- หน้าแรก
- หน่วยพิฆาตแห่งจักรวรรดิ
- บทที่ 22 ร่องสนามเพลาะเต็มไปด้วยพวกทิวทอน!
บทที่ 22 ร่องสนามเพลาะเต็มไปด้วยพวกทิวทอน!
บทที่ 22 ร่องสนามเพลาะเต็มไปด้วยพวกทิวทอน!
บทที่ 22 ร่องสนามเพลาะเต็มไปด้วยพวกทิวทอน!
ตั้งแต่เมื่อวานนี้ โจคิดหาวิธีตั้งหมื่นวิธีที่อาจทำให้เบลล่าผู้โชคดีต้องติดหล่ม
แม้กระทั่งตอนที่เบลล่าผู้โชคดีมาถึงแนวหน้า เขาก็ยังกัดฟันข่มความรู้สึกไว้ เพราะรถถังคันนี้ไม่ได้ติดหล่มโคลนจนลากไม่ออกอย่างที่เขานึกกังวล
แต่โจไม่เคยคาดคิดเลยว่า เบลล่าผู้โชคดีจะมาติดหล่มเอาในเวลานี้ ในสถานที่แห่งนี้ และกะทันหันเช่นนี้
เมื่อเขาได้ยินเสียงของเฮอร์เบิร์ตที่สั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ว่า "จบสิ้นแล้ว! ผมว่าพวกเราติดหล่มครับ!" สมองของโจก็พลันอื้ออึงไปหมด
หากไม่ใช่เพราะพระเจ้าที่นี่ก็เหมือนกับพระเจ้าบนโลกมนุษย์ ที่ไม่แม้แต่จะใยดีในตอนที่บุตรชายของพระองค์ถูกตรึงกางเขน โจคงคิดไปแล้วว่าต้องมีใครบางคนจงใจกลั่นแกล้งเขาอย่างแน่นอน
มิฉะนั้นแล้ว ทำไมรถถึงไม่ติดหล่มก่อนหน้านี้ หรือหลังจากนี้ แต่กลับมาติดเอาในจังหวะที่เลวร้ายที่สุดพอดีเชียวหรือ?
แม้สถานการณ์จะเหนือความคาดหมาย แต่หลังจากยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง โจก็เริ่มออกคำสั่งทันที
"เฮอร์เบิร์ต! เลิกเหยียบคันเร่งได้แล้ว! ปล่อยมัน! นายจะเหยียบได้ก็ต่อเมื่อฉันสั่งเท่านั้น!"
หลังจากตะโกนใส่เฮอร์เบิร์ต โจก็เสี่ยงชะโงกหน้าออกไปดูข้างนอกผ่านช่องที่แตกบนหลังคารถ
ดูเหมือนว่านับตั้งแต่เบลล่าผู้โชคดีเข้าสู่สนามรบ การตะลุมบอนอันสับสนวุ่นวายระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ได้กลายเป็นการรุมกินโต๊ะฝ่ายเดียว จนพวกทิวทอนแตกพ่ายไม่เป็นขบวน พวกทิวทอนรอบๆ ถูกอำนาจการยิงของเบลล่าผู้โชคดีกดดันจนไม่สามารถโผล่หัวขึ้นมาจากร่องสนามเพลาะได้
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ โจจึงหันไปสั่งหน่วยลาดตระเวนสนามเพลาะที่เบียดกันแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่ในรถถังพร้อมปืนไรเฟิลในมือ
"พวกนายออกไป! ออกไปให้หมด! จัดแนวป้องกันรอบรถถังไว้ อย่าให้พวกทิวทอนเข้าใกล้รถถังแล้วโยนระเบิดเข้ามาข้างในเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราจบเห่กันหมดแน่!"
สิ้นคำสั่งของโจ สมาชิกหน่วยลาดตระเวนก็เปิดประตูรถแล้วพุ่งตัวออกไปโดยไม่เอ่ยปากถามสักคำ
ในขณะที่หน่วยลาดตระเวนพุ่งออกไป โจก็ตะโกนบอกลูกเรือที่เหลือว่า
"ไม่ต้องประหยัดกระสุน! ยิงปืนทุกกระบอกและปืนใหญ่ให้หมด! อย่าปล่อยให้พวกมันตั้งตัวได้เด็ดขาด!"
พูดจบ โจก็ชักปืนพกลูกโม่จากเอว เตรียมจะพุ่งออกไปทางช่องประตู แต่เดินไปได้เพียงสองก้าวก็ถูกลูกเรือคนหนึ่งดึงตัวไว้
"หัวหน้าครับ ท่านจะลงไปทำอะไร?"
โจปัดมือลูกเรือคนนั้นออก
"ฉันจะลงไปกู้รถ! ถ้าเราติดแหง็กกันอยู่อย่างนี้ เราตายกันหมดแน่! พวกนายคอยส่งกระสุนให้พวกข้างนอกไป ไม่ต้องห่วงฉัน!"
ในขณะที่โจกำลังพุ่งออกจากรถถัง นายพลทิวทอนที่ถูกต้อนติดผนังรถก็นิ่งมองโจอย่างใช้ความคิด แววตาแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
เมื่อพุ่งออกมาจากรถถัง โจก็ปิดประตูตามหลังแล้วรีบวิ่งไปที่ด้านหน้าของตัวรถทันที
เมื่อเห็นรถกึ่งสายพานที่จมลงไปในหล่มโคลน โจก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สภาพของรถถังดีกว่าที่โจคาดไว้มาก แม้ส่วนหน้าจะติดอยู่ในหล่มโคลน แต่ก็ไม่ได้ลึกจนเกินไป อย่างน้อยสายพานข้างหนึ่งและส่วนใหญ่ของอีกข้างยังโผล่พ้นโคลนขึ้นมาได้ ดังนั้นมันจึงยังพอมีทางกู้คืน
ใครที่เคยเอารถไปติดหล่มบ่อยๆ จะรู้ดีว่า โดยทั่วไปแล้วมีสองวิธีที่เร็วที่สุดในการกู้รถ
วิธีแรกคือหารถที่มีกว้านมาจอดข้างหน้าแล้วใช้สายเคเบิลลากออกไป
ชัดเจนว่าโจไม่สามารถเสกขว้านออกมาได้ในตอนนี้ เขาจึงเตรียมใช้วิธีที่สอง นั่นคือการยัดแผ่นไม้หรือท่อนไม้ลงไปข้างหน้าสายพานที่ติดหล่ม เพื่อลดแรงกดของสายพานต่อพื้นโคลนและยอมให้รถถังตะกุยออกจากหล่มได้ด้วยตัวเอง
แต่แล้วโจก็ต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกับวิธีแรก นั่นคือเขาจะไปหาแผ่นไม้หรือท่อนไม้เหล่านั้นมาจากไหนในสมรภูมิเช่นนี้?
ทันใดนั้น โจก็นึกถึงสถานที่ที่เขาสามารถหาแผ่นไม้จำนวนมากได้ และที่แห่งนั้นก็อยู่ใกล้เขามาก คำถามเดียวคือ เขาอยากจะไปที่นั่นจริงๆ หรือ?
และคำตอบก็คือ ใช่
หลังจากกวาดสายตาไปรอบๆ สายตาของโจก็หยุดลงที่ร่องสนามเพลาะของทิวทอนซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ในฐานะอดีตทหารช่าง โจรู้ดีว่าเพื่อให้ร่องสนามเพลาะมีความแข็งแรง ร่องมาตรฐานจะใช้แผ่นไม้จำนวนมากในการเสริมโครงสร้าง และมีแผ่นไม้ปูทางระบายน้ำที่ก้นร่องเพื่อให้ร่องแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
ดังนั้น ตราบใดที่เขาเข้าไปในร่องสนามเพลาะนั้นได้ โจก็จะหาแผ่นไม้ได้ และอาจจะได้พลั่วทหารช่างมาขุดโคลนหน้าสายพานเพื่อสอดแผ่นไม้เข้าไปด้วย
อย่างที่สุภาษิตโบราณว่าไว้ ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ต้องลงมือ
โจถือปืนพกวิ่งเหยาะๆ ไปหาลิบสิบหน่วยลาดตระเวนที่หมอบอยู่ในหลุมระเบิดเพื่อเฝ้าระวัง และเอ่ยกับเขาว่า
"ขอคนตามฉันไปสองคน ฉันต้องไปเอาแผ่นไม้จากร่องสนามเพลาะข้างหน้า"
แม้สายตาของสิบตรีที่มองโจนจะเต็มไปด้วยคำถามว่า 'อะไรมันจะสำคัญขนาดต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในร่องสนามเพลาะของพวกทิวทอน?' แต่เขาก็ชะงักเพียงครู่เดียวแล้วกวักมือเรียกคนข้างหลัง
"เอ็ดเวิร์ด! มานี่!"
พูดจบเขาก็มองโจพร้อมกับแสดงเจตจำนง "ผมก็มีปืนพก ปืนไรเฟิลมันเกะกะเกินไปในร่องสนามเพลาะ ผมจะไปกับท่านด้วย"
ว่าแล้วสิบตรีก็วางปืนไรเฟิลลง ชักปืนพกและมีดพกออกมาจากเข็มขัด แล้วหันไปสั่งเอ็ดเวิร์ดที่วิ่งถือปืนไรเฟิลเข้ามา "เราต้องตามร้อยโทเข้าไปเอาของในร่องสนามเพลาะของพวกทิวทอน เตรียมตัวให้ดี เจอใครให้ยิงก่อนแล้วค่อยถาม เข้าใจไหม?"
"รับทราบครับ!"
เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าให้สิบตรีและโจ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองพร้อมแล้ว โจก็หันไปโบกมือให้สัญญาณแก่เบลล่าผู้โชคดี โดยส่งสัญญาณให้พลปืนในป้อมปืนด้านข้างยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าไปในร่องสนามเพลาะส่วนนั้น
พลปืนเข้าใจสัญญาณของโจ และในวินาทีถัดมา เปลวไฟก็ระเบิดขึ้นในร่องสนามเพลาะช่วงดังกล่าว
"ไป!"
ในขณะที่เศษทรายและกรวดที่ถูกแรงระเบิดดีดขึ้นไปยังคงร่วงหล่นลงมาเหมือนสายฝน โจ สิบตรี และเอ็ดเวิร์ดก็ก้มตัวต่ำแล้วพุ่งทะยานไปยังร่องสนามเพลาะแห่งนั้น
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงขอบร่องสนามเพลาะ
ตามปกติแล้ว โจควรจะกระโดดลงไปในร่องทันทีตามกฎการฝึก แต่เขากังวลว่าแรงระเบิดเมื่อครู่อาจทำให้แผ่นไม้ส่วนใหญ่เสียหาย
หากแผ่นไม้พังยับเยิน เขาไม่กระโดดลงไปเสียเที่ยวหรือ?
ก่อนจะกระโดดลงไป โจจึงหยุดและชะโงกหน้ามองลงไปข้างใน
ทันใดนั้น โจก็เห็นทหารทิวทอนกลุ่มหนึ่ง สวมหมวกเหล็กและถือปืน ยืนเบียดกันแน่นอยู่ในร่องสนามเพลาะ
ดูเหมือนจะได้ยินเสียงฝีเท้าหรือสัมผัสได้ถึงสายตาของโจ ทหารทิวทอนที่เนื้อตัวมอมแมมและมีเศษทรายจากแรงระเบิดติดอยู่บนหมวกเหล็ก ต่างเงยหน้าขึ้นมองโจที่อยู่นอกร่องสนามเพลาะพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เมื่อเผชิญกับภาพนี้ โจถึงกับเลือดเย็นวาบ เพิ่งจะโดนปืนใหญ่ยิงใส่ไปไม่ใช่หรือ? ทำไมคนพวกนี้ถึงไม่เป็นอะไรเลยสักนิด?!
ทหารทิวทอนในร่องเองก็ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าจะมีชาวบริทาเนียโผล่มาแต่ไกลจากข้างนอกร่องในเวลานี้
ความเงียบจึงเข้าปกคลุมทั้งในและนอกร่องสนามเพลาะอยู่ชั่วขณะ จนกระทั่งนายทหารชั้นประทวนคนหนึ่งของทิวทอนเป่านกหวีดที่คาบอยู่ในปาก
เมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น ความเงียบอันสั้นก็ถูกทำลายลง ทหารทิวทอนในร่องต่างยกปืนขึ้นเล็งมาที่โจ
โจที่ได้สติก็ยกปืนพกขึ้นยิงสุ่มเข้าไปในร่องหลายนัด แล้วล้มตัวลงนอนกับพื้นทันที
เนื่องจากท่าทางนี้ไม่สะดวกต่อการบรรจุกระสุน โจที่ยิงกระสุนในลูกโม่ออกจนหมด จึงชักปืนพกอีกกระบอกที่นายพลทิวทอนมอบให้ขึ้นมาแทน
ในจังหวะนั้นเอง สิบตรีและเอ็ดเวิร์ดก็วิ่งมาถึงข้างกายโจ
"เป็นอะไรไหม? ท่านถูกยิงหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินเสียงสิบตรี โจก็ตะโกนตอบสุดเสียง
"พวกทิวทอน! ในร่องนั่นมีพวกทิวทอนเต็มไปหมด!"
ขณะที่โจกำลังพูด หัวของทหารทิวทอนคนหนึ่งก็โผล่พ้นร่องออกมา
ยังไม่ทันได้เห็นหน้าชัดเจน โจก็ยกปืนขึ้นยิงทันที
ทหารทิวทอนคนนั้นหงายหลังตกลงไปในร่องสนามเพลาะ
เมื่อได้ยินว่ามีศัตรูอยู่ในร่อง สิบตรีผู้เจนศึกก็ชักระเบิดมือออกมาจากเข็มขัด กัดสลักแล้วโยนเข้าไปในร่องทันที
เอ็ดเวิร์ดที่วิ่งตามมาไม่ได้ยินที่โจตะโกนชัดเจนนัก แต่เมื่อเห็นสิบตรีโยนระเบิด เขาก็รีบชักระเบิดมือออกมาโยนตามเข้าไปติดๆ
ในเวลาเดียวกัน ทหารทิวทอนในร่องก็เริ่มโยนระเบิดมือออกมาเช่นกัน แต่เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของโจและพวกที่อยูข้างนอก
ระเบิดที่พวกทิวทอนโยนออกมาจึงมักจะตกไปในทิศทางที่ไม่ตรงกับจุดที่พวกโจหมอบอยู่เท่าใดนัก
ในขณะที่คนในและนอกร่องแลกเปลี่ยนของกำนัลกันอย่างไม่เป็นมิตร เสียงตะโกนของทั้งชาวทิวทอนและบริทาเนียก็ดังระงมไปทั่ว
แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่เข้าใจคำพูดของกันและกัน แต่จากสถานการณ์แล้ว คงหนีไม่พ้นคำว่า "ระเบิดมา!" หรือ "หมอบลง!"
ตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ดังขึ้นเกือบจะพร้อมกันทั้งในและนอกร่อง โจเอามือกุมหัวนอนราบกับพื้น และเริ่มนึกเสียใจว่าทำไมตอนฝึกทหารสัญญาบัตรเขาถึงไม่ตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้ ถ้าเขาฟังให้ดี เขาคงไม่หลงทางใช่ไหม?
ถ้าเขาไม่หลงทาง เขาก็คงไม่ต้องมาติดหล่มที่นี่ และถ้าไม่ติดหล่ม เขาก็ไม่ต้องมานอนโดนระเบิดอยู่ตรงนี้... เมื่อเสียงระเบิดเงียบลง ก่อนที่โจจะทันเงยหน้าขึ้น สิบตรีก็ถือปืนพกไปที่ขอบร่องแล้วระดมยิงเข้าไปข้างใน
"เอาละ ในร่องนี่เคลียร์แล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจจึงเงยหน้าขึ้นแล้วตะเกียกตะกายมุดลงไปในร่องสนามเพลาะ
เมื่อกระโดดลงไปเห็นทหารทิวทอนนอนระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด โจก็มีความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
แต่อย่างไรก็ตาม เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาซาบซึ้งใจ
หลังจากสำรวจร่องสนามเพลาะ โจก็ล้มเลิกความคิดที่จะแกะแผ่นไม้บุผนังทันที
แม้แผ่นไม้หนาเหล่านี้จะไม่ได้รับความเสียหายมากนักจากการระเบิดและยังพอใช้ได้ แต่โจได้พบวัสดุที่ดีกว่านั้นแล้ว
นั่นคือปืนไรเฟิลและหมวกเหล็กของพวกทิวทอน
แม้พื้นผิวของปืนไรเฟิลจะไม่กว้างเท่าแผ่นไม้ แต่ปืนเหล่านี้มีสายสะพาย ซึ่งทำให้ขนย้ายได้สะดวก
หากเขาขนแผ่นไม้ ด้วยขนาดของมัน เขาคงขนได้มากที่สุดแค่ทีละสองแผ่น แต่ถ้าเขาลากปืนไรเฟิลพวกนี้ไป เขาจะขนไปได้เป็นกองในคราวเดียว!
อย่างที่บิดาผู้เปี่ยมเมตตาเคยกล่าวไว้ ปริมาณคือคุณภาพอย่างหนึ่ง!
ไม่เอาแล้วแผ่นไม้ เอาปืนไรเฟิลทิวทอนพวกนี้แหละ!
หลังจากเปลี่ยนเป้าหมาย โจและพวกก็รวบรวมปืนไรเฟิลจากศพทหารทิวทอนได้อย่างรวดเร็ว โจยังได้พลั่วทหารช่างมาอีกสองอันด้วย
ทั้งสามคนลากกองปืนไรเฟิลพร้อมคว้าพลั่วและปืนของตนเองพากันออกจากร่องสนามเพลาะ
ทว่า เมื่อก้าวพ้นร่องสนามเพลาะ โจก็ต้องประหลาดใจ "เอ๊ะ ทำไมเสียงปืนเสียงปืนใหญ่ในสนามรบถึงเงียบไปหมดล่ะ? เกิดอะไรขึ้น?"
โจมองไปอีกทาง และเห็นกลุ่มคนที่สวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินกำลังเดินคุยกันมุ่งหน้าไปยังเบลล่าผู้โชคดี
ก่อนหน้านี้เขาตื่นเต้นเกินไปจนไม่ได้สนใจคนในชุดน้ำเงินเหล่านี้ แต่ตอนนี้เมื่อใจเย็นลง โจก็ตระหนักได้ว่า นั่นไม่ใช่ทหารกองทัพโกลหรอกหรือ?
แล้วชายที่นำหน้าพวกเขานั่นกำลังทำอะไร มือหนึ่งถือขวดเหล้า อีกมือหนึ่งถือธงโกลมาด้วย?
เท้าที่เหยียบคันเร่งส่งท้ายนั่นพาฉันมาโผล่ที่ไหนกันแน่เนี่ย?
แล้วพวกนั้นจะไปที่รถถังทำไม?
ซวยแล้ว! ในรถฉันยังมีนายพลทิวทอนกับพวกนายทหารฝ่ายเสนาธิการอยู่อีกโขยง ถ้าพวกนั้นไปเห็นเข้า จะไม่เกิดเรื่องใหญ่หรือไง?!
ฌอง-ปิแอร์ มือหนึ่งถือขวดไวน์มีฟอง อีกมือหนึ่งถือธงโกล เดินเข้าหากล่องเหล็กอัปลักษณ์อย่างระแวดระวัง
"หัวหน้าครับ เราจะไปจริงๆ หรือ? เจ้านั่นมันดูอันตรายนะ"
"จะกลัวไปทำไม"
ฌอง-ปิแอร์เอ่ยกับสิบตรีที่เพิ่งพูดขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง
"ตอนที่เราโดดลงร่องเมื่อกี้ ฉันเห็นคนทึ่ออกมาจากรถนั่นสวมชุดของกองกำลังบริทาเนีย พวกเขาเพิ่งจะสกัดพวกทิวทอนที่พยายามหนีผ่านร่องสื่อสารไปได้ นี่ต้องเป็นพวกเดียวกันแน่นอน"
เขามองไปยังสิ่งประดิษฐ์เหล็กอันอัปลักษณ์ แล้วลดเสียงลงเอ่ยว่า
"พวกเขาสามารถมาโผล่ข้างหลังพวกทิวทอนได้ แสดงว่าพวกเขาต้องตีฝ่าแนวป้องกันของทิวทอนมาได้ไกลมาก และยังมีแก่ใจมาช่วยพวกเราอีก ดังนั้น พวกแกทุกคน วางมาดให้ดีอย่าให้เสียหน้าเด็ดขาด! ไม่อยากถูกพวกบริทาเนียดูถูกเอาใช่ไหมล่ะ?"
เมื่อได้ยินฌอง-ปิแอร์พูดเช่นนั้น เหล่านายทหารและนายสิบชาวโกลที่ตามเขามาเพื่อสมทบกับมิตรประเทศต่างก็ยืดอกจนหลังตรง แม้ตามปกติในร่องสนามเพลาะพวกเขาจะไม่มีภาพลักษณ์ให้รักษา และถึงขั้นชอบล้อเลียนคนที่สละเวลามาจัดระเบียบตัวเอง โกนหนวดเครา หรือล้างหน้าด้วยน้ำดื่มอันน้อยนิด
แต่เมื่อรู้ว่าจะต้องไปพบกับมิตรประเทศ และพวกตนคือหน้าตาของโกล นายทหารและนายสิบเหล่านี้ก็เริ่มนึกเสียใจว่าทำไมเช้านี้ถึงไม่จัดแจงตัวเองให้เรียบร้อย แค่โกนหนวดเคราสักหน่อยก็ยังดี
ในขณะเดียวกัน มีคนในกลุ่มกระซิบถามฌอง-ปิแอร์ว่า
"หัวหน้าครับ ผมพกกล้องมาด้วย เดี๋ยวผมขอถ่ายรูปเก็บไว้สักสองสามใบได้ไหม?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่ไม่ได้ดูแลตัวเองเลยตั้งแต่มารับหน้าที่แนวหน้า ต่างก็จ้องเขม็งไปยังคนถือกล้อง
บัดซบ แกจะมาถ่ายรูปตอนที่ฉันดูสภาพแย่ที่สุดเนี่ยนะ? แกคิดอะไรอยู่กันแน่?!
แต่สำหรับฌอง-ปิแอร์ที่มักจะดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ เขาไม่มีความกังวลเช่นนั้น ในทางกลับกัน เขารู้สึกว่าในชั่วขณะประวัติศาสตร์เช่นนี้ หากมีภาพถ่ายเก็บไว้ เขาจะสามารถเอาไปโอ้อวดให้หลานๆ ฟังได้ในภายหลังว่าเขาได้เตะก้นพวกทิวทอนในสนามรบอย่างราบคาบเพียงใด
ฌอง-ปิแอร์จึงประกาศกร้าวว่า "ถ่ายเลย! ถ่ายเยอะๆ และถ่ายให้มันออกมาดูดีด้วย"
ขณะที่พูด ฌอง-ปิแอร์ก็เห็นนายทหารบริทาเนียคนหนึ่งและทหารอีกสองคน ลากกองปืนไรเฟิลออกมาจากร่องสนามเพลาะแล้วเดินตรงไปยังกล่องเหล็กอัปลักษณ์
ภาพนั้นทำให้ฌอง-ปิแอร์รู้สึกสับสนเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้น? บริทาเนียตกต่ำถึงขนาดที่นายทหารต้องนำทีมมาเก็บของเชลยทันทีหลังจากรบเสร็จเลยหรืออย่างไร?