- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 8 จอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์
บทที่ 8 จอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์
บทที่ 8 จอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์
ในสายตาของจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ โลกทั้งใบดูเหมือนเข้าสู่โหมดสโลว์โมชั่น
เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในครรลองสายตา จางอู๋จี๋เพ่งสมาธิวูบเดียว เส้นทางการบินของแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่งยังถูกแยกเป็นเฟรมภาพช้าๆ
เขาพลิกข้อมือเบาๆ ยื่นมือออกไปคว้า แมลงวันหัวเขียวที่พบเห็นได้ทั่วไปในเม็กซิโกก็ตกอยู่ในกำมือของจางอู๋จี๋ ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือที่เคลื่อนไหวรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา
รออยู่อึดใจ เขาถึงเห็นแมลงวันได้สติ มันบิดตัวไปมาอย่างตื่นตระหนก ปีกกระพือถี่รัวจนนิ้วเขาสั่นสะเทือน ส่งเสียงหึ่งๆ พยายามจะดิ้นรนหนี
จางอู๋จี๋ไม่ได้คิดจะรังแกมัน เขาพลิกข้อมือ ดีดนิ้วเบาๆ ส่งมันพุ่งอัดกำแพงด้วยความเร็วสูง ดังแปะ สุดท้ายกลับบ้านเก่าไปทันที เขาเงี่ยหูฟังอยากรู้ว่าการได้ยินถูกยกระดับไปถึงไหน
แต่ในหูกลับเงียบกริบ นานๆ ทีถึงจะมีเสียงแว่วมา
จางอู๋จี๋ถึงได้ตระหนัก ประสาทสัมผัสของเขาถูกยกระดับขึ้นสูงเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ เสียงที่ได้ยินเลยถูกยืดออกจนช้าลง
นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงของโทนเสียงมันราบเรียบจนแยกไม่ออกว่าเสียงสูงหรือต่ำ คล้ายกับคำกล่าวที่ว่าเสียงยิ่งใหญ่ยิ่งไร้สำเนียง
จางอู๋จี๋หลับตาลง ปิดกั้นการมองเห็นสักพัก เขาถึงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งเสียงได้อย่างชัดเจน
เสียงเจ้าของโรงแรมหอบหายใจอย่างอดกลั้นผ่านรอยแยกพื้นไม้ เสียงปลอกกระสุนตกกระทบพื้นห่างออกไปสิบเมตร เสียงหมาจรจัดเลียอุ้งเท้าแฉะๆ ตรงปากซอย...
ทุกสรรพเสียงถูกบิดเบือนเป็นเสียงหึ่งๆ ที่ลากยาว การได้ยินที่ช้าลงถึงขีดสุดนี้เหมือนอยู่ใต้ทะเลลึก หากเพ่งสมาธิ...
จางอู๋จี๋ยังได้ยินเสียงเลือดไหลเวียนในกาย เสียงหัวใจเต้นต่ำลึก
เพ่งสมาธิอีกนิด เขาสามารถนำเสียงเสียดสีเล็กน้อย เสียงการเคลื่อนไหว เสียงสภาพแวดล้อมมาประมวลผล สร้างภาพคร่าวๆ ขึ้นในหัวได้
ต่อให้ไม่เห็นตัว จางอู๋จี๋ก็รู้แล้วว่าคนร้ายทั้งสองกลุ่มข้างล่างมีกี่คน อายุประมาณเท่าไหร่
"ลูกพี่ ยื้อแบบนี้ลำบากนะ! เอา..."
"ไม่ได้! จะให้น้องชายฉันเปิดเผยตัวที่นี่ไม่ได้..."
"งั้นปาระเบิดมือเลย!"
"มึงบ้าเหรอ?! ทำงั้นโรงแรมถล่มทับตายห่าหมด! แก๊งพี่น้องฮวนตามล่าเราไม่เลิกแน่!"
"งั้นเอาอย่างนี้ มึงไปจัดการพวกไอ้แก่แก๊งกระสุนหลงทางซะ——"
"เชี่ย!"
"หุบปากให้หมด กูเป็นหัวหน้า!"
...
"ลูกพี่ ขืนชักช้าเดี๋ยวมีพวกอื่นที่เล็งค่าหัวมาร่วมวงด้วยหรอก"
"ต้องรีบลงมือ ไอ้ ‘คนส่งของ’ ชั้นสองนั่นดูไม่ใช่พวกยอมให้จับง่ายๆ คนจีนอาจจะไม่ปล้นโต้งๆ แบบพวกเราชาวเม็กซิกัน แต่เรื่องมุดหัวซ่อนตัวนี่เก่งอย่างกับหนู!"
"แม่งเอ๊ย สามพันดอลลาร์ต้องมาแลกชีวิตกับพวกสวะตระกูลสุนัขพวกนี้เหรอวะ? ไม่คุ้มแล้ว!"
"ถอยดีไหมลูกพี่? ชีวิตไอ้พวกลูกหมานั่นมันไร้ค่า ไม่คุ้มให้เราไปแลกด้วยหรอก..."
"......"
...
"ไอ้เวร ต้องให้ไอ้หนูฮวนมาเป่าสมองพวกแกให้เละ! กล้ามาก่อเรื่องในโรงแรมฉัน!"
เจ้าของโรงแรมบ่นพึมพำอย่างโกรธเกรี้ยวอยู่ข้างล่าง แต่ก็ทำได้แค่บ่นปากเปล่า
คนสองกลุ่มข้างล่างควรจะเริ่มยิงกันต่อหลังจากเปลี่ยนกระสุนเสร็จ แต่ภายหลังการปะทะระลอกแรก สภาพจิตใจของแต่ละฝ่ายต่างเริ่มเปลี่ยนไป
เห็นสองกลุ่มข้างล่างเงียบกันไป จางอู๋จี๋ถอนหายใจ
นั่นไง เป้าหมายคือเขาจริงๆ
ทั้งโรงแรมสองชั้นนี่ มีคนจีนเช่าอยู่แค่คนเดียว ก็คือเขา
แต่ก็ดี จะได้ถามไถ่เรื่องตัวตนของตัวเองด้วย
ถือโอกาสหาของจากพวกมันมาตุนไว้ เผื่อคราวหน้าจะประทานพร จะได้มีของให้ใช้
สถานการณ์ชัดเจนแบบนี้ จางอู๋จี๋ไม่คิดจะมุดหัวอยู่ในกระดองอีกต่อไป เขาเลือกเป็นฝ่ายรุกบ้าง
ไอ้ที่อ้างว่าเป็นแก๊งนู้นแก๊งนี้ เอาจริงๆ ก็แค่จิ๊กโก๋เพิ่งบรรลุนิติภาวะสามตัว กับนักเลงแก่สี่ตัว
เรียกว่าแก๊งยังให้เกียรติเกินไป เต็มที่ก็แค่พวกรับจ้างอิสระมารวมตัวกัน
แก๊งมาเฟียที่มีอิทธิพลหน่อย เขาไม่มารับ ‘จ็อบเสริม’ กระจอกๆ แบบนี้
แถม...
ขณะสัมผัสพลังที่อัดแน่นในตัว จางอู๋จี๋มั่นใจเต็มร้อย
จอมยุทธ์ขั้นเซียนเทียนเก่งแค่ไหนไม่รู้ แต่ด้วยฝีมือขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ของเขา เจอกระสุนจังๆ คงรับไม่ไหว แต่หลบได้แน่นอน!
ขอแค่หาจังหวะประชิดตัว...
คิดได้ดังนั้น จางอู๋จี๋ใช้มือตะปบผนังห้องน้ำเล่นๆ ยังไงเจ้าของโรงแรมที่คอยโวยวายแทนผนังก็หมอบอยู่ข้างล่าง ไม่มีใครมาว่า
เขากระตุ้นลมปราณ นิ้วทั้งห้าแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลมคม เจาะทะลุผนังเข้าไป!
ออกแรงบีบ!
ผนังก่ออิฐแดงถูกเขาขย้ำแตกคามือ เศษอิฐในอุ้งมือถูกบดขยี้จนละเอียดเป็นเม็ดทรายด้วยแรงบีบอัด!
ถึงจะไม่ใช่คอนกรีต เป็นแค่อิฐแดงเก่าๆ สมัยพระเจ้าเหา แถมเก่าจนปูนร่อน แค่แตะก็ฝุ่นฟุ้ง แคะแรงหน่อยก็เป็นหลุม แต่การบดจนละเอียดเป็นเม็ดทรายได้ ก็แสดงถึงพละกำลังมหาศาล
แรงขนาดนี้ถ้าไปโดนคนธรรมดาที่ร่างกายเป็นแค่เนื้อหนังมังสา พูดได้คำเดียวว่าเฉี่ยวก็เจ็บ โดนจังๆ คือตาย!
นอกจากพละกำลัง ความแข็งแกร่งของร่างกายจางอู๋จี๋ก็ใช่ย่อย
ทะลวงครบสี่ด่าน หนัง เนื้อ กระดูก เลือด กระสุนจ่อๆ อาจจะกันไม่ได้ แต่ถ้าเป็นลูกหลงก็น่าลุ้น
ส่วนอาวุธเย็นทั่วไป แทบจะฟันแทงไม่เข้า
ระดับที่ยมทูตยังเมิน ยมบาลนั่งร้องไห้ แค่นี้ก็ทำให้จางอู๋จี๋ ‘กร่าง’ ได้พอตัว
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น จางอู๋จี๋ก็ยังไม่ผลีผลามออกไปทันที
พลังเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป ต่อให้มีระบบช่วยกดทับ ก็ต้องใช้เวลาควบคุมให้ชินมือ
ตามที่เขาคาด นักเลงแก่แก๊งกระสุนหลงทางน่าจะถอดใจถอยไปเอง ช่วงเวลาชิงไหวชิงพริบนี้มากพอให้เขาทบทวนวรยุทธ์ ปรับตัวให้เข้ากับร่างกายขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์
พลังปราณดั้งเดิมคือวิชาการยืนม้า ถอดความหมายจาก ‘หินผาซ่อนหยก พลังปราณแฝงเร้น’
——หยั่งรากดั่งพสุธา แข็งแกร่งดั่งศิลา สะสมพลังปราณ หมุนเวียนไม่สิ้นสุด
——ดินคือผู้แบกรับ หินคือกระดูกสันหลัง มั่นคงไม่ทำลาย
ใช้วิชายืนม้ากระตุ้นชีพจรม้ามสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก ชีพจรไตสร้างสารจำเป็นและลมปราณ เคี่ยวกรำเส้นเอ็นและพละกำลัง ผสานกับการกำหนดลมหายใจเร่งการสร้างเลือดลม ให้ผลลัพธ์พละกำลังเพิ่มพูนดั่งดินทับถม พลังฟื้นคืนดั่งน้ำพุ
จางอู๋จี๋รำลึกเคล็ดวิชาพลังปราณดั้งเดิมที่ไหลเข้าสมองพร้อมของเซ่นไหว้ เริ่มตั้งท่าฝึก
สองเท้าจิกพื้นแน่นเหมือนตอกตะปู เข่างอเหมือนนั่งบนหินยักษ์
ศอกงอหงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ไหปลาร้าเหยียดตรงเหมือนคานเหล็ก สะบักจมลงเหมือนหินถ่วง
หลังโก่งเหมือนกระดองเต่า ท้องน้อยแขม่วเกร็งเหมือนรัดเข็มขัด
วิชานี้ดูภายนอกงุ่มง่ามเหมือนคนทุบดิน แต่ความเรียบง่ายถึงขีดสุดกลับกำเนิดพลังบริสุทธิ์ ฝึกจนสำเร็จจะได้ "แรงดั่งวัวไถนา ว่องไวดั่งจิ้งหรีด"
ฝึกเสร็จก็ทวนท่าฝ่ามือผ่าศิลา มีทั้งหมดสิบสองกระบวนท่า ท่าทางกว้างขวางเปิดเผย แต่ทุกท่าวัดใจที่จุดตาย
หลักการคือ: ยกมือล็อกคอตวัดหางมังกร พลิกข้อมือจิ้มตาลิงขโมยท้อ สามหมัดสองเท้าเน้นช่วงล่างล้วนๆ ภายนอกดูเป็นจอมพลังบ้าดีเดือด แต่เนื้อในคือจอมเจ้าเล่ห์เล็งแต่เป้ากางเกง
นอกจากสิบสองกระบวนท่าหลัก ยังมีเทคนิคเสริมอีกเพียบ
สรุปง่ายๆ คือ ผ่ากะโหลก ล้วงไข่ กระทืบนิ้วตีน!
ต่อให้เป็นยอดชายใจเพชร เจอเข้าไปสามท่าก็ต้องกุมเป้าร้องหาแม่!
ชื่อหน้าฉากคือ "ฝ่ามือผ่าศิลาถล่มขุนเขา" แต่จะเรียกลับหลังว่า "ล็อกคอเด็ดลูกท้อเตะผ่าหมาก" ก็ไม่ผิดกติกา เน้นหน้าไหว้หลังหลอกเป็นหลัก
จางอู๋จี๋กลับพอใจกับวิชานี้มาก ต้องออกปากว่าประสิทธิภาพสูง
เพราะขอแค่ฆ่าคนได้ วิธีการไม่สำคัญ
ระหว่างที่จางอู๋จี๋กำลังปรับตัวเข้ากับร่างกายขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ คนสองกลุ่มข้างล่างก็ตัดสินใจได้
เป็นไปตามคาด พวกนักเลงแก่แก๊งกระสุนหลงทางถอยทัพ
สาเหตุไม่มีอะไร พอคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว เฉลี่ยได้คนละพันดอลลาร์ จะเอาชีวิตไปทิ้งทำซากอะไร!
อย่าว่าแต่ตายเลย แค่บาดเจ็บก็ไม่คุ้มแล้ว!
ทำมาหากินต้องมองที่ตัวเงินหนาๆ!
ธุรกิจขาดทุนย่อยยับแบบนี้ไม่ทำดีกว่า!
ทิ้งคำขู่ไว้สองสามคำ พวกมันก็ปีนหน้าต่างหนีไปดื้อๆ
สี่นักเลงดีใจจนเนื้อเต้นกับชัยชนะ จนไม่ทันสังเกตว่าประตูห้องบนชั้นสองเปิดออกแล้ว
พวกมันยืนอยู่ในห้องที่แก๊งกระสุนหลงทางเคยยึดไว้ มองหน้าต่างที่เปิดอ้ากับเงาหลังไวๆ ของสามคนที่หนีไป กำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง
โดยไม่รู้ตัวเลยว่า มัจจุราชมายืนรออยู่ข้างหลังแล้ว