- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 7 เทพเจ้าแห่งสมบัติ
บทที่ 7 เทพเจ้าแห่งสมบัติ
บทที่ 7 เทพเจ้าแห่งสมบัติ
"อันนี้ดี!"
จางอู๋จี๋เคยคิดอยู่แล้วว่าประโยชน์ของค่าธูปเทียนคงไม่ได้มีแค่ใช้ 【สำแดงฤทธิ์】 ไม่อย่างนั้นมันคงไม่หายากขนาดนี้ ตอนนี้ดูเหมือนจะมีประโยชน์มหาศาลจริงๆ
แต่พอมีฟังก์ชันนี้ คำชี้แนะที่เขาจะส่งลงไปต้องปรับเปลี่ยนนิดหน่อย...
ถึงตอนนี้ค่าธูปเทียนยังไม่พอแลกของ แต่ก็พอมีแนวทางแล้ว
ต่อมาก็คือของเซ่นไหว้ ของที่สุ่มได้คือ...
【ของเซ่นไหว้ : ปอเปี๊ยะ】
【คำอธิบาย : ของว่างทานเล่น หนึ่งจานมีค่าสามสิบอีแปะ ผ่านการกราบไหว้จากทายาทเพียงหนึ่งเดียวตระกูลจาง จางโซ่ว ได้รับการเสริมพลังจากควันธูป หากรับประทานจะได้รับวรยุทธ์ 『พลังปราณดั้งเดิม (ขั้นสมบูรณ์)』, วรยุทธ์ 『ฝ่ามือผ่าศิลา (ขั้นความสำเร็จเล็กน้อย)』】
ว่าแล้วเชียว!
มองคำว่า ‘สมบูรณ์’ หลังชื่อพลังปราณดั้งเดิม จางอู๋จี๋มั่นใจแล้วว่าการยกระดับจากการกราบไหว้ครั้งแรกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พอลูกหลานฝึกวรยุทธ์จนแกร่งขึ้น วรยุทธ์ที่แฝงมาในของเซ่นไหว้ก็จะยกระดับตามไปด้วย
จะมีก็แต่ฝ่ามือผ่าศิลาที่เป็น ‘ขั้นความสำเร็จเล็กน้อย’ นี่แหละที่เขาคาดไม่ถึง
นึกว่าวรยุทธ์ที่ได้จากการกราบไหว้จะถูกยกระดับขึ้นหนึ่งขั้นทั้งหมดซะอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ทุกอัน
เป็นเพราะความต่างระหว่างวิชาหลักกับวรยุทธ์ทั่วไป หรือเพราะสาเหตุอื่นกันแน่?
จางอู๋จี๋ขบคิดครู่หนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็เหมือนค่าธูปเทียนที่มีปัจจัยไม่แน่นอนเยอะเกินไป เลยต้องพักไว้ก่อน
ดูฟังก์ชันใหม่จบ จางอู๋จี๋ใช้ค่าธูปเทียนส่งคำชี้แนะลงไป
คำชี้แนะเกี่ยวกับตัวตนของเขา
จางโซ่วโขกศีรษะแนบพื้นอยู่นาน จนกระทั่งข้อมูลมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่สมอง
"บรรพชนอู๋จี๋... เทพเจ้าแห่งสมบัติ?"
เขาพึมพำ ขณะที่ข้อมูลถูกย่อยอย่างรวดเร็ว แววตาก็ค่อยๆ กลับมาแจ่มใส
พอย่อยข้อมูลเสร็จ จางโซ่วก็รู้ชื่อจริงของบรรพชน และเข้าใจที่พึ่งพิงของตระกูลตัวเองลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คำชี้แนะแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก
หนึ่ง เปิดเผยตัวตน
บรรพชนแสดงตัวตนว่าเป็นยอดคนจากต่างโลก นามว่า เทพเจ้าแห่งสมบัติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนกราบไหว้ครั้งแรกถึงประทานหน้าไม้กลไกเทพลงมา นั่นเป็นของเล่นที่บรรพชนสร้างเล่นตอนเด็กๆ ประทานลงมาเพื่อคุ้มครองเขา และในอนาคตจะประทานของวิเศษที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้ลงมาอีก
สอง กำหนดพิธีกรรม
ถ้ามีเรื่องตัดสินใจไม่ได้ ให้กราบไหว้บรรพชน นอกเหนือจากนั้นไม่ต้องกราบไหว้ทุกวัน ให้ทำพิธีเซ่นไหว้เล็กๆ ทุกต้นเดือน พิธีเล็กไม่ต้องจัดชุดใหญ่เช่นเนื้อสัตว์มงคลสามอย่าง เน้นคุณภาพของเซ่นไหว้ไม่เน้นปริมาณ รอให้ตระกูลรุ่งเรืองค่อยจัดพิธีใหญ่ทุกวันขึ้นปีใหม่
สาม สั่งให้สืบทอดทายาท
สั่งให้จางโซ่วรีบแต่งงานมีลูก เพื่อขยายเผ่าพันธุ์
ตอนนี้ตระกูลตกต่ำเหมือนเทียนไขท่ามกลางพายุ เหลือเขาเป็นทายาทคนเดียว เสี่ยงจะสิ้นตระกูลได้ทุกเมื่อ
และเพราะจางโซ่วฝีมือยังอ่อนด้อย สายใยระหว่างเขากับบรรพชนจึงเบาบาง ต่อให้บรรพชนมีอิทธิฤทธิ์ย้ายดวงดาวได้ แต่การส่งผ่านข้ามภพภูมิก็เหมือนธนูที่ยิงจนสุดแรงแล้ว อานุภาพลดทอน ยากจะปกป้องตระกูลได้เต็มที่
ต้องรอให้จางโซ่วเก่งกล้าขึ้น สายเลือดตระกูลจางแผ่กิ่งก้านสาขาเหมือนต้นไม้ยักษ์ที่หยั่งรากลึก
บรรพชนในต่างโลกถึงจะปกป้องตระกูลได้ดียิ่งขึ้น และประทานของวิเศษลงมาคุ้มครองได้สะดวก
ส่วนเรื่องของกำนัลอาจารย์ บรรพชนก็ชี้แนะว่า การคุ้มครองก็คือการคุ้มครอง การใช้ของวิเศษเป็นใบเบิกทางหาคนหนุนหลัง ก็ถือเป็นวิถีแห่งการคุ้มครองด้วยการเสียทรัพย์สะเดาะเคราะห์
ของวิเศษที่จะประทานให้ในอนาคต ก็ให้เขาตัดสินใจใช้ตามสมควร ขอแค่ไม่ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายก็พอ
ได้รับคำชี้แนะจากบรรพชน ความรู้สึกผิดในใจจางโซ่วมลายหายไป พร้อมกันนั้นเขาเริ่มยืดอกอย่างภาคภูมิใจเมื่อรู้ตัวตนของบรรพชน คำว่า ‘เทพเจ้าแห่งสมบัติ’ ร้อนผ่าอยู่ในปาก
บรรพชนเราคือเทพเจ้าแห่งสมบัติ!
ตระกูลจางของเราคือตระกูลเซียนที่มีเทวดาคุ้มกะลาหัว!
วิถีเซียน...
อาจารย์อาจจะมีความรู้กว้างขวาง แต่เมื่อมีท่านเซียนอยู่เหนือหัว ตัวข้าก็อาจมีหวังในวิถีเซียน!
คิดได้ดังนั้น หัวใจจางโซ่วก็ร้อนรุ่มดั่งไฟ
【ลูกหลานของท่านจางโซ่วศรัทธาในตัวท่านยิ่งขึ้น ค่าธูปเทียน +1】
【ลูกหลานของท่านจางโซ่วศรัทธาในตัวท่านยิ่งขึ้น ค่าธูปเทียน +1】
【ลูกหลานของท่านจางโซ่วศรัทธาในตัวท่านยิ่งขึ้น ค่าธูปเทียน +1】
...
สำหรับปุถุชนใต้การปกครองระบอบศักดินา เมื่อเทพเจ้าที่สถิตอยู่เหนือหัวปรากฏตัวขึ้นจริง ย่อมเป็นแรงสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะเมื่อเทพเจ้านั้นคือบรรพชนตระกูลตัวเอง
ดูจากข้อความแจ้งเตือนความศรัทธาที่เด้งรัวๆ ก็รู้แล้ว
จางอู๋จี๋พอใจกับปฏิกิริยาของทายาทมาก ไม่เสียแรงที่ยอมเปลืองค่าธูปเทียนส่งคำชี้แนะลงไป เพื่อให้ลูกหลานรู้ที่มาที่ไป รู้ว่าบรรพชนตัวเองเป็นใคร
ส่วนกฎการกราบไหว้นั้น เขาไตร่ตรองอยู่นานกว่าจะตัดสินใจ
เรื่องใหญ่ของแผ่นดิน อยู่ที่การศึกและการสักการะ
หลักการนี้ใช้กับตระกูลได้เหมือนกัน
ไม่มีกฎย่อมไร้ระเบียบ เรื่องกราบไหว้บรรพชนเป็นเรื่องใหญ่ ปกติชาวบ้านเขาทำกันปีละครั้ง จะมีกรณีพิเศษก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องคอขาดบาดตาย
ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอน หรือกราบไหว้ถี่เกินไป จะทำให้ภาพลักษณ์ท่านเซียนที่เขาอุปโลกน์ขึ้นมาดูเสื่อมมนต์ขลัง และจางอู๋จี๋ไม่คิดว่าทายาทตัวเองจะโง่
ระยะห่างสร้างความขลัง ถ้าเจอกันบ่อยเกินไป ลูกหลานอาจจะหมดความยำเกรงและความศรัทธา
เสียค่าธูปเทียนเรื่องเล็ก แต่ถ้าเกิดปัญหาอื่นตามมาจะเป็นเรื่องใหญ่
ถึงอย่างนั้น การกำหนดให้กราบไหว้เดือนละครั้งก็ถือว่าผิดปกติวิสัย เขาเลยตั้งชื่อให้ดูดีว่า ‘พิธีเล็ก’
ต่อมาคือเรื่องการประทานพร จางอู๋จี๋คิดหนักอยู่พักหนึ่ง
แต่พอลองคิดดูดีๆ จางอู๋จี๋ก็หัวเราะ ตัวเขาที่จนกรอบจะมีอะไรไปประทานให้ได้?
แถมไอ้ทายาทคนเดียวคนนี้ตอนนี้ก็อยู่ดีกินดี พรสวรรค์ได้รับการขัดเกลา มีกวงฮุ่ยที่เป็นยอดฝีมือคอยดูแล ในวัดวัชระนอกจากกวงเสวียน พ่อของหมิงติ่งที่อาจจะมาล้างแค้น ก็ไม่มีภัยอันตรายอื่นแล้ว
ถ้าเจอวิกฤตจริง ไอ้เด็กนี่ก็หัวไวพอที่จะกราบไหว้ขอความช่วยเหลือเอง
งั้นครั้งนี้ก็งดประทานพรไปก่อนละกัน
จัดการเรื่องสุดท้ายเสร็จ ก็ถึงเวลาเสวยสุขจากผลงาน
รสชาติปอเปี๊ยะอร่อยเกินคาด พอกัดเคี้ยวปอเปี๊ยะในปาก พลังที่มองไม่เห็นก็ไหลผ่านของเซ่นไหว้เข้าสู่ร่างกายทันที
จางอู๋จี๋กลืนลงคอ หลับตาทั้งสองข้าง
การยกระดับครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกเป็นสิบเท่า!
กระแสความร้อนอันป่าเถื่อนระเบิดออกที่จุดตันเถียน พุ่งพล่านไปตามเส้นเลือด เส้นเลือดปูดโปนเหมือนงูเลื้อยไปตามแขน เพียงแค่สองสามลมหายใจ ผิวหนังเขาก็แดงก่ำเหมือนกุ้งต้ม
【ท่านรับประทานของเซ่นไหว้ ได้รับวรยุทธ์ 『พลังปราณดั้งเดิม (ขั้นสมบูรณ์)』, วรยุทธ์ 『ฝ่ามือผ่าศิลา (ขั้นความสำเร็จเล็กน้อย)』】
ร่างกายที่เคยติดอยู่ที่ด่านหนังส่งเสียงดังกรอบแกรบเหมือนคั่วถั่ว ร่างกายยกระดับขึ้นเรื่อยๆ จนทะลวงด่านหนังสำเร็จ
ความรู้สึกตอนทะลวงด่านค่อนข้างมหัศจรรย์ เหมือนคนที่จมน้ำหายใจไม่ออกมาตลอด จู่ๆ ก็ถูกดึงขึ้นเหนือน้ำ แม้แต่ผิวหนังก็เหมือนจะหายใจได้
ชั่ววินาทีนั้นโลกใบนี้พลันแจ่มชัดขึ้นทันตา ทุกสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ยังไม่ทันที่จางอู๋จี๋จะได้ซึมซับความรู้สึก ภายหลังทะลวงด่านหนัง ด่านเนื้อก็ตามมาติดๆ หน้าอกส่งเสียงคำรามกึกก้องเหมือนรัวกลอง พอทะลวงด่านกระดูก เส้นเอ็นและกระดูกทั้งร่างถูกจัดเรียงใหม่ ส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บ
ทะลวงสามด่าน หนัง เนื้อ กระดูก ต่อเนื่องกัน การยกระดับร่างกายยังไม่หยุด เลือดลมพลุ่งพล่านทะลวงเข้าสู่ด่านเลือด!
ทำเอาจางอู๋จี๋มีไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกจากรูขุมขนทั่วร่าง เลือดในกายเดือดพล่าน
ถึงตรงนี้ก็ยังไม่หยุด!
จางอู๋จี๋นึกถึงข้อมูลของพลังปราณดั้งเดิมที่เคยดู
【พลังปราณดั้งเดิม : วรยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียน ฝึกฝนเพื่อทะลวงเส้นลมปราณตับ ปรับสมดุลลมปราณ เพิ่มพูนพละกำลัง หากฝึกจนสมบูรณ์จะมีแรงหนึ่งร้อยจวิน (3000 จิน) บรรลุเป็นจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียน】
ก็คือจอมยุทธ์ขั้นโฮ่วเทียน!
ตอนนี้ดูเหมือนว่า โฮ่วเทียนในที่นี้คือโฮ่วเทียนสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ทะลวงด่านหนังแล้วเป็นโฮ่วเทียน!
เป็นไปตามที่จางอู๋จี๋คาด พอร่างกายพุ่งทะยานไปถึงด่านเลือดสมบูรณ์ พลังที่ตกค้างในจุดตันเถียนเริ่มเหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบ
แต่จางอู๋จี๋ยังมีโบนัสจากฝ่ามือผ่าศิลา และพื้นฐานร่างกายจากพลังปราณดั้งเดิมขั้นความสำเร็จเล็กน้อยเดิม ซึ่งพลังพวกนี้ไม่ได้ถูกพลังปราณดั้งเดิมขั้นสมบูรณ์กลบทับไป
ถึงอย่างนั้น พลังเหล่านี้ก็ยังไม่พอที่จะทะลวงด่านเลือดเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียน
สุดท้ายมันก็เหมือนแมลงวันหัวขาดบินว่อนในร่าง ก่อนจะกระจายไปตามแขนขาและกระดูก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ด่านเลือดสมบูรณ์ขึ้นอีกนิดหน่อย
เมื่อจางอู๋จี๋ลืมตาขึ้น ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป