- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 19 "สัมผัสพิเศษ" ของหลี่เหยียน
บทที่ 19 "สัมผัสพิเศษ" ของหลี่เหยียน
บทที่ 19 "สัมผัสพิเศษ" ของหลี่เหยียน
ตอนแยกทางกัน สภาวะของหลี่เหยียนร่วงลงมาระดับสองแล้ว เขาไม่กล้าชักช้า รีบโบกแท็กซี่กลับบ้าน
หลังจากถูกอู่เจียงดันขึ้นไปถึงระดับสาม เขาได้ฝึกตอนเช้าไปพักหนึ่ง ทำให้เข้าใจสภาวะนี้ได้ชัดเจนขึ้น
พอลดลงมาระดับสอง ทีแรกนึกว่ายังมีเวลา แต่เอาเข้าจริง อัตราการลดของระดับสองก็เร็วพอๆ กับระดับสาม ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ถึงหกชั่วโมงคงกลับไปที่ระดับหนึ่ง เวลาเหลือไม่มากแล้ว
ยอมจ่ายเพิ่มเร่งคนขับให้เหยียบมิดไมล์ รีบกลับถึงบ้านก่อนสี่โมงเย็น แล้วพุ่งเข้าห้องนอนเริ่มฝึกทันที
พอเข้าสู่สภาวะได้ไม่นาน ก็ตระหนักถึงความต่างระหว่างระดับสองกับสาม
ในระดับนี้ การเข้าฌานหลอมรวมวิญญาณสามารถยับยั้งการรั่วไหลของอนุภาควิญญาณได้!
เขาไม่มีสัมผัสวิญญาณ แต่ตลอดทั้งวันเริ่มชินกับความรู้สึกอ่อนเพลียทางจิตใจจากการลดลงของพลัง แล้วจู่ๆ แนวโน้มการลดลงก็หยุดชะงัก
แต่ถ้าไม่ฝึกตลอดทั้งวัน สภาวะระดับสองก็คงรักษาไว้ไม่ได้อยู่ดี
จะว่าแย่ก็ไม่ถึงกับแย่ อนุภาควิญญาณจะปรับเปลี่ยนร่างกาย เพิ่มความเข้ากันได้ ประสบการณ์วันนี้วันเดียว ผลลัพธ์ต่อร่างกายเทียบเท่ากับการฝึกปกติทั้งเดือน
จากนี้ไปถ้ารักษาระดับสองไว้อีกสักวัน ก็เท่ากับได้กำไรฟรีๆ ไปอีกหลายวัน
กินข้าวนอนหลับ...
กินข้าวต้องทำเวลา ขนมปังนี่แหละเหมาะ เก็บได้สองวัน ไม่ต้องอุ่น หยิบกินได้เลย
นอนอะไรกัน วัยนี้อดนอนสักคืนคงไม่ไหลตายหรอก อีกอย่างการหลอมรวมวิญญาณก็นั่งหลับตาทำสมาธิ ความเหนื่อยล้าทางใจช้ากว่าการใช้ชีวิตปกติอยู่แล้ว
เอาตามนี้แหละ!
หลี่เหยียนคิดปุ๊บทำปั๊บ วิ่งออกจากบ้าน ไปซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าหมู่บ้านกวาดขนมปังมาเพียบ หยิบไส้กรอกมาอีกหน่อย แล้วรีบแจ้นกลับบ้าน ปิดประตู เริ่มฝึก
ตกเย็นพันฮุ่ยซินกลับบ้าน สัญชาตญาณตำรวจทำงาน สังเกตเห็นประตูห้องนอนลูกผิดไปจากตอนก่อนออกจากบ้าน เดินไปผลักประตูดู ไฟก็ไม่เปิด ลูกชายนั่งสมาธิอยู่บนเตียง
ทำไมจู่ๆ ถึงนึกครึ้มมาฝึกตอนบ่าย?
เปิดไฟ เห็นขนมปังกองพะเนินบนโต๊ะ
???
เธอไม่รบกวนลูก ปิดประตูเดินเข้าครัวไปถามป้าหลิวที่มาช่วยทำกับข้าว "ป้าหลิว เสี่ยวเหยียนกลับมาตอนไหน?"
"อ้าว? เสี่ยวเหยียนกลับมาแล้วเหรอคะ? ป้าไม่รู้เลย มาถึงก็เข้าครัวเลยค่ะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ ป้าทำต่อเถอะ"
ป้าหลิวรับผิดชอบแค่มื้อเย็น ทำเสร็จก็กลับบ้าน จันทร์กับศุกร์เช้าจะมาทำความสะอาดบ้านหน่อย ถือเป็นงานพาร์ทไทม์ จะเอามาตรฐานมืออาชีพมาจับคงไม่ได้
พันฮุ่ยซินแปลกใจ ไหนตกลงกันว่าจะไปเที่ยว ไหงจู่ๆ กลับมาฝึกวิชา?
แถมกลับมาได้ปุบปับ แสดงว่าลูกไม่ได้ไปไหนไกล อาจจะแค่เที่ยวเล่นแถวๆ ในเมือง ไม่ได้ไปต่างจังหวัด
ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยถาม
ป้าหลิวทำกับข้าวเสร็จแล้ว ตักใส่ปิ่นโตสองชุดไปดูแลสามีที่โรงพยาบาล พันฮุ่ยซินนั่งจ้องนาฬิกาที่โต๊ะกินข้าว โทรหาเหล่าหลิว ก็ไม่ผิดคาด ไม่กลับมากินอีกตามเคย ถึงได้ไปเรียกลูก
"ลูกชาย กินข้าวได้แล้ว"
"...ครับ"
แทบจะสิ้นเสียงประตูห้องก็เปิดออก พันฮุ่ยซินที่ยืนหน้าประตูรีบหลบทาง เห็นลูกพุ่งไปที่โต๊ะตะบี้ตะบันกินข้าว
"ไฟลนก้นหรือไง รีบขนาดนั้น"
"ผมกำลังเข้าที่ ต้องรีบฝึก"
พันฮุ่ยซินเดินมาที่โต๊ะ แป๊บเดียวลูกชายฟาดข้าวหมดชามแล้ว กำลังตักเพิ่ม
"รีบแค่ไหนกินข้าวช้าหน่อยก็ไม่เสียเวลาหรอกน่า"
"เสียเวลาจะตาย แม่ไม่ต้องถามอู้..." พูดไม่ทันจบก็ยัดข้าวเข้าปากต่อ
พันฮุ่ยซินงงเป็นไก่ตาแตก "อกหักมาหรือไง"
หลี่เหยียนไม่สน ยัดอีกไม่กี่คำ แก้มตุ่ย ลุกขึ้นยืน "อมอิมแอ้ว!" (ผมอิ่มแล้ว)
"ห้ะ?"
ข้าวยังไม่ทันกลืน คว้าแก้วน้ำบนตู้ข้างๆ กรอกน้ำตาม แล้วรีบแจ้นกลับห้อง
พันฮุ่ยซินมองตามตาปริบๆ งงเต็ก
เกิดอะไรขึ้น?
เธอมองประตูห้องสลับกับโต๊ะอาหาร ตัดสินใจกินข้าวก่อน กินเสร็จเก็บโต๊ะ ล้างมือ แล้วค่อยๆ ย่องไปหน้าห้องลูก
เงียบกริบ นั่งบนเตียง ฝึกวิชาจริงเหรอ? ลูกขยันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ช่างเถอะ ตั้งใจฝึกก็ดีแล้ว อาจจะไปได้แรงบันดาลใจอะไรมา
แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น พันฮุ่ยซินกลับไม่คิดว่าเป็นเรื่องดีแล้ว
"หลี่เหยียน!!! เมื่อคืนมึงไม่ได้นอนเรอะ!?" ถึงขั้นด่าลูกด้วยคำหยาบ แสดงว่าโกรธจัดจริงๆ
หลี่เหยียนสะดุ้งโหยงบนเตียง แต่นั่งนานไปหน่อยเลยกระโดดไม่ขึ้น ได้แค่กระตุก
"ผมฝึกวิชาอยู่"
"จะฝึกวิชาก็ต้องมีชีวิตอยู่ถึงจะฝึกได้ ไม่หลับไม่นอนเดี๋ยวก็ตายห่ารู้ไหม!"
"ถ้านอนสภาวะตอนนี้ก็หายหมดสิ"
"หายก็ต้องนอน เร็วเข้า นอนเดี๋ยวนี้"
หลี่เหยียนขัดไม่ได้ จำใจถอดเสื้อคลุมล้มตัวลงนอนคลุมโปง กะว่าจะนอนฝึกต่อ แต่หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บ
ตื่นมาอีกที สภาวะระดับสองก็โบกมือลาไปแล้ว
เซ็งนิดหน่อย
แต่พอหลุดจากสภาวะพิเศษ จิตใจก็ผ่อนคลายขึ้น รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก
หยิบขนมปังบนโต๊ะมากินสองชิ้น พลางสัมผัสสภาวะตัวเอง
จะว่าไปก็ต่างจากเดิมนิดหน่อย เมื่อก่อนเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสภาวะพลังของตัวเองเลย แต่ตอนนี้พอจะรู้สึกรางๆ ว่า "แบตเตอรี่" เหลือประมาณห้าสิบหกสิบเปอร์เซ็นต์
เทียบกับตอนระดับสามไม่ได้เลย แต่รู้สึกว่าระดับสองก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ประเด็นไม่ใช่แค่พลังเพิ่มขึ้น แต่จากการได้สัมผัส หลี่เหยียนรู้แล้วว่าระดับสองกับสามเป็นยังไง พอเห็นทางชัด อุปสรรคหลายอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
สุดยอดไปเลย
เสียดายที่อู่เจียงไม่มีเส้นสาย ไม่งั้นแค่โชว์แค่นี้ หา "ลูกค้า" สักคน ไม่ต้องพูดเยอะ เงินหลายแสนหยวนก็น่าจะคุ้มค่า
คราวนี้ติดหนี้บุญคุณก้อนโต เรื่องผู้ใช้พลังสายพลังงานคงต้องทุ่มเทหน่อยแล้ว
ยังไม่ทันหายซึ้ง องค์จักรพรรดินีก็บุกมาถึงหน้าประตู
"ตื่นแล้วใช่ไหม ออกมาคุยกันหน่อย"
"...ครับ" ซวยแล้ว ดันไม่ไปประชุม ข้ออ้างที่คิดไว้บนรถเมื่อวานจะรอดไหมเนี่ย
แต่งตัวเสร็จเปิดประตู เดินเนือยๆ ไปห้องรับแขก แม่นั่งโซฟาเดี่ยว เขาเลยไปนั่งโซฟาใหญ่
"วันนี้จะโต้รุ่งอีกไหม?"
"ไม่แล้ว หมดไฟแล้ว"
"ฮะ แค่เด็กนักเรียนห้องอนุภาควิญญาณ จะมีไฟอะไรนักหนา"
หลี่เหยียนไม่ตอบทันที คิดสักนิด ข้อมูลบางอย่างต้องบอกแม่แบบเนียนๆ แต่ห้ามให้โยงไปถึงอู่เจียงเด็ดขาด
"แม่ ตอนแม่ไม่ใช้พลัง แม่มีลางสังหรณ์แม่นๆ ไหม แบบว่ารู้ว่าผมอยู่ตรงไหนหลังประตู แถมพอเดารูปร่างได้ด้วย"
พันฮุ่ยซินตกใจจนลุกพรวด!
"ลูกรู้ได้ไง?"
ระดับสาม
ภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งพังทลาย... ไม่สิ จริงๆ ก็ไม่กระจอกหรอก แค่เทียบกับสัตว์ประหลาดไม่ได้
หลี่เหยียนเก็บอาการ เงยหน้ามองแม่ "ลองทายซิ"
"ลูกปลุกพลังได้แล้ว?"
"เปล่า แค่สัมผัสพิเศษเฉยๆ"
พันฮุ่ยซินนั่งลงที่เดิม มองลูกชายอย่างระแวง "สัมผัสพิเศษ? ทำให้ลูกรู้สภาวะของแม่เหรอ?"
"ไม่ใช่สภาวะของแม่ แต่ผมรู้ว่าหนทางข้างหน้าเป็นยังไง"
"งั้นเมื่อวานลูกพยายามรักษาสภาวะนั้นไว้?"
"ก็ไม่เชิง ตอนนั้นสภาวะลดลงแล้ว ดีกว่าตอนนี้หน่อยเดียว สัมผัสปฏิกิริยาระหว่างอนุภาควิญญาณกับร่างกายได้ชัดเจน"
"สัมผัสพิเศษทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?" ประโยคนี้ไม่ใช่คำถาม แต่พันฮุ่ยซินกำลังเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับอนุภาควิญญาณในหัว เหมือนจะไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่ก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ อนุภาควิญญาณมีผลลัพธ์ลึกลับเยอะแยะไปหมด
หลี่เหยียนฉวยโอกาสถาม "แม่ ไหนๆ ผมก็รู้สภาวะพลังของแม่แล้ว บอกผมหน่อยได้ไหม พวกแม่มีจัดระดับผู้ใช้พลังไหม? แม่ระดับไหน?"
"จัดระดับ?" พันฮุ่ยซินชะงัก พยักหน้าช้าๆ "ก็ไม่ต้องปิดบังหรอก เบื้องบนกำลังกำหนดมาตรฐานระดับผู้ใช้พลังจริง เพื่อสะดวกในการจัดการ เดือนก่อนได้ร่างข้อเสนอมาลองใช้แล้ว ต่อไปอาจปรับอีก ตามเกณฑ์นั้น แม่ก็ระดับ 27"
"นักเรียนที่ยังไม่ตื่นรู้อย่างลูก อย่างมากก็ระดับ 1"
หลี่เหยียนส่ายหน้า "ไม่ถูก ผมกับแม่ห่างกันไม่มากขนาดนั้นหรอก แม่อย่างมากก็ระดับสาม"
"ระดับสาม?"
"ระดับหนึ่งคืออย่างผม ไม่รู้ว่าตัวเองหลอมรวมอนุภาควิญญาณได้แค่ไหน ที่เรียกว่าหลอมรวมก็มโนเอาเอง หลังๆ ถึงรู้สึกนิดหน่อย ระดับสองรู้สึกชัดเจนว่าพลังที่ดูดซับมารั่วไหลออก ระดับสามสัมผัสทุกอย่างในร่างกายได้ และมีสัญชาตญาณต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกค่อนข้างแรง"
พันฮุ่ยซินคิดตามแล้วพูดว่า "ที่ลูกพูดก็ถูก แต่เหมือนจะดูแค่ระดับการหลอมรวม ในการทำงานจริง ถ้าไม่โยงกับพลังพิเศษก็จัดการไม่ได้ ระดับสามที่ลูกว่ากับระดับสามด้วยกัน ถ้าพลังต่างกัน ความอันตรายต่อสังคมก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว"
"งั้นมาตรฐานที่พวกแม่ใช้ เน้นให้คะแนนพลังพิเศษเหรอ?"
"ใครจะรู้ล่ะ" พันฮุ่ยซินตัดบท "เอาเถอะ ในเมื่อลูกก้าวหน้า วันนี้แม่ไม่ทำโทษ แต่ต่อไปต้องนอนให้พอ ต่อให้มีสัมผัสพิเศษอีกก็ต้องบอกแม่ด้วย"
"ครับ จำไว้แล้ว" จะมีสัมผัสพิเศษอีกไหมคงไม่กล้าหวัง หลี่เหยียนไม่คิดว่าไปกับอู่เจียงรอบเดียวจะสนิทกัน อีกฝ่ายช่วยเพราะผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ไม่ช่วยก็เป็นเรื่องปกติ