- หน้าแรก
- บัญชาสวรรค์หมื่นลี้
- บทที่ 7 ซวนเจียน
บทที่ 7 ซวนเจียน
บทที่ 7 ซวนเจียน
ยามเย็น หลิวอวี้เอนกายเหยียดยาวบนเตียง ดวงตาจับจ้องเพดานอย่างเหม่อลอย ไม่ได้บำเพ็ญเพียรเหมือนเช่นเคย
เมื่อครู่เขาเพิ่งไปหาท่านอาจารย์มา และเล่าสถานการณ์ให้ฟังอย่างละเอียด หลังจากถังฮ่าวฟังจบก็เงียบไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน
ต่อมาถังฮ่าก็ได้วิเคราะห์ถึงข้อกังวลที่แฝงอยู่ในภารกิจไปประจำการข้างนอกให้หลิวอวี้ฟังอย่างละเอียด และบอกให้เขานำแต้มอุทิศทั้งหมดที่สะสมไว้ไปแลกเป็นโอสถที่หอสมบัติเหลือง
หากมีหินวิญญาณอยู่ในมือ ก็ให้ไปใช้จ่ายที่ตลาดให้หมดเพื่อซื้อโอสถ เพราะหากไม่มีโอสถคอยช่วยเหลือ การจะทะลวงระดับพลังในโลกภายนอกนั้นยากลำบากแสนสาหัส
ก่อนที่หลิวอวี้จะจากไป เขายังได้ตักเตือนว่าโลกิยะนั้นเต็มไปด้วยการหลอกลวง จิตใจคนนั้นชั่วร้าย จะทำการสิ่งใดต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ
ในสายตาของถังฮ่าว ศิษย์คนนี้ของตนเองนับว่าหมดอนาคตแล้ว ถูกส่งไปอยู่ในโลกิยะถึงสิบปี ทรัพย์สินก็น้อยนิด แต้มอุทิศก็ไม่มาก ระดับพลังย่อมต้องหยุดชะงักอย่างแน่นอน
เมื่อเสียเวลาไปสิบปีนี้ แม้ในอนาคตจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ อายุก็คงจะมากแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
ต้องรู้ว่ายิ่งอายุมาก โอกาสที่จะบรรลุขั้นสร้างฐานได้สำเร็จก็จะยิ่งต่ำลง ส่วนจะสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้หรือไม่นั้นยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เขาลูบถุงเก็บของเบา ๆ ข้างในมีทรัพย์สมบัติทั้งหมดของหลิวอวี้อยู่ มีหินวิญญาณกว่าสามพันหนึ่งร้อยก้อน ส่วนตัวถุงเก็บของเองก็มีมูลค่ากว่าห้าร้อยก้อนหินวิญญาณ
กระบี่ยาวสีแดงฉานเล่มหนึ่ง นามว่ากระบี่ไม้แดง เป็นศาสตราอาคมระดับหนึ่งขั้นกลาง
ตัวกระบี่แกะสลักจากไม้แดงอายร้อยปี มีทองคำเป็นด้าม ราคาในตลาดประมาณห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับต่ำ
ยันต์โล่ทองคำระดับสามขั้นกลางหนึ่งแผ่น หลังจากใช้ยันต์นี้ จะสามารถต้านทานการโจมตีของผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบได้หลายครั้ง มูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ราคาในตลาดประมาณสองพันก้อนหินวิญญาณระดับต่ำ
ที่เหลือก็เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า และเงินทองจำพวกนั้น
แต่เมื่อดูจากมูลค่ารวมกว่าหกพันหนึ่งร้อยก้อนหินวิญญาณระดับต่ำเหล่านี้ หลิวอวี้ที่มีระดับพลังเพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้า จะกล่าวว่าไม่ร่ำรวยคงไม่ได้
เห็นได้ชัดว่าถังฮ่าวประเมินฐานะของหลิวอวี้ต่ำเกินไปมาก
ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ปู่ของเขาหลิวลี่ทิ้งไว้ให้ หลังจากหลิวอวี้ขึ้นเขามาตั้งแต่เด็ก ทุก ๆ หลายเดือน หลิวลี่จะขึ้นเขามาเยี่ยมเยียน และทุกครั้งจะนำสมุนไพรล้ำค่าและหินวิญญาณมาด้วย
ในความทรงจำของหลิวอวี้ ปู่ของเขามีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ ปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยนใจดี และตามใจเขาทุกอย่าง
เมื่อสามปีก่อน นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ปู่ของเขาขึ้นเขามา ไม่นานหลังจากนั้นก็มีข่าวการเสียชีวิตของหลิวลี่มาถึง
หลิวอวี้จำได้อย่างชัดเจนว่า ปู่ของเขาพาเขาไปยังสถานที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งที่มุมเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม และมอบถุงเก็บของนี้ให้เขาด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
ท่านปู่กล่าวว่าในถุงเก็บของมีแผนที่อยู่ฉบับหนึ่ง บนแผนที่ระบุสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีถ้ำอาศรมซึ่งเป็นสถานที่มรณภาพของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน ด้านหน้าถ้ำอาศรมมีค่ายกลอาคมคุ้มกันอยู่
ให้หลิวอวี้ไปลองทำลายค่ายกลเมื่อระดับพลังบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสูงแล้ว และกำชับว่าเรื่องนี้ห้ามบอกแก่คนนอก เพราะโลกิยะนั้นเลวร้าย ต้องระวังจะนำภัยมาสู่ตัว
เพราะกลัวว่าหลิวอวี้จะไม่เชื่อและไม่เข้าใจว่าจิตใจคนนั้นยากแท้หยั่งถึง จึงได้เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งทำให้หลิวอวี้ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง และเป็นเรื่องที่จนบัดนี้ก็ยังยากจะเชื่อลง
ในปีนั้นหลิวลี่ท่องไปทั่วสารทิศ ระหว่างการแสวงหาวาสนาได้รู้จักกับผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง นามว่าซวนเจียน
ในตอนนั้นทั้งสองคนพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งเดียวกัน แต่กลับต้องเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้อันดุเดือดครั้งหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาทั้งสองคนร่วมใจกันฝ่าวงล้อมออกมา ซึ่งตอนนั้นอันตรายอย่างยิ่ง หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะเสียชีวิตในทันที
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางร่วมกัน เพื่อแสวงหาวาสนาอันเลือนรางนั้นไปด้วยกัน ระหว่างนั้นได้ผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้ง ทั้งสองคนต่างเคยช่วยชีวิตซึ่งกันและกัน และเพราะอายุใกล้เคียงกันจึงได้สาบานเป็นพี่น้องต่างแซ่
ซวนเจียนอายุมากกว่าเล็กน้อย จึงนับเป็นพี่ใหญ่
ทั้งสองคนไม่มีเรื่องใดที่พูดคุยกันไม่ได้ เรียกได้ว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
แท้จริงแล้วเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรของซวนเจียนสืบทอดมาจากตระกูล ซึ่งเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่เล็กอย่างที่สุด
เมื่อสืบทอดมาถึงรุ่นของซวนเจียน ในตระกูลก็เหลือเพียงเขาคนเดียวที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียร คนอื่น ๆ ไม่มีรากวิญญาณ เห็นอยู่ว่าตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรกำลังจะตกต่ำกลายเป็นตระกูลคนธรรมดา ฐานะของตระกูลก็เสื่อมถอยลง
ตัวซวนเจียนเองก็กังวลใจอย่างมาก มักจะถอนหายใจอยู่เสมอ
ยี่สิบกว่าปีที่ท่องไปทั่วสารทิศอย่างไร้จุดหมาย ทั้งสองคนไม่ได้รับผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ใด ๆ
วันเวลาผ่านไป อายุก็มากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างคนต่างจึงกลับบ้านของตน แต่ยังคงติดต่อกันทางจดหมาย ความสัมพันธ์ไม่ได้ขาดหายไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งหลิวลี่คุ้มกันภัยผ่านจวนของซวนเจียน จึงได้แวะไปเยี่ยมเยียน ทั้งสองคนจากกันมากว่าสิบปี หลังจากได้พบกันก็รู้สึกสนิทสนมเป็นอย่างยิ่ง จึงนั่งคุยกันใต้แสงเทียนตลอดคืน
หลิวลี่ได้เล่าเรื่องที่ตนบังเอิญได้ช่วยเหลือผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานจางอู๋ซินให้ซวนเจียนฟัง ทำให้ซวนเจียนรู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ด้านหนึ่งก็ยินดีกับหลิวลี่ที่ได้รับวาสนา ทั้งหลานชายยังมีรากวิญญาณ ทำให้การบำเพ็ญเพียรมีผู้สืบทอดต่อไป
อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกอับจนหนทางที่ทายาทของตนไม่มีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเพียร และตระกูลก็เสื่อมโทรมลง
หลังจากครั้งนั้น ทั้งสองคนก็ไม่ได้พบกันอีกเลย จดหมายก็น้อยมาก
เพราะหลิวลี่มุ่งมั่นกับการหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียรให้หลิวอวี้ ส่วนซวนเจียนก็กำลังหาวิธีเพื่ออนาคตของตระกูลเช่นกัน
เมื่อสามปีก่อน หลิวลี่ได้รับจดหมายจากซวนเจียนฉบับหนึ่งอย่างกะทันหัน ในจดหมายสอบถามว่าในมือของหลิวลี่มีศาสตราอาคมที่ทรงพลัง หรือยันต์อาคมและสิ่งของอื่น ๆ หรือไม่
หลิวลี่อ่านจดหมายแล้ว คิดว่าสหายเก่าคงเจอปัญหาที่ยุ่งยากอะไรบางอย่าง จึงเป็นกังวลอย่างมาก
เขาจึงออกเดินทางไปช่วยเหลือทันที เดินทางทั้งคืน กินลมชมน้ำค้าง ไม่กล้าล่าช้าแม้แต่น้อย หลังจากเดินทางอย่างเร่งรีบมากว่าครึ่งเดือนจึงไปถึง
ซวนเจียนเห็นสหายเก่าหลิวลี่เดินทางมาอย่างยากลำบาก ในใจรู้สึกขอบคุณอย่างมาก พลางถอนใจว่ามีสหายเช่นนี้ ชาตินี้ไม่เสียดายแล้ว
แท้จริงแล้วซวนเจียนไม่ได้เจอปัญหาที่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่อายุขัยมากแล้ว ช่วงนี้รู้สึกว่าอายุขัยใกล้จะหมดลง ในไม่ช้าก็จะต้องจากไป
แต่ทายาทในบ้านจนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครมีรากวิญญาณ กลัวว่าหลังจากตนเองตายไป ตระกูลจะไม่มีใครให้พึ่งพิง และฐานะของตระกูลจะเสื่อมถอย
ยิ่งกลัวว่าหลังจากตายไป หากในตระกูลมีคนที่มีรากวิญญาณปรากฏขึ้น จะไม่มีใครชี้แนะ ไม่มีทรัพยากรบำเพ็ญเพียร ต้องถูกกลบฝังอย่างน่าเสียดาย ตระกูลจะไม่สามารถฟื้นฟูได้
ตระกูลของซวนเจียนมีผู้บำเพ็ญเพียรอยู่ทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้ระดับพลังจะไม่สูงนัก จำนวนคนก็ไม่มาก แต่ก็สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ยืนยาวมากว่าแปดร้อยปีแล้ว
ตอนที่ซวนเจียนเกิด ในตระกูลยังมีผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนหนึ่ง คือบิดาของเขาซวนจงเอ้อ
หลังจากที่ซวนเจียนบรรลุนิติภาวะ ซวนจงเอ้อถูกสังหารในการต่อสู้แย่งชิงหญ้าวิญญาณครั้งหนึ่ง
ตระกูลซวนเจียนมีแผนที่ลึกลับสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ถือเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูล บอกเล่ากันปากต่อปาก ไม่เคยบอกแก่คนนอก
แผนที่ระบุถึงถ้ำอาศรมแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่มรณภาพของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน ด้านหน้าถ้ำอาศรมมีค่ายกลอาคมคุ้มกันอยู่
คนในตระกูลซวนเจียนทุกรุ่นต่างเคยพยายามเปิดถ้ำอาศรม แต่ล้วนเพราะระดับพลังต่ำเกินไป จึงไม่สามารถทำลายค่ายกลอาคมได้
ในบันทึกตระกูลซวนเจียนได้บันทึกระดับพลังของคนในตระกูลทุกรุ่นไว้ สูงสุดคือขั้นรวบรวมลมปราณระดับเจ็ด
เมื่อหลายปีก่อนที่ได้พบกัน ซวนเจียนได้ทราบว่าหลิวลี่ได้ช่วยเหลือผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานโดยไม่ได้ตั้งใจ และหลังจากนั้นได้รับของตอบแทนอย่างงาม ตอนนั้นซวนเจียนก็อยากจะถามว่า ในมือมีศาสตราอาคมที่ทรงพลังอย่างที่สุดหรือไม่ เพื่อจะขอยืมมาทำลายค่ายกลอาคม และนำสมบัติที่หลงเหลืออยู่ในถ้ำอาศรมออกมา
แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป เพราะเป็นความลับที่สืบทอดกันมาในตระกูล ไม่สามารถบอกเล่าแก่คนนอกได้ง่าย ๆ
และหากไม่บอกความลับแก่หลิวลี่ ต่อให้ในมือของหลิวลี่มีศาสตราอาคมที่ทรงพลัง ก็ไม่แน่ว่าจะให้ยืม
ในตอนนั้นร่างกายของซวนเจียนยังไม่มีปัญหาอะไร จึงคิดว่าหากมีทายาทที่มีรากวิญญาณปรากฏขึ้น ก็จะส่งมอบแผนที่ให้เขา
ปัจจุบันอายุขัยของซวนเจียนใกล้จะหมดลงแล้ว รอต่อไปไม่ไหวจริง ๆ จึงเขียนจดหมายไปสอบถามหลิวลี่ว่าในมือมีศาสตราอาคมที่ทรงพลังหรือไม่
“น้องชาย เจ้ามาได้พี่ใหญ่ยินดีมาก ต้องขอบใจเจ้าก่อน ในมือเจ้ามีศาสตราอาคมระดับสูงหรือไม่ พี่ใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้” หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันครู่หนึ่ง ซวนเจียนก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ซวนเจียนและหลิวลี่นั่งอยู่ในห้องลับ ทั้งสองคนมีผมขาวโพลนเต็มศีรษะ ต่างก็อายุเจ็ดสิบปีแล้ว
ใบหน้าของซวนเจียนซีดขาว เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ในทางกลับกันหลิวลี่กลับมีใบหน้าแดงระเรื่อ ไม่แสดงความชราภาพ
“พี่ใหญ่ เหตุใดจึงถามเช่นนี้กัน ท่านเจอเรื่องอะไรกันแน่” หลิวลี่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับเสียงเบา
“น้องเล็ก พี่ใหญ่มีความลับที่ยากจะเอ่ย” บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของซวนเจียนปรากฏร่องรอยความรู้สึกผิด ก่อนที่จะแน่ใจ เขาไม่อยากเปิดเผยเรื่องแผนที่
“พี่ใหญ่ ในมือน้องเล็กแม้ไม่มีศาสตราอาคมระดับสูง แต่มี ‘ยันต์เพลิงอักขระโซ่ระเบิด’ ระดับสามขั้นสูงแผ่นหนึ่ง พลานุภาพมหาศาล” หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลิวลี่ก็ตอบกลับ
ยันต์อาคมแผ่นนี้หลิวลี่ทะนุถนอมอย่างมาก เขาอยากจะเก็บไว้ให้หลานชายของตนเอง หลิวอวี้
“ยันต์อาคมระดับสามขั้นสูงหรือ พลานุภาพเป็นอย่างไรบ้าง” ซวนเจียนถามขึ้นทันทีอย่างตื่นเต้น บนใบหน้าที่ซีดขาวปรากฏสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย
“ผู้อาวุโสขั้นสร้างฐานท่านนั้นตอนที่มอบให้กล่าวว่า พลานุภาพเทียบเท่ากับการโจมตีหนึ่งครั้งของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานระดับต้น ให้ข้าใช้อย่างระมัดระวัง” หลิวลี่บอกตามความจริง ไม่ได้ปิดบังพี่ใหญ่ของเขา
“น้องเล็กเจ้าฟังข้าพูด…” ซวนเจียนจึงเล่าความลับของตระกูลให้หลิวลี่ฟังอย่างละเอียด และเชิญชวนให้เขาร่วมมือกันทำลายค่ายกล
หากทำลายค่ายกลสำเร็จ ของที่ได้จากถ้ำอาศรมจะแบ่งให้หลิวลี่ส่วนหนึ่ง จากนั้น ทั้งสองคนก็ปรึกษาหารือกันในห้องลับตลอดทั้งคืน
(จบตอน)