เหรอ?

ในเมื่อกำลังง่วงก็มีคนส่งหมอนมาให้ จางอู๋จี๋เลยไม่ปฏิเสธ ปรายตามองเจ้าของโรงแรมที่ยืนร้อนใจอยู่ข้างๆ ในใจมีแผนแล้ว

ตอนแก๊งพี่น้องฮวนค้นคน อีกฝ่ายก็ถือว่าช่วยไว้ ก็ถือว่าเห็นแก่หน้าตาแก่ละกัน

"ไหนเล่ามาซิ แก๊งหมาบ้ามีกี่คน อาวุธหนักแค่ไหน?"

อาศัยแค่ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ เขาคงไม่ซี้ซั้วออกไป แต่ทางโลกบำเพ็ญเพียร การเป็นเซียนเทียนก็แค่เรื่องของเวลา คาดว่าคืนนี้น่าจะสำเร็จ

พอมีพลังระดับเซียนเทียน ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นพร้อมลมปราณคุ้มกายที่บดขยี้กระสุนได้ การจัดการแก๊งมาเฟียที่ไม่มีอาวุธหนักย่อมง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ต่อให้จัดการไม่ได้ ก็แค่มุดหัวรออีกไม่กี่วัน เร่งเวลาในโลกบำเพ็ญเพียรหน่อย ก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้แน่นอน

จบบทที่ บทที่ 19 ทางออกและคำไหว้วาน

คัดลอกลิงก์แล้ว