เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 มีพินัยกรรมหรือเปล่า

บทที่ 2 มีพินัยกรรมหรือเปล่า

บทที่ 2 มีพินัยกรรมหรือเปล่า


บทที่ 2 มีพินัยกรรมหรือเปล่า

อันที่จริง โจวอี้ก็ไม่ได้อยากจะยกข้อกฎหมายขึ้นมาพูดในสถานการณ์แบบนี้ ให้มันดูรุนแรงเกินไป

แต่ปฏิกิริยาของอาสะใภ้สองตอนที่เขาถามว่าปู่ล้มหรือไม่นั้น มันผิดปกติเกินไปจริงๆ

ตอบไม่ตรงคำถาม หลีกเลี่ยงประเด็น หรือแม้กระทั่งใช้อารมณ์ที่รุนแรงเกินเหตุมาปกปิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปฏิกิริยาของคนโกหกโดยทั่วไป

โจวอี้ในตอนนี้ไม่มีทางมองข้ามรายละเอียดเช่นนี้ไปได้ เห็นได้ชัดว่าการอาละวาดของอาสะใภ้สองก็เพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง

โจวอี้เหลือบมองอาสะใภ้สอง แต่เขารู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการช่วยชีวิตคน

เป้าหมายที่เขาคาดคั้นอาสะใภ้สอง ก็เพื่อยืนยันความจริง หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่แพทย์ในระหว่างการช่วยชีวิต

“พ่อครับ คุณอาหญิง รีบหารถส่งปู่ไปโรงพยาบาลเถอะครับ ปู่ยังมีหวังรอด”

พอได้ยินว่ายังมีหวังรอด ดวงตาของพ่อโจวอี้ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

“ข้างล่างบ้านจางเถี่ยโถวมีรถสามล้อเครื่อง เดี๋ยวพ่อจะไปยืมเดี๋ยวนี้”

ในไม่ช้า ทุกคนก็ช่วยกันหามปู่ขึ้นไปบนรถสามล้อเครื่อง โจวอี้กับคุณอาหญิงนั่งประคองอยู่ด้านหลัง ส่วนพ่อของเขารับหน้าที่ขับ

“พ่อครับ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดน่าจะเป็นโรงพยาบาลเมืองแห่งที่สาม ไปที่นั่นกันเถอะครับ” โจวอี้บอก

“ได้!”

เพียงบิดคันเร่ง รถสามล้อก็พุ่งทะยานเข้าไปในความมืดมิด

“เสี่ยวอี้ หลานรู้ได้ยังไงว่าวันนี้ปู่ของหลานล้ม” คุณอาหญิงถามด้วยความสงสัย

“คนแก่เวลาล้ม ถ้าศีรษะกระแทกพื้น ก็จะทำให้เลือดออกในสมองได้ง่ายครับ”

“คนที่มีเลือดออกในสมอง ถ้ามีอาการฐานกะโหลกร้าวร่วมด้วย ก็จะทำให้มีเลือดกำเดาไหล”

“เพราะโพรงจมูกของคนเราเชื่อมต่อกับสมอง เลือดที่คั่งอยู่ในสมองจะไหลผ่านรอยร้าวของฐานกะโหลกเข้าไปในโพรงจมูก”

“อาการแบบนี้เรียกว่าภาวะโพรงจมูกรั่วครับ”

“โชคดีที่อาสองแค่เช็ดเลือดกำเดาให้ปู่ ไม่ได้เอาอะไรมาอุดจมูกเหมือนปกติ ไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อในกะโหลกศีรษะได้ แบบนั้นจะยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่เลยครับ”

คุณอาหญิงอุทานด้วยความประหลาดใจ “นี่หลานเรียนมาจากสถานีตำรวจเหรอ ดีนะที่ตระกูลโจวของเรามีตำรวจอย่างหลาน...”

โจวอี้จับมือปู่ไว้ คอยสังเกตอาการของท่านอยู่ตลอดเวลา ในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดกลัว

อันที่จริงแล้ว ในตอนนั้นปู่ของเขาสามารถรอดชีวิตได้ แต่เพราะการจงใจปกปิดของอาสองและอาสะใภ้สอง ประกอบกับความคิดที่ยึดติดของคนรุ่นเก่า ทำให้ปู่ต้องนอนรอความตายอยู่ตรงนั้นท่ามกลางลูกหลานเต็มบ้าน

ตอนนั้นเขาเองก็ยังอ่อนประสบการณ์เกินไป ถ้าหากมีความสามารถในการสังเกตและตระหนักรู้เหมือนตอนนี้ บางทีอาจจะช่วยชีวิตปู่ไว้ได้

ในใจของเขารู้สึกตำหนิตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง และแอบสาบานในใจว่า ครั้งนี้จะต้องช่วยชีวิตปู่ให้จงได้

ประมาณสิบนาทีต่อมา พวกเขาได้มาถึงโรงพยาบาลเมืองแห่งที่สาม โจวอี้อุ้มปู่แล้ววิ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉิน

ตอนที่โจวอี้ส่งตัวคนไข้ให้แพทย์เวร เขาก็รีบแจ้งอาการทันทีว่าอาจจะมีอาการหมดสติอย่างรุนแรงจากการมีเลือดออกในกะโหลกศีรษะ

ในไม่ช้า แพทย์ก็ยืนยันการวินิจฉัยของเขา เริ่มทำการช่วยชีวิตและรักษา

เมื่อต้องเผชิญกับคำถามอย่างร้อนรนของพ่อและคุณอาหญิง แพทย์จึงกล่าวว่า “ภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ ช่วงที่อันตรายที่สุดคือภายใน 24 ชั่วโมง โชคดีที่พวกคุณรีบส่งตัวมา เราจะพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ครับ”

ขณะที่ทั้งสามคนกำลังรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวนกระวายใจ อาสองและแม่ของเขาก็มาถึง

พออาสองมาถึง เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าพ่อของโจวอี้ทันที

“พี่ใหญ่ ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษพ่อด้วย ผมก็ไม่คิดว่ายัยนั่นจะปิดบังเรื่องที่พ่อล้ม ถ้าผมรู้ ผมคงรีบส่งพ่อมาโรงพยาบาลนานแล้ว”

ยังไม่ทันที่พ่อจะเอ่ยปาก โจวอี้ก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน

“อาสองครับ ปู่ล้มตอนไหน ที่ไหนครับ”

“น่าจะก่อนที่อาจะเลิกงานกลับมา และคงเป็นในห้องน้ำน่ะ อาสะใภ้ของหลานยังถามท่านเลยว่าจะไปโรงพยาบาลไหม ท่านบอกเองว่าไม่เป็นไร ตอนอาลับมาท่านก็นอนแล้ว อาเลยนึกว่าท่านเหนื่อย”

คำพูดของอาสอง แทบจะสลักคำว่า “ปัดความรับผิดชอบ” ไว้บนหน้าผาก

แต่มันไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง!

เพราะในตอนนั้น หลังจากที่ปู่สิ้นลมหายใจ เขาก็หยิบพินัยกรรมฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ บนนั้นยังมีรอยนิ้วมือของปู่อยู่เลย

แม้ว่าพินัยกรรมที่ไม่ได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานราชการเช่นนี้ จะมีปัญหาในด้านผลทางกฎหมาย

แต่พวกเขาก็ยืนกรานว่าเป็นพินัยกรรมที่ปู่ทำขึ้นเอง สุดท้ายเมื่อต้องขึ้นโรงขึ้นศาล พวกเขาจึงได้ส่วนแบ่งมรดกไปมากที่สุด

หัวใจของโจวอี้กระตุกวูบ เพราะในคดีต่างๆ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดมักจะเป็นตัวการสำคัญ

จากสถานการณ์การเสียชีวิตของปู่ในตอนนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าครอบครัวของอาสองคือผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด

เขามีข้อสรุปเกี่ยวกับความจริงของเรื่องนี้ในใจแล้ว แต่ยังต้องการการพิสูจน์

เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่พยุงอาสองให้ลุกขึ้น แล้วอ้างว่าจะถามเกี่ยวกับสาเหตุของอาการป่วยเพื่อลากเขาไปยังอีกฟากหนึ่งของทางเดิน

“โจวอี้ ที่อารู้ก็บอกไปหมดแล้วนะ”

“ผมรู้ครับอาสอง ผมแค่อยากจะถามเรื่องอื่นหน่อย”

“เรื่องอื่น?”

“ผมอยากจะถามว่า ปู่ได้ทำพินัยกรรมไว้บ้างไหมครับ?”

สีหน้าของอาสองเปลี่ยนไปทันที มือขวาของเขากุมกระเป๋าเสื้อโดยไม่รู้ตัว

“หา... หลานถามเรื่องนี้ไปทำไม” อาสองมีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด

“ก็แค่ถามดูเฉยๆ ครับ ถ้าครั้งนี้ปู่ไม่เป็นอะไรก็ดีไป แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา จะมีพินัยกรรมหรือไม่ คงมีแต่อาสองเท่านั้นที่รู้”

“อันที่จริง...”

“เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ที่สถานีตำรวจของผมมีคดีหนึ่ง ลูกหลานหลอกให้คนแก่ประทับลายนิ้วมือบนพินัยกรรมโดยที่ไม่รู้ตัว ผลสุดท้ายถูกจับได้ หัวหน้าของผมบอกว่านี่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ต้องติดคุก”

โจวอี้พูดอย่างสบายๆ แต่อาสองกลับตัวสั่นเทิ้ม

“ไม่... ไม่มี ปู่ของหลานไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้” อาสองหัวเราะแห้งๆ สีหน้ากระอักกระอ่วนอย่างที่สุด

โจวอี้พยักหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไรครับ ผมก็แค่ถามดูเฉยๆ”

“โจวอี้ คือว่า... หลานช่วยบอกพ่อหลานหน่อยนะว่า อาจะขอกลับก่อน ตอนที่มาเมื่อกี้อาสะใภ้ของหฃานก็บ่นว่าเวียนหัวตลอดเลย อา อากลัวว่าเธอจะป่วยอีก...” อาสองพูดอย่างระมัดระวัง

โจวอี้ยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือไปตบเสื้อนวมผ้าดิบสีน้ำเงินบนตัวของอาสอง แล้วพูดว่า “ฟ้ามืดแล้วทางมันลื่น อาสองกลับบ้านระวังตัวด้วยนะครับ ดูสิครับ เสื้อตัวนี้มีแต่ดิน สกปรกขนาดนี้กลับไปเดี๋ยวอาสะใภ้ก็ด่าเอาอีกหรอก”

“ไม่... ไม่เป็นไร งั้นอาไปก่อนนะ” อาสองราวกับได้รับอภัยโทษ รีบหันหลังเดินจากไป เหงื่อเย็นไหลท่วมตัว

วันนี้มันแปลกจริงๆ ทำไมหลานชายคนโตของเขาถึงได้น่ากลัวขนาดนี้ เมื่อก่อนก็ไม่เห็นจะเป็นแบบนี้นี่นา

สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ โจวอี้ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่ จ้องมองแผ่นหลังของเขาด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์

จนกระทั่งอาสองหายลับไปที่หัวมุมทางเดิน โจวอี้จึงหันกลับมา

เขาแบมือขวาออก ในมือของเขาคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาแอบหยิบออกมาจากกระเป๋าของอาสองเมื่อครู่นี้เอง ตอนที่แสร้งทำเป็นช่วยปัดฝุ่นให้

โจวอี้คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก มองดูแวบหนึ่ง แววตาของเขาก็ยิ่งเย็นชาลง

เนื้อหาบนกระดาษ เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี

กระดาษมาจากกระเป๋าของอาสอง ลายมือเป็นของอาสอง ลายนิ้วมือเป็นของปู่

เรื่องการปลอมแปลงพินัยกรรม ถือว่ามีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาแล้ว และยังเป็นการวางแผนล่วงหน้าอีกด้วย

ปัญหาเดียวในตอนนี้ก็คือ การล้มของปู่ เป็นอุบัติเหตุ หรือมีคนจงใจทำให้เกิดขึ้น

โจวอี้อดรู้สึกขนหัวลุกไม่ได้ หากเป็นฝีมือมนุษย์ นั่นก็หมายความว่า นี่คือคดีฆาตกรรมที่มีการวางแผนและมีแรงจูงใจ

ก่อนที่จะย้อนเวลากลับมา เขาไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้เลย เพราะนั่นคือญาติสนิทที่มีสายเลือดเดียวกันแท้ๆ

แต่ตอนนี้ ความจริงอันโหดร้ายได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

คำตอบขึ้นอยู่กับว่าปู่จะฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่

“คุณเป็นญาติของคุณโจวอาซื่อใช่ไหมคะ” ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง

โจวอี้หันไปมอง เธอเป็นพยาบาลสาวตากลมโตคนหนึ่ง ในมือกำลังถือขวดน้ำเกลืออยู่หลายขวด

โจวอาซื่อคือชื่อของปู่โจวอี้ โจวอี้รีบพยักหน้า “ใช่ครับ ผมเป็นญาติของคุณปู่โจวอาซื่อ”

พยาบาลสาวขมวดคิ้วพูดอย่างไม่พอใจ “พวกคุณทำอะไรกันคะ ทำไมค่ารักษาพยาบาลยังไม่จ่ายอีก เดี๋ยวต้องให้ยาต่อนะคะ ถ้าทำให้การรักษาผู้ป่วยล่าช้า ความรับผิดชอบนี้พวกคุณจะรับเองเหรอคะ”

“จ่ายเงิน?” โจวอี้เข้าใจในทันที ความโกรธในใจเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา

เงินบำนาญของปู่ถูกอาสะใภ้สองเอาไปนานแล้ว โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ให้เงินค่าขนมปู่เขาแค่เดือนละห้าสิบหยวนเท่านั้น

แค่ห้าสิบหยวนนี่ยังเป็นเพราะคุณอาหญิงไปโวยวายที่บ้าน อาสะใภ้สองถึงได้ยอมควักออกมาอย่างไม่เต็มใจ

อาสองแม้แต่ค่ารักษาพยาบาลของปู่ก็ไม่จ่ายแล้วหนีไป ช่างเลวทรามจริงๆ

“ขอโทษครับ ขอโทษครับ ผมจะรีบไปจ่ายเดี๋ยวนี้”

โจวอี้ขอโทษซ้ำๆ คลำกระเป๋ากางเกง โชคดีที่ในกระเป๋ามีเงินอยู่

“จ่ายเสร็จแล้ว ไปรับยาที่หน้าต่างห้องยาฉุกเฉิน แล้วเอาไปส่งที่เคาน์เตอร์พยาบาลนะคะ” พูดจบ พยาบาลสาวก็หันหลังเดินจากไป

โจวอี้หันหลังเดินไปทางช่องจ่ายเงิน เขารู้สึกว่าพยาบาลสาวคนนี้หน้าตาคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน?

จบบทที่ บทที่ 2 มีพินัยกรรมหรือเปล่า

คัดลอกลิงก์แล้ว