- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 20 ต้องกระตือรือร้นหน่อยนะ
บทที่ 20 ต้องกระตือรือร้นหน่อยนะ
บทที่ 20 ต้องกระตือรือร้นหน่อยนะ
กลับถึงบ้านเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย อู่เจียงรีบจัดสรรเวลาที่เหลือทันที
เริ่มจากจัดตารางพักผ่อนให้วังหลิงก่อน
"แม่ครับ พรุ่งนี้เราไปสวนสนุกกันเถอะ"
"หือ? ทำไมจู่ๆ ถึงอยากไปสวนสนุก?"
"ช่วงวันหยุดคนเอาสัตว์เลี้ยงมาหาหมอ สองวันแรกก็น่าจะมากันหมดแล้ว พรุ่งนี้คงไม่มีลูกค้า เราออกไปเที่ยวสักครึ่งวัน กินข้าวเที่ยงข้างนอกแล้วค่อยกลับ ไม่เสียงานหรอกครับ"
วังหลิงเอาตะเกียบเขี่ยข้าวในชาม แล้วยิ้มให้ "ก็ได้ ตามใจลูก"
การออกไปข้างนอกครึ่งค่อนวัน เทียบกับการนั่งเฝ้าร้านตลอดเวลา อาจเรียกไม่ได้ว่าพักผ่อนกาย แต่เน้นผ่อนคลายจิตใจมากกว่า
เช้าวันรุ่งขึ้น กินมื้อเช้าเรียบร้อย ก็ปิดร้านแปะป้ายแจ้งว่ามีธุระ แล้วสองแม่ลูกก็มุ่งหน้าไปเที่ยวเขาฉิงหมิง
เขาฉิงหมิงเป็นเส้นแบ่งเขตภูมิศาสตร์ที่สำคัญของเมืองฉางเฟิง ทิศตะวันออกคือเขตเมืองเก่าหรือเขตตะวันออก ทิศเหนือคือย่านการค้าใจกลางเมือง ทิศตะวันตกคือนิคมอุตสาหกรรม ระหว่างย่านการค้าและนิคมยังมีเขตตะวันตกคั่นอยู่ แต่ไม่ได้ติดกับเขตปกครองเขาฉิงหมิงโดยตรง ทิศใต้เป็นชานเมือง ไม่ไกลนักมีแม่น้ำเซียงหลานขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เรือระวางสามพันตันผ่านได้
ภูเขาลูกนี้จึงกลายเป็นศูนย์รวมสวนสาธารณะหลักของเมืองฉางเฟิง ด้วยความสูงต่างจากระดับเมืองไม่ถึงสามร้อยเมตร ตั้งแต่ตีนเขาจรดยอดเขาจึงเต็มไปด้วยสวนสนุก สวนสัตว์ และสวนพฤกษศาสตร์ ส่วนฝั่งที่หันไปทางนิคมอุตสาหกรรมยังมีหอประชุมและโซนจัดนิทรรศการ
ช่วงวันหยุดที่บ้านรับสัตว์ป่วยมารักษาเพิ่มอีกหลายตัว วังหลิงทิ้งร้านไปนานไม่ได้ จึงทำได้แค่เที่ยวเล่นในสวนสนุก
สองแม่ลูกเล่นปาเป้าโยนห่วง ขับรถบั๊มฆ่าเวลาระหว่างรอขึ้นชิงช้าสวรรค์
พอได้ขึ้นนั่งบนชิงช้าสวรรค์ ลมหายใจของวังหลิงก็ถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อย
อู่เจียงมองทิวทัศน์ด้านนอก ส่วนเธอกลับเอาแต่จ้องมองเขา
"ผมมีอะไรน่าดูนักหนา ดูวิวเมืองเถอะครับ นานทีปีหนจะได้ออกมา"
"จ้ะ"
ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้ออกแบบอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม เนื่องจากด้านหนึ่งติดภูเขา หน้าต่างฝั่งที่หันเข้าหาภูเขาจึงทำไว้เล็กมาก เขาอ้างว่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระเช้าและเพิ่มความปลอดภัย ไม่รู้ว่าได้ผลจริงไหม แต่ค่าวัสดุถูกลงแน่นอน
ส่วนที่ว่าทำไมอยู่ตีนเขาแล้วยังมีคนนั่ง ก็เพราะการปีนเขามันเหนื่อยแสนสาหัส โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวนักท่องเที่ยวเยอะ บนเขาคนแน่นขนัด สู้ขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวไม่ได้
วังหลิงมองออกไปข้างนอกแล้วสงบลง อู่เจียงจึงฉวยโอกาสมองแม่บ้าง
วิธีกรอกอนุภาควิญญาณใส่ตัวที่เขาใช้กับหลี่เหยียน มีหรือจะพลาดไม่ทำให้แม่ตัวเอง แต่น่าเสียดาย การกรอกพลังแทนการฝึกฝนเองไม่ได้ หากไม่ฝึกเอง ต่อให้ทำเป็นสิบยี่สิบครั้งผลลัพธ์ก็มีจำกัด ระยะยาวรักษาสภาพได้แค่ระดับหนึ่งขั้นต้น เผลอๆ จะสู้เพื่อนร่วมห้องลูกชายไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างน้อยตีนกาที่หางตาแม่ก็หายไปหนึ่งเส้นเมื่อเทียบกับสองปีก่อน
เขาจ้องแม่แบบนั้น ไม่นานก็โดนจับได้ "บอกให้แม่ดูข้างนอก แล้วทำไมลูกไม่ดูล่ะ"
"แม่ครับ ต่อไปเจียดเวลามาฝึกอนุภาควิญญาณหน่อยเถอะ ร้านเปิดช้าสักชั่วโมงไม่เป็นไรหรอก"
"แต่ของพรรค์นั้นแม่ไม่เข้าใจเลยนี่นา"
ถึงอนุภาควิญญาณจะตรวจวัดได้จริง แต่สำหรับคนทั่วไปที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ มันจึงดูเป็นเรื่องนามธรรมเกินไป
"ไม่เป็นไรครับ ลองบ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้ ถ้าไม่ได้ก็ถามผม ผมเก่งนะจะบอกให้"
"คิกๆๆ จ้ะ แม่จะลองดูนะ"
เห็นรอยยิ้มก็รู้ว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอีกตามเคย แต่จะบังคับก็ไม่ได้ ได้แต่คอยเตือนอยู่เรื่อยๆ
อู่เจียงกังวลเรื่องครูฟางจิ่วกับหวงจิงที่เป็นตัวประหลาดมาก ครั้งนี้เลยตัดสินใจพูดเตือนให้หนักหน่อย "การที่ 'การฟื้นตื่นของพลังปราณ' ถูกนิยามเป็น 'ภัยพิบัติอนุภาควิญญาณ' ไม่ใช่แค่เพราะอาชญากรรมเพิ่มขึ้น แต่มีสิ่งที่อันตรายกว่ากำลังคืบคลานเข้ามา การเรียนรู้การหลอมรวมวิญญาณต่อให้ไม่ปลุกพลัง อย่างน้อยสัญชาตญาณต่ออันตรายก็จะดีขึ้น แม่ครับ อย่างน้อยก็หัดหนีให้เป็นเถอะนะ"
"จ้ะ แม่จะลองดู จริงๆ นะ" วังหลิงทำหน้าจริงจังขึ้นมาหน่อย นึกว่าอู่เจียงมีปมในใจเรื่องพ่อเสีย เลยขี้ระแวงเกินเหตุ
"เช้าเย็นครั้งละชั่วโมง คิดซะว่าสวดมนต์ก็ได้ ยังไงถ้าไม่ฝึกแม่ก็เล่นมือถืออยู่ดี"
"ใครว่า แม่กำลังอ่านงานวิจัยการแพทย์ต่างหาก"
"ครับๆๆ งั้นก็อ่านให้น้อยลงหน่อย ไม่มีสัตว์เทพให้แม่รักษาหรอก" อู่เจียงวางแผนให้ "ลองทนสักครึ่งเดือน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยเหลือแค่รอบเช้า"
"รู้แล้วน่า บ่นเป็นตาแก่ไปได้"
โดนบ่นแค่นี้ไม่เจ็บไม่คัน อู่เจียงยิ้มร่าทำหูทวนลม หันไปมองวิวข้างนอกอีกครั้ง
วันหยุดคนในสวนสนุกเยอะเกินไป พอลงจากชิงช้าสวรรค์ เครื่องเล่นอื่นคิวยาวเหยียด เลยตัดสินใจถอยทัพ ไปกินบุฟเฟต์กันดีกว่า
ช่างบังเอิญนัก พอออกจากสวนสนุก ตรงถนนฝั่งตะวันตกหน้าทางเข้า ก็เห็นตำรวจกั้นเทปเหลือง
ไม่สะดุดตาเท่าไหร่ อยู่ระหว่างตึกสองหลัง ไม่ได้ขวางถนนใหญ่
เหลือบมองแม่ เหมือนจะยังไม่เห็น เขาเลยดึงมือแม่ขยับไปด้านข้างนิดหน่อย ให้ฝูงชนบังสายตาเสีย
ใช้พลังสแกนผ่านไป ยืนยันว่าเป็นคดีเกี่ยวกับวิญญาณ บนวัตถุที่น่าจะเป็นศพและบริเวณรอบๆ มีอนุภาควิญญาณผิดธรรมชาติหลงเหลืออยู่มาก ปริมาณขนาดนี้น่าจะไม่ใช่ของเหยื่อ แต่เป็นจุดที่ผู้ใช้พลังตายเองมากกว่า
ก่อคดีกลางวันแสกๆ? หรือโดนตำรวจจำหน้าได้กลางทาง? หรืออาจจะคลุ้มคลั่งจนคุมสติไม่อยู่
ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกับเด็กนักเรียนอย่างเขา
กินบุฟเฟต์เสร็จ กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
วังหลิงเฝ้าสัตว์เลี้ยงรอลูกค้าอยู่ข้างล่าง อู่เจียงเล่นคอมพิวเตอร์มือสอง ค้นหาคำว่า "คดีวิญญาณฉางเฟิง"
ข่าวทั้งหมด 102 รายการ ตัดที่ซ้ำวันออก เหลือสิบกว่ารายการ ในจำนวนนั้นมีแค่เจ็ดรายการที่กรมตำรวจเมืองแถลงข่าวเอง
เจ็ดรายการนี้ คือยอดรวมตลอดหกปีที่ผ่านมา!
คดีปีละครั้ง เดินถนนแล้วบังเอิญเจอ โอกาสมันจะสักแค่ไหนเชียว?
มีแผนร้ายอะไรไหมไม่รู้ อู่เจียงไม่ชอบทฤษฎีสมคบคิด แต่คนปลุกพลังได้เยอะขึ้นแน่ๆ อาชญากรก็ย่อมเพิ่มตาม เป็นเรื่องธรรมดา
เรื่องแม่ฝึกวิชาต้องเข้มงวดหน่อย จะปล่อยให้ทำเนียนผ่านไปไม่ได้แล้ว
ระดับสอง... ไม่พอ ถ้าไม่มีพลังตื่นรู้ดีๆ อย่างน้อยต้องดันไปให้ถึงระดับสาม ถึงจะต้านทานพลังกระจอกงอกง่อยได้บ้างแบบอัตโนมัติ คงต้องใช้เวลานาน หวังว่าตำรวจจะคุม "ภัยพิบัติ" อยู่นะ
หวังพึ่งคนอื่นไม่ได้ตลอดหรอก ไม่งั้นพ่อคงไม่ด่วนจากไปกะทันหัน ต้องเตรียมแผนสำรองอื่นเผื่อไว้
พอดีแคชเชียร์ระดับสองร้านข้างๆ มาทำงานแล้ว ไปดูหน่อยว่ามีประโยชน์ไหม
อู่เจียงลงมาบอกกล่าววังหลิง แล้วเดินเข้าร้านซูเปอร์มาร์เก็ตข้างๆ
แคชเชียร์สาววัยยี่สิบต้นๆ แต่งหน้าแล้ว... ให้เจ็ดเต็มสิบละกัน
อู่เจียงไม่ค่อยแม่นเรื่องลักษณะหน้าตาคน ให้คะแนนตามสัญชาตญาณล้วนๆ และเขาให้คะแนนเฉพาะคนแต่งหน้า เพราะเขาว่ากันว่าการแต่งหน้ามีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจและเอาใจตัวเอง
เจ็ดคะแนน คงประมาณว่าล้างหน้าแล้วโยนเข้าฝูงชนก็หาตัวไม่เจอ
ถามซึ่งหน้าคงไม่ได้ความ เฝ้าสังเกตไปก่อนดีกว่า
ตัดสินใจได้แล้ว เดินผ่านหน้าห้องน้ำ แตะลูกบิดประตูทีหนึ่ง อ้อมชั้นวางของไปหยิบข้าวสารห้ากิโลมาจ่ายเงิน
ตอนยิงบาร์โค้ด เขาชี้บอกถูกจังหวะ "มือพี่เลือดออกแน่ะ"
"ว้าย!!" พนักงานสาวก้มดูแล้วร้องลั่น
ตรงง่ามนิ้วโป้งมีแผลเล็กๆ ปรากฏขึ้น ยาวพอๆ กับเล็บ บีบแล้วเลือดก็ไม่ไหล แค่ซึมๆ เกาะอยู่ปากแผลด้วยแรงตึงผิว
เธอรีบควานหาพลาสเตอร์ยาในลิ้นชัก อู่เจียงหวังดีเตือน "โดนบาดล้างแผลก่อนดีกว่าไหม ผมรอตรงนี้แหละ"
"อ้อๆ"
ในร้านมีแอลกอฮอล์ขาย ทางเลือกเยอะแยะ แต่คงต้องจ่ายเงินเอง เธอเลยตัดสินใจเข้าห้องน้ำไปล้างน้ำเปล่า
สำเร็จ