- หน้าแรก
- บัญชาสวรรค์หมื่นลี้
- บทที่ 3 ห้าเส้นชีพจรหลัก
บทที่ 3 ห้าเส้นชีพจรหลัก
บทที่ 3 ห้าเส้นชีพจรหลัก
ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรนั้นล้ำค่าที่สุด และสำคัญที่สุดเช่นกัน
ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนเมื่อเลือกเคล็ดวิชาหลัก จะระมัดระวังและใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะเคล็ดวิชาคือรากฐานในการบำเพ็ญเพียรของตน
ผู้บำเพ็ญเพียรฝึกฝนอย่างยากลำบาก ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดอำนาจบารมีหลังจากสำเร็จวิชา หรือเพื่อเสพสุขในเกียรติยศและทรัพย์สมบัติ
แก่นแท้ของมันอยู่ที่การแสวงหาชีวิตอันยืนยาว ความเป็นอมตะ และอายุขัยเท่าฟ้าดิน
เพียงแต่การฝืนชะตาฟ้าลิขิตชีวิตไหนเลยจะง่ายดาย อายุขัยของคนธรรมดามีไม่เกินเจ็ดสิบปี ส่วนผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณก็มีอายุขัยเพียงร้อยปี
แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานสามารถมีอายุยืนยาวได้หลายร้อยปี ส่วนผู้ฝึกตนขั้นแก่นทองคำที่สูงขึ้นไปสามารถมีอายุขัยได้นับพันปี
ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ขอบเขตการบำเพ็ญเพียรสายอาคมตามแบบแผนสามารถแบ่งออกเป็นขั้นรวบรวมลมปราณ ขั้นสร้างฐาน ขั้นแก่นทองคำ และขั้นปฐมวิญญาณ ส่วนขอบเขตที่สูงขึ้นไปนั้นมีน้อยคนนักที่จะรู้ เพราะผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถบรรลุถึงขั้นปฐมวิญญาณได้มีน้อยมาก
อายุขัยของผู้ฝึกตนขั้นปฐมวิญญาณนั้นยืนยาวยิ่งนัก สามารถนับเป็นพันปี ช่างน่าปรารถนาโดยแท้
หากผู้บำเพ็ญเพียรต้องการอายุยืนยาว ก็มีเพียงต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรเท่านั้น และคุณภาพของเคล็ดวิชาจะส่งผลโดยตรงว่าผู้ฝึกตนจะสามารถทะลวงขีดจำกัดของตนเองไปสู่ขอบเขตพลังที่สูงขึ้นได้หรือไม่
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร จะแบ่งตามคุณภาพออกเป็นสี่ระดับคือ ระดับสวรรค์ ระดับแผ่นดิน ระดับลึกล้ำ และระดับพื้นฐาน
แต่ละระดับยังแบ่งย่อยออกเป็นสามขั้นคือ ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง ในบรรดานั้นระดับสวรรค์สูงสุด ระดับแผ่นดินรองลงมา ระดับลึกล้ำรองลงมาอีก และระดับพื้นฐานต่ำที่สุด
การแบ่งระดับของเคล็ดวิชาหนึ่ง จะตัดสินจากสี่ปัจจัยหลักคือ ขอบเขต พลานุภาพ คอขวด และเส้นชีพจร
‘ขอบเขต’ ของเคล็ดวิชาหนึ่ง หมายถึงเนื้อหาที่เคล็ดวิชานั้นครอบคลุม ว่าสามารถฝึกฝนได้สูงสุดถึงขอบเขตใด
นั่นคือผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ จะสามารถบรรลุถึงขั้นสร้างฐาน หรือถึงขั้นแก่นทองคำได้
ข้อกำหนดขั้นต่ำสุดในการจัดเป็นเคล็ดวิชาระดับแผ่นดิน คือต้องสามารถฝึกฝนได้ถึงขั้นแก่นทองคำระดับต้น
เช่น เคล็ดวิชาประจำนิกายบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ‘คัมภีร์อริยะพิทักษ์มรรคา’ เป็นเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ขั้นต้น สามารถฝึกฝนได้สูงสุดถึงขั้นปฐมวิญญาณ นับเป็นรากฐานในการก่อตั้งนิกาย
‘พลานุภาพ’ ของเคล็ดวิชาหนึ่ง ตามชื่อของมันย่อมหมายถึงความแข็งแกร่งของอาคมที่มาพร้อมกับเคล็ดวิชา และผลของอาคมนั้นล้ำเลิศเพียงใด
เช่น ‘เคล็ดวิชาเกราะปฐพีพิทักษ์กาย’ เคล็ดวิชาระดับลึกล้ำขั้นต้น เคล็ดวิชานี้สามารถฝึกฝนได้ถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์เท่านั้น หรือก็คือขั้นรวบรวมลมปราณระดับสิบ
ต้องรู้ว่าโดยทั่วไปแล้วเคล็ดวิชาระดับลึกล้ำจะสามารถฝึกฝนได้ถึงขั้นสร้างฐาน
แต่เมื่อฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาเกราะปฐพีพิทักษ์กาย’ จนสำเร็จ เคล็ดวิชาจะมาพร้อมกับอาคมระดับสูงขั้นสาม ‘โล่ปฐพีหนา’ เมื่อร่ายจะดึงดินจากพื้นมารวมตัวเป็นโล่ป้องกันซึ่งมีพลังป้องกันน่าทึ่งมาก ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมลมปราณแทบไม่มีใครทำลายได้
เคล็ดวิชานี้ได้รับการยกระดับขึ้นก็เพราะอาคมที่มาพร้อมกันนั้นทรงพลัง
‘คอขวด’ ของเคล็ดวิชาหนึ่ง เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการแบ่งระดับของเคล็ดวิชามากที่สุดในบรรดาสี่ปัจจัยหลัก และเป็นส่วนที่ผู้บำเพ็ญเพียรให้ความสนใจมากที่สุดเช่นกัน
การบำเพ็ญเพียรสายอาคมตามแบบแผนเน้นความก้าวหน้าอย่างช้า ๆ จนสำเร็จผลตามธรรมชาติ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรเดินอยู่บนเส้นทางที่ฝืนลิขิตสวรรค์ ความยากลำบากในระหว่างนั้นคนธรรมดาหารู้ไม่
เมื่อระดับพลังค่อย ๆ สูงขึ้น คอขวดก็ย่อมตามมา
เช่น เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรฝึกฝนจนถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ และจะทะลวงสู่ขั้นสร้างฐาน ก็จะต้องเผชิญกับคอขวดที่ราวกับฝันร้าย
ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรมีผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนที่ติดอยู่ที่จุดนี้ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว หมดหวังในชีวิตอมตะ และแก่ตายไปในที่สุด จะเห็นได้ว่าการทะลวงคอขวดนั้นยากลำบากเพียงใด
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาแตกต่างกัน ความยากลำบากที่พบเจอเมื่อทะลวงคอขวดจึงแตกต่างกันไปด้วย
เคล็ดวิชาบางอย่างมีพลานุภาพมหาศาล แต่คอขวดที่พบเจอก็มีมากและค่อนข้างยากลำบาก ส่วนเคล็ดวิชาบางอย่างแม้พลานุภาพจะธรรมดา แต่การทะลวงคอขวดก็จะง่ายกว่าเล็กน้อย
เพราะแก่นแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรคือการแสวงหาชีวิตอันยืนยาว ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จึงมักนิยมเลือกเคล็ดวิชาที่แม้พลานุภาพของอาคมจะไม่มาก แต่มีคอขวดน้อยและทะลวงผ่านได้ง่าย
เช่น สำนักบำเพ็ญเพียรยักษ์ใหญ่ใจกลางทวีปปฐมบูรพา สำนักเที่ยงธรรมมีเคล็ดวิชาหลักคือ ‘คัมภีร์จารึกมหาธรรม’ ซึ่งพลานุภาพของอาคมที่ได้จากการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้นับว่าธรรมดามาก อาจถือได้ว่าอ่อนแออย่างที่สุด
แต่เคล็ดวิชานี้กลับเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร เป็นเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนต่างแห่แหนกันไปหาก็เพราะมีคอขวดน้อยและทะลวงผ่านได้ง่ายมาก
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาธรรมดาอื่น ๆ โอกาสที่จะทะลวงจากขั้นรวบรวมลมปราณไปสู่ขั้นสร้างฐานคือหนึ่งในพัน กล่าวคือผู้บำเพ็ญเพียรหนึ่งพันคนอาจมีเพียงคนเดียวที่เลื่อนระดับได้
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝน ‘คัมภีร์จารึกมหาธรรม’ ในหนึ่งร้อยคนจะมีหนึ่งคนที่สามารถเลื่อนระดับได้อย่างราบรื่น กล่าวได้ว่ามีความสามารถฝืนลิขิตสวรรค์ ช่างน่าปรารถนานัก
ความเร็วในการฝึกฝนเคล็ดวิชาหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับ ‘เส้นชีพจร’ ในบรรดาสี่ปัจจัยหลักของเคล็ดวิชา
เป็นที่ทราบกันดีว่ารากฐานของการบำเพ็ญเพียรสายอาคมอยู่ที่ตันเถียน กระบวนการจากขั้นรวบรวมลมปราณไปสู่ขั้นสร้างฐาน ในช่วงเริ่มต้นเป็นเพียงการดูดซับปราณวิญญาณจากฟ้าดิน แล้วเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณเก็บสะสมไว้ในตันเถียน
เมื่อพลังวิญญาณในตันเถียนมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขีดจำกัดและไม่สามารถเก็บได้อีก จะต้องปรับปรุงและขยายตันเถียนเพื่อให้สามารถเก็บพลังวิญญาณได้มากขึ้น
การดึงดูดปราณวิญญาณจากฟ้าดิน นำเข้าสู่ตันเถียนและเก็บสะสม จะต้องอาศัยเส้นชีพจรที่เชื่อมต่อกับตันเถียน
ภายนอกตันเถียนของมนุษย์มีเส้นชีพจรนับไม่ถ้วนพันอยู่รอบ ๆ เหมือนกับรากของต้นไม้แก่ที่พันกันอย่างสลับซับซ้อน
เส้นชีพจรหลักห้าเส้นที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียรเป็นหลักได้แก่ เส้นชีพจรแก่นปราณ เส้นชีพจรแก่นกำเนิด เส้นชีพจรแก่นสมบูรณ์ เส้นชีพจรแก่นชีวิต และเส้นชีพจรแก่นหยาง
การฝึกฝนเคล็ดวิชาส่วนใหญ่จะดูดซับปราณวิญญาณผ่านเส้นชีพจรทั้งห้านี้
ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของแต่ละเคล็ดวิชา หรือก็คือปริมาณการดูดซับปราณวิญญาณนั้นไม่เท่ากัน
รากฐานของมันอยู่ที่ว่าเมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ได้ใช้เส้นชีพจรหลักทั้งห้าเส้นไปกี่เส้น และมีเส้นชีพจรอีกกี่เส้นที่อยู่ในสภาพว่างเว้น
‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ ที่หลิวอวี้ฝึกฝนนั้น จะฝึกฝนผ่านเส้นชีพจรหลักสามเส้นคือ เส้นชีพจรแก่นชีวิต เส้นชีพจรแก่นกำเนิด และเส้นชีพจรแก่นปราณ
เมื่อฝึกฝนจึงมีเพียงเส้นชีพจรหลักสามเส้นนี้ที่ดูดซับปราณวิญญาณ ส่วนเส้นชีพจรแก่นสมบูรณ์และแก่นหยางอีกสองเส้นจะถูกปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้ดูดซับปราณวิญญาณ
ส่วนเคล็ดวิชาประจำนิกายบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ‘คัมภีร์อริยะพิทักษ์มรรคา’ เมื่อฝึกฝนเส้นชีพจรหลักทั้งห้าเส้นจะดูดซับปราณวิญญาณพร้อมกัน ความเร็วช้าในการฝึกฝนเคล็ดวิชาทั้งสองจึงเห็นได้อย่างชัดเจน
แม้ว่า ‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ จะฝึกฝนเพียงสามเส้นชีพจรหลัก แต่ความเร็วในการฝึกฝนก็ไม่ช้าแล้ว
ขณะที่ ‘เคล็ดวิชาเกราะปฐพีพิทักษ์กาย’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับลึกล้ำขั้นต้นเช่นเดียวกันนั้น จะฝึกฝนเพียงสองเส้นชีพจรหลักคือเส้นชีพจรแก่นปราณและแก่นกำเนิด และเสริมด้วยการฝึกเส้นชีพจรข้างอีกหนึ่งเส้น
เมื่อเทียบกันแล้ว เพียงแค่ความเร็วในการฝึกฝนก็ช้ากว่า ‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ อย่างน้อยสองส่วน แต่หากพูดถึงพลานุภาพของเคล็ดวิชาแล้ว กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แข็งแกร่งกว่าไม่ใช่แค่เล็กน้อย
เหตุผลที่หลิวอวี้เลือกฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ ก็เพราะเห็นแก่ความเร็วในการฝึกฝนของเคล็ดวิชานี้นั่นเอง
ต้องรู้ว่าอาคมที่มาพร้อมกับ ‘เคล็ดวิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ คือ ‘วิชาบ่มเพาะรากฐานพฤกษาดิน’ ซึ่งเป็นเพียงอาคมระดับสอง ทั้งยังเป็นอาคมเสริมประเภทรักษาอาการบาดเจ็บ จึงไม่มีพลานุภาพใด ๆ ให้พูดถึงเลย และผลการรักษาก็ธรรมดามาก
ที่ตันเถียนนอกจากเส้นชีพจรหลักทั้งห้าเส้นแล้ว ยังมีเส้นชีพจรข้างอีกนับไม่ถ้วนที่สามารถดูดซับปราณวิญญาณได้
เคล็ดวิชาส่วนใหญ่ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรเลือกใช้เส้นชีพจรหลักทั้งห้า ก็เพราะว่าเส้นชีพจรทั้งห้านี้มีขนาดใหญ่ แข็งแรง และมั่นคง
ขนาดที่ใหญ่ของเส้นชีพจรหมายความว่าปริมาณการดูดซับปราณวิญญาณขณะฝึกฝนมีมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการฝึกฝน
ความแข็งแรงและความมั่นคงหมายถึงความปลอดภัย ต้องรู้ว่าตันเถียนตั้งอยู่ในจุดสำคัญของร่างกายมนุษย์ จะเสียหายแม้แต่น้อยไม่ได้ หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
เส้นชีพจรข้างไม่เพียงเล็ก ปราณวิญญาณที่ดูดซับได้ยังมีจำกัดมาก ที่สำคัญที่สุดคือไม่มั่นคงและบาดเจ็บได้ง่าย
เมื่อเส้นชีพจรเสียหายเพียงเล็กน้อยก็จะส่งผลกระทบไปทั้งร่าง อย่างเบาจะส่งผลต่อการบำเพ็ญเพียร อย่างหนักอาจถึงแก่ชีวิต
แต่ผู้บำเพ็ญเพียรเดิมทีก็เป็นผู้ฝืนลิขิตสวรรค์ คนส่วนใหญ่เนื่องจากรากวิญญาณของตนผสมปนเป คุณสมบัติธรรมดา และเคล็ดวิชาหลักมีระดับต่ำ ทำให้ความเร็วในการฝึกฝนเชื่องช้า
ด้วยความสิ้นหวังและความไม่ยอมแพ้ในใจ พวกเขาจึงเสี่ยงอันตรายไปฝึกฝนเส้นชีพจรข้างที่ไม่รู้จักอย่างบีบบังคับ
เพียงแต่จุดจบของการเดินบนทางสายเสี่ยงนี้ ส่วนใหญ่มักจะจบไม่สวยและตายอย่างกะทันหัน มีเพียงผู้โชคดีส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเปิดเส้นชีพจรข้างได้สำเร็จ และเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนของตน
คนเหล่านี้เขียนประสบการณ์และข้อคิดของตนเป็นเคล็ดวิชาพิเศษทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง
แต่เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน คนรุ่นหลังที่ฝึกฝนก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน ส่วนใหญ่จึงตายอย่างกะทันหันเหมือนกัน
ต้องผ่านการฝึกฝนของผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนที่ไม่กลัวความตาย และการสรุปบทเรียนเลือดนับครั้งไม่ถ้วน จึงจะสามารถค้นพบเส้นชีพจรข้างที่มั่นคงและสามารถฝึกฝนได้สำเร็จ
จะเห็นได้ว่าเบื้องหลังของทุกเคล็ดวิชามีแต่กองกระดูก ซึ่งพอจะบอกได้ถึงอันตรายที่มาพร้อมกับการบำเพ็ญเพียร
แต่ปราณวิญญาณที่เส้นชีพจรข้างดูดซับได้มีจำกัดมาก ปราณวิญญาณที่เส้นชีพจรข้างหนึ่งร้อยเส้นดูดซับพร้อมกัน อาจยังไม่เท่าปริมาณปราณวิญญาณที่เส้นชีพจรหลักเพียงเส้นเดียวดูดซับได้
(จบตอน)