- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 2 วิชาการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 2 วิชาการบำเพ็ญเพียร
บทที่ 2 วิชาการบำเพ็ญเพียร
จบคาบทฤษฎีไปหนึ่งคาบ หลังเลิกเรียนทุกคนต้องย้ายไปห้องฝึกซ้อม
อู่เจียงเพิ่งเดินถึงประตู ก็ถูกใครบางคนชนไหล่จากด้านหลัง
หันไปดู เป็นเด็กผู้ชายร่างใหญ่ เทอมที่แล้วไม่ได้สังเกตเห็นหมอนี่ น่าจะมาจากห้องห้าถึงห้องแปด
หมอนี่ดูเหมือนเตรียมตัวมาดี เดินพ้นประตูไปสองก้าวก็หันกลับมาจ้องเขม็ง
"มองอะไร?"
สายตาอู่เจียงไม่หลบเลี่ยง "มองดูว่ามีใครถูกฉันชนเจ็บไหม"
ฝ่ายนั้นเบิกตาโปนเหมือนวัวจ้องเขา อู่เจียงจ้องกลับ
"...กูจำมึงไว้แล้ว" พูดจบก็สะบัดมือเดินหนี
อู่เจียงยักไหล่ ไม่ได้ใส่ใจ
เพราะวุฒิภาวะยังไม่โต พวกที่เรียกว่าอันธพาลสิบคนมีเก้าคนเป็นพวกเก่งแต่กับคนอ่อนแอแต่กลัวคนจริง คนจริงของแท้ในวัยนี้ ทั้งโรงเรียนอาจไม่มีสักคนด้วยซ้ำ พวกนั้นจะไม่กร่างแบบนี้หรอก ตอนนี้เพิ่งย้ายมาห้องอนุภาควิญญาณ ถ้าถอย วันหน้าอาจต้องลงไม้ลงมือจริงๆ ซึ่งคงไม่ดีแน่
บ้านอู่เจียงไม่มีอิทธิพลอะไร ดูแล้วน่าจะเป็นฝ่ายถูกรังแก แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป ในโลกอนุภาควิญญาณ ใครอยู่สูงกว่าในห่วงโซ่อาหาร เอาขนาดตัวมาวัดไม่ได้เสมอไป
ต่อให้เขาเป็นแค่คนธรรมดา ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว หากถึงขั้นต้องปะทะกันจริงๆ อย่างมากก็ลาออก อายุยังน้อยขืนยอมจำนน ต่อไปคงไม่ดีแน่
แน่นอนเขาจะไม่หาเรื่องใส่ตัว เพราะคนเราคงไม่ตบตั๊กแตนที่กระโดดมาเกาะตัวจนแหลกเหลว
ส่วนเรื่องโดนชนไหล่ ช่วงเปลี่ยนคาบนักเรียนกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่งเกิดไม่รู้กี่รอบ ล้วนเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนรักสนุก มักมีพวกที่ต้องแย่งกันเข้าออกในช่วงไม่กี่วินาทีนั้น ถ้าต้องตามล้างแค้นทุกคน วันๆ คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
ตามตารางเรียน ห้องอนุภาควิญญาณนอกจากวันอังคาร วันอื่นช่วงเช้าทั้งหมดจะเป็นวิชาอนุภาควิญญาณ คาบแรกทฤษฎีและถามตอบ สามคาบหลังฝึกปฏิบัติ
สถานที่คือห้องฝึกซ้อมในตึกรองที่รีโนเวตใหม่ เวลาพักคาบค่อนข้างกระชั้น อย่างมากก็แค่แวะซื้อข้าวเช้าที่ร้านสวัสดิการระหว่างทาง
อู่เจียงไม่ได้ท้องว่างมาโรงเรียน เดินทอดน่องไปก็ได้ ถือโอกาสสังเกตเพื่อนใหม่ไปด้วย
เพื่อนร่วมห้องเคยเจอตอนรายงานตัวเทอมนี้แล้ว มีช่วงแนะนำตัวด้วย แต่นั่นมันเป็นพิธีการเกินไป ดูนิสัยใจคอไม่ออก
ตอนนี้เดินตามหลังคนส่วนใหญ่ ก็จะเห็นชัดว่าใครร่าเริง เก็บตัว หรือกลัวสังคม
ห้องอนุภาควิญญาณล้วนเป็นคนที่ฝึกได้ผลในระดับหนึ่ง คนที่ร่าเริงเป็นพิเศษมีแค่หนึ่งหรือสองคน ส่วนใหญ่เงียบขรึมเหมือนอู่เจียง จัดอยู่ในประเภททำจิตให้สงบได้ง่าย
และคนที่จิตสงบได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเก็บกดเสมอไป
"สวัสดี เพื่อน"
เดินๆ อยู่ก็มีหัวโผล่มาข้างตัว อู่เจียงหันมอง เป็นผู้หญิง
ตาเรียวรี เครื่องหน้าได้รูป เป็นประเภทที่เอาไม้บรรทัดวัดแล้วได้สัดส่วนตามมาตรฐานมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นต่อให้รูปจมูกรูปปากไม่จิ้มลิ้ม ก็ยังดูสวย และดูองอาจ
ไว้ผมสั้นเหมือนนักเรียนหญิงส่วนใหญ่ เห็นชัดว่าลงทุนกับทรงผม ทรงบ็อบมาตรฐาน อาจจะอบไอน้ำมา ปลายผมตัดเล็มอย่างเรียบร้อย
"เรียกเราเหรอ?"
"ช่าย จางอี้ถิง อี้ที่แปลว่าศิลปะ"
"อู่เจียง อู่ที่แปลว่าห้าแบบตัวเขียนใหญ่"
"คนที่ชนนายเมื่อกี้คือหลี่เหยียน ถ้าหมอนั่นรังแกนาย บอกเรานะ เดี๋ยวเราไปจัดการให้"
อู่เจียงอึ้ง มองสำรวจเพื่อนสาว ร่างกายไม่ได้ล่ำสัน สนามพลังวิญญาณก็ไม่รู้สึกว่าแกร่ง เพราะงั้น...มีเส้นใหญ่
"ไม่เป็นไร กระทบกระทั่งกันเรื่องปกติ"
"หมอนั่นป่าเถื่อน ระวังตัวหน่อยดีกว่า"
"ขอบใจ จะระวังนะ" ไม่ได้บอกว่าจะฟ้องครูหรือจัดการเอง เป็นคนดีเกินไป รับมือยาก
ระยะทางไม่ไกล คุยไม่กี่คำก็ถึงตึกรอง ทั้งสองเดินขึ้นชั้นสาม เข้าสู่โซนฝึกฝน
ห้องสงบจิตอยู่ที่ห้อง 301 ถึง 304 เดิมเป็นห้องทดลอง ถูกดัดแปลงเป็นห้องเก็บเสียงขนาดเล็ก แต่ละห้องกว้างราวสี่ตารางเมตร นักเรียนห้องอนุภาควิญญาณยี่สิบกว่าคนต้องใช้ถึงสามห้อง
โรงเรียนใจป้ำมาก ไม่เพียงเก็บเสียงดี ทุกห้องยังมีช่องแอร์ และติดโคมไฟท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเป็นโคมไฟเลียนแบบแสงธรรมชาติ ราคาแพงระยับ
อู่เจียงไม่ได้มาครั้งแรก ตอนอยู่ห้องปกติเกรดเก้า ก็มีคาบฝึกที่นี่สัปดาห์ละสองคาบ
ทักทายครูประจำชั้นที่เฝ้าประตู แล้วสุ่มเลือกห้องเข้าไป ปรับแสงที่แผงควบคุมให้เป็นอุณหภูมิและความเข้มแสงเหมือนตอนเช้าตรู่ตามความเคยชิน
ดึงเบาะโซฟาขึ้น เผยให้เห็นเบาะรองนั่งด้านล่าง แล้วนั่งขัดสมาธิ
ผลการฝึกในห้องสงบจิตแทบไร้ความหมายสำหรับเขา อาจเพราะคนหนาแน่น เทียบกับที่บ้านหรือสวนสาธารณะ ความเข้มข้นของอนุภาควิญญาณที่ตื่นตัวจะด้อยกว่า
วันนี้เขาไม่คิดจะฝึกปราณ แค่อยากดูพลังของเพื่อนร่วมห้อง สัมผัสว่าพอทุกคนเริ่มฝึก อนุภาควิญญาณในพื้นที่จะแย่ลงขนาดไหน ถ้าต่ำเกินไป การฝึกในคาบอาจต้องพักไว้ก่อน
นักเรียนรุ่นแรกเจอปัญหาเยอะ สำหรับโรงเรียน โครงสร้างพื้นฐานยังต้องอาศัยประสบการณ์และเวลาในการวางแผนปรับปรุง
หยิบหนังสือจากชั้นในห้องออกมาเล่มหนึ่ง
"ทฤษฎีสนามอนุภาควิญญาณ" บางมาก ทั้งหมดมียี่สิบกว่าหน้า ตัวหนังสือไม่เยอะ
เล่มนี้เรียกเป็นคู่มือเสริมยังไม่ได้เลย มีประโยชน์แค่อ้างอิงสำหรับการพัฒนาและค้นหาพลังประเภท "สนาม"
อู่เจียงอ่านของพรรค์นี้เพราะเขาได้ใช้
เขาสัมผัสอนุภาควิญญาณได้เร็วมาก ตั้งแต่เพิ่งจำความได้ หมายความว่าเป็นช่วงก่อน "การฟื้นตื่นของพลังปราณ" เสียอีก
ก่อนคำว่า "การฟื้นตื่นของพลังปราณ" จะปรากฏ อนุภาควิญญาณก็ก่อตัวมานานแล้ว พอมองย้อนกลับไป คงมีเหตุการณ์เกี่ยวกับอนุภาควิญญาณที่ปิดไม่อยู่ จนทางการต้องเลิกควบคุมข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้
อู่เจียงที่สัมผัสอนุภาควิญญาณได้เร็วมาก ช่วงแรกไม่เคยเรียน "การเดินลมปราณขั้นพื้นฐาน" และเคยปลุกพลังได้มากกว่าหนึ่งครั้ง พลังแต่ละอย่างไม่เกี่ยวข้องกัน ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ มีแค่ [สัมผัสอนุภาควิญญาณ] ที่อยู่ติดตัวตลอด
คนปกติไม่สามารถสัมผัสอนุภาควิญญาณตอนลืมตาพูดคุยได้ แต่อู่เจียงทำได้ เหมือนทุกคนมีตัวเลขเลเวลและอาชีพพื้นฐานแปะอยู่บนหัว เพ่งสมาธิหน่อยก็เปิดดูรายละเอียดได้
[สัมผัสอนุภาควิญญาณ] ถูกนิตยสาร "อนุภาควิญญาณ" ยกให้เป็นพลังที่มีประโยชน์ที่สุดอันดับหนึ่งติดต่อกันสามปี เพราะไม่เพียงช่วยประเมินความแกร่งของมิตรและศัตรูในการต่อสู้ แต่ยังมีข้อได้เปรียบอย่างมากในการสืบสวนอาชญากรรมทางวิญญาณและการวิจัย
มีพลังนี้อยู่ ต่อให้ไม่รู้อะไรเลย ก็ได้รับสวัสดิการระดับนักวิจัยทั่วไป เพียงแต่ถ้าขาดความรู้ งานหลักคงกลายเป็นฝ่ายถูกวิจัยเสียเอง
มันคือพลังประเภท "สนาม" "ทฤษฎีสนามอนุภาควิญญาณ" ช่วยพัฒนาต่อยอดได้บ้าง แต่ในทางปฏิบัติยังต้องค้นหาด้วยตัวเอง
อู่เจียงอ่านหลายรอบแล้ว ที่อ่านอีกก็เพื่อเทียบเคียงกับตัวเอง พยายามอนุมานวิธีการวิจัยที่ก่อให้เกิดหนังสือเล่มนี้
เขาครุ่นคิดเรื่องพวกนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาติตระกูลและสิ่งแวดล้อม
ด้านชาติตระกูล พ่อเขาเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อนเพราะพัวพันคดีอาชญากรรมทางวิญญาณ แม่ก็เป็นแค่สัตวแพทย์เล็กๆ ที่เปิดคลินิกรักษาสัตว์ธรรมดา
ในฐานะคนธรรมดา ต่อให้สัมผัสพลังได้ตั้งแต่ไม่กี่ขวบ แต่กลับไม่เคยเข้าถึงวิธีฝึกชั้นสูงและสิ่งที่เรียกว่า "คาถาอาคม" ของจริง หากเปิดเผยเรื่องตัวเอง ไม่แน่ว่าอาจเหมือนในหนัง ตอนนี้คงถูกหั่นเป็นหมื่นชิ้นอยู่ในขวดและจานเพาะเชื้อแล็บไปแล้ว
ด้านสิ่งแวดล้อม เพราะ "ภัยพิบัติอนุภาควิญญาณ" เพิ่งผ่านไปไม่นาน การวิจัยรอบด้านยังไม่ลึกซึ้ง ข้อมูลที่เปิดเผยไม่ครอบคลุมวิธีใช้และการพัฒนาพลังอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลที่ช่วยในการบำเพ็ญเพียรจริงๆ มีน้อยเกินไป
ตัวเองทันเป็นนักเรียนรุ่นแรกที่ได้รับการเผยแพร่ เทียบกับรุ่นพี่แล้วถือว่าไม่ตกยุค แต่ในฐานะว่าที่นักศึกษาวิทยาลัยรุ่นแรก คาดว่าคงมีหลายอย่างที่นักเรียนต้องค้นคว้ากันเอง
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าวิธีการวิจัยสำคัญมาก "การวิจัยและพัฒนาพลังอนุภาควิญญาณโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตเป็นหลัก" น่าจะเป็นวิชาหลักในมหาวิทยาลัย การศึกษาล่วงหน้าย่อมไม่มีข้อเสีย