เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ความฝันในห้องมืด

บทที่ 12 ความฝันในห้องมืด

บทที่ 12 ความฝันในห้องมืด


บทที่ 12 ความฝันในห้องมืด

หากว่ากันตามทฤษฎีแล้ว พระเจ้าจอร์จและจักรพรรดิฟรีดริชที่ 2 แห่งจักรวรรดิทิวทัน ต่างก็ไม่มีความบาดหมางส่วนตัวต่อกัน อันที่จริงเมื่อไล่เรียงตามผังเครือญาติแล้ว ทั้งสองพระองค์มีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้องกันเสียด้วยซ้ำ

จะบอกว่าเลือดข้นกว่าน้ำก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่มันคือสายสัมพันธ์ที่ตัดกันไม่ขาดอย่างแน่นอน

แม้หลังจากมหาสงครามปะทุขึ้น พระเจ้าจอร์จจะทรงตัดสินพระทัยเปลี่ยนนามสกุลเพื่อแสดงจุดยืนว่าอยู่คนละข้างกับจักรวรรดิทิวทันอย่างเด็ดขาดเพื่อเลี่ยงคำครหาเพียงใดก็ตาม

ทว่าแม้สงครามจะเริ่มไปแล้ว พระเจ้าจอร์จก็ไม่เคยคาดคิดว่าลูกพี่ลูกน้องของพระองค์จะยอมทำถึงขนาดนี้เพียงเพื่อชัยชนะ

ใช่แล้ว... เพื่อชัยชนะ หมอนั่นเริ่มจากการใช้แก๊สพิษในสมรภูมิ ตามด้วยการให้ทหารช่างใช้เครื่องพ่นไฟในการรบ และหนักข้อถึงขั้นส่งเรือเหาะเซพเพลินมาทิ้งระเบิดถล่มลอนดอน

แต่พระเจ้าจอร์จทรงรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นยังพอทำเนา เพราะอย่างไรเสียทุกอย่างก็ทำไปเพื่อชัยชนะ

พระองค์เองก็ทรงอนุมัติการผลิตและใช้งานกระสุนแก๊สเพื่อตอบโต้การใช้แก๊สพิษของพวกทิวทัน และฝูงบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินของราชนาวีก็เคยบุกโจมตีฐานทัพเรือและฐานจอดเรือเหาะของพวกทิวทันมาแล้ว ถือว่าเจ้าคิดเจ้าแค้นกันไปมาอย่างเท่าเทียม

แต่สิ่งนี้... พระเจ้าจอร์จทอดพระเนตรหนังสือพิมพ์ของพวกทิวทัน ซึ่งหยิบยกประเด็นที่คนเก่งด้านวิทยาศาสตร์อย่างโจต้องเข้ามาเป็นทหารและถูกส่งไปยังแนวหน้าในฐานะทหารช่าง มาใช้ล้อเลียนว่าบริทาเนียนั้นเต็มไปด้วยพวกโง่เขลา

พวกนั้นส่งคนที่มีความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นระดับนี้ไปแนวหน้า แทนที่จะเก็บตัวเขาไว้ในห้องทดลองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร? หรือชาวบริทาเนียเชื่อว่าสนามเพลาะที่เต็มไปด้วยโคลนตมและลวดหนามนั้น เหมาะแก่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากกว่าห้องทดลอง?

ในทางกลับกัน หากอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ในจักรวรรดิทิวทัน ต่อให้เขาเข้าร่วมกองทัพ เขาก็จะได้รับยศที่เหมาะสมทันที อย่างน้อยต้องเริ่มที่ยศร้อยตรี และได้รับมอบหมายหน้าที่ในตำแหน่งที่คู่ควรมากกว่านี้

ตัวอย่างเช่น บนเรือเหาะเซพเพลินที่เพิ่งไปทิ้งระเบิดลอนดอนมา อุปกรณ์เทคโนโลยีสูงเช่นนั้นย่อมเหมาะกับคนเก่งอย่างโจมากกว่า บางทีหากได้อยู่บนเรือเหาะ โจอาจจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

และการที่คนอย่างโจถูกส่งไปแนวหน้า ยังเป็นหลักข้อพิสูจน์ได้ว่าตอนนี้บริทาเนียไม่เหลือใครให้ใช้งานแล้ว ถึงขั้นตื่นตระหนกจนต้องส่งผู้มีความรู้ความสามารถไปอยู่หน่วยทหารช่าง

ชาวบริทาเนียยังใช้เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างในการโฆษณาชวนเชื่อเสียอีกด้วย

นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริทาเนียอาจเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ตอนนี้ผู้ที่ปกครองประเทศนี้คือกลุ่มคนสับปลับ สัตว์ป่า คนเถื่อน และพวกกาฝาก!

พวกเขาจะชนะสงครามได้อย่างไรภายใต้การปกครองของฝูงแมลงเหล่านั้น?!

ผ่านเหตุการณ์นี้ ใครก็ตามที่มีสามัญสำนึกเพียงเล็กน้อยย่อมมองเห็นได้อย่างง่ายดายว่า ชัยชนะของจักรวรรดิอยู่แค่เอื้อมแล้ว!

หลังจากทรงอ่านหนังสือพิมพ์จบ พระพักตร์ของพระเจ้าจอร์จก็มืดครึ้มลง และมีเพียงคำก่นด่านับพันประการที่กึกก้องอยู่ในพระทัย

แกมันก็แค่แปรงล้างส้วมแห่งเยอรมาเนีย ไอ้อันธพาลแห่งโฮเฮนโซลเลิร์น หัวปลาเค็มแห่งทะเลบอลติก คนล้างท่อระบายน้ำแห่งแม่น้ำไรน์ ตัวตลกแห่งยุโรป เด็กเลี้ยงม้าของซาตาน นายทวารแห่งนรก! แกเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิทิวทันอย่างนั้นหรือ? เหอะ! แกมันก็แค่สุนัขขี้เรื้อน เศษอาหารแห่งเวียนนา หนูท่อแห่งคอนสแตนติโนเปิล!

ฟรีดริช แกที่มีแขนสั้นยาวไม่เท่ากันจนขี่ม้ายังไม่ตรง กล้าดีอย่างไรมาสบประมาทข้า?!

โจ แฮร์ริสัน กำลังสู้เพื่อประเทศชาติ เขาเป็นคนที่มีเกียรติและจงรักภักดีราวกับอัศวินในยุคโบราณ แกกล้าแต่งเรื่องใส่ร้ายพวกเราขนาดนี้เชียวหรือ? มโนธรรมไม่มีเหลืออยู่เลยใช่ไหม?! กฎหมายบ้านเมืองไม่มีแล้วหรือ?! ไม่ได้การ! ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!

เซอร์คัมมิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เห็นพระพักตร์ของพระเจ้าจอร์จที่เริ่มหมองคล้ำลงเรื่อยๆ ราวกับเพิ่งทรงกลืนแมลงเข้าไป เขาอ้าปากค้างอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าควรจะกราบทูลดีหรือไม่ว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่ได้ถูกส่งกลับมาโดยสายลับในทิวทัน แต่ได้มาจากพวกไวกิ้งทางเหนือ

เพราะหากแม้แต่พวกไวกิ้งที่ดูเหมือนจะตัดขาดจากโลกภายนอกและเอาแต่ยกมือยอมแพ้เมื่อเจอปัญหา ยังตีพิมพ์ข่าวนี้ นั่นหมายความว่าพวกทิวทันได้กระจายเรื่องนี้ไปทั่วทวีปเก่าเรียบร้อยแล้ว

แม้ในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ เขาจะมีหน้าที่กราบทูลข้อมูลให้ทรงทราบอย่างครบถ้วน แต่เมื่อประเมินจากสีพระพักตร์และคำอุทานที่เพิ่งหลุดออกมาว่า "ไอ้พวกทิวทันบ้าอำนาจ! พวกมันไร้กฎหมายสิ้นดี!" ในฐานะเจ้าหน้าที่ข่าวกรองผู้เจนจัด เซอร์คัมมิ่งรู้สึกว่าเป็นการดีที่สุดที่จะไม่กราบทูลรายละเอียดให้ทรงทราบมากเกินไป

พระเจ้าจอร์จทรงวางหนังสือพิมพ์ลงแล้วหันไปมองเซอร์คัมมิ่งที่อยู่ข้างพระวรกาย

"เจ้าพวกสารเลวนี่กำลังใส่ร้ายพวกเราในหนังสือพิมพ์ แถมยังคาดคะเนการกระทำอันสูงส่งของโจด้วยเจตนาร้าย เจ้าคิดว่ามีทางใดที่เราจะตอบโต้พวกมันได้บ้างหรือไม่?"

เมื่อได้ยินคำถามของพระเจ้าจอร์จ เซอร์คัมมิ่งก็จมดิ่งลงสู่ความคิด

ในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง เซอร์คัมมิ่งย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสว่าตอบโต้นั้น แท้จริงแล้วคือความต้องการจะปั่นประสาทพวกทิวทันให้คลั่งตาย

อย่างไรเสีย เซอร์คัมมิ่งเองก็เคยได้ยินกิตติศัพท์การรบของโจมาบ้าง

เดิมทีการปั่นประสาทพวกทิวทันนั้นมีวิธีนับไม่ถ้วน แต่การจะปั่นประสาทให้ตรงจุดในเรื่องของโจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ในสถานการณ์เช่นนี้ การอธิบายนั้นไร้ประโยชน์ วิธีที่ดีที่สุดคือให้โจสั่งสอนพวกทิวทันในสนามรบอย่างสาสม แล้วจึงป่าวประกาศผลการรบนั้นออกไปให้กว้างขวาง

นี่ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกทิวทันต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียครั้งแรก แต่ยังต้องเจ็บปวดซ้ำสองเมื่อความตอแลของตนถูกเปิดโปง

การที่พวกทิวทันเจ็บปวดสองเท่า ย่อมหมายความว่าชาวบริทาเนียชนะสองต่อ แต่การทำเช่นนี้ก็มีความเสี่ยง หากโจโชคร้ายเสียชีวิตในสนามรบ ทุกอย่างจะกลายเป็นเครื่องยืนยันคำพูดของพวกทิวทันทันที

ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ในระดับสากลเลย

อย่าลืมว่าอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรในทวีปใหม่ ยังมีอเมริกาผู้มั่งคั่งและคึกคะนองคอยเฝ้าดูละครเรื่องนี้อยู่ตั้งแต่ต้นสงคราม แถมยังขายยุทโธปกรณ์ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ตั้งแต่เริ่มสงคราม เกือบทุกคนต่างเข้าใจดีว่าแม้เมริกาจะป่าวประกาศเรื่องความเป็นกลางและความยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงเจ้าพวกนั้นกำลังคิดเรื่องการกระโดดเข้าช่วยฝ่ายที่ชนะ แล้วชุบมือเปิบสถานะผู้พิชิตเพื่อสถาปนาระเบียบโลกใหม่หลังสงครามแน่นอน

แม้กรรมวิธีนี้จะดูไร้ยางอายไปบ้าง แต่หากเป็นเซอร์คัมมิ่ง เขาก็คงจะทำแบบเดียวกัน

คงไม่ดีแน่หากคนอเมริกันเชื่อคำโกหกพกลมของพวกทิวทันจนเกิดความระแวงต่อพันธมิตร

ทว่านอกจากวิธีนี้แล้ว ก็ยังไม่มีวิธีอื่นที่ดีพอจะปั่นประสาทพวกทิวทันได้ และถึงจะมี ก็คงไม่ทำให้ชนะสองต่อเหมือนแผนการนี้

ดังนั้น... ปล่อยให้โจลำบากขึ้นอีกนิด แล้วให้พระองค์เป็นคนรับหน้าแทนคงจะดีกว่า

หลังจากเซอร์คัมมิ่งวิเคราะห์วิธีที่จะ "ตอบโต้" พวกทิวทันตามสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟัง พระเจ้าจอร์จก็ทรงพยักพระพักตร์

"คัมมิ่ง สิ่งที่เจ้าพูดมามีเหตุผลมาก แต่เรื่องโจไม่ต้องกังวลไปหรอก เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งเข้าบัญชาการทหารร่วมสามสิบกว่านายในสนามเพลาะชั่วคราว แล้วจัดการพวกทิวทันไปได้ถึงสองกองร้อยในการโต้กลับ"

พระเจ้าจอร์จทรงหยิบรายงานที่เพิ่งอ่านค้างไว้ออกมา

"และตอนนี้จอมพลเฮกวางแผนจะย้ายเขาไปยังหน่วยลับของเรา เพื่อใช้ยุทโธปกรณ์ลับที่เพิ่งพัฒนาขึ้นมาโจมตีพวกทิวทันอย่างหนัก ข้ามีความเชื่อมั่นในตัวโจ เขาคือวีรบุรุษและสมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น หากเขาต้องการ ข้าก็จะปล่อยให้เขาไปสั่งสอนพวกทิวทันให้เข็ดหลาบ"

พระเจ้าจอร์จทรงหยิบปากกาบนโต๊ะใกล้ๆ แล้วลงพระปรมาภิไธยในรายงานนั้นอย่างรวดเร็ว

"เหรียญตราวิกตอเรียครอสอาจจะยังไกลเกินเอื้อมไปนิด แต่เหรียญบำเหน็จความชอบในหน้าที่นั้นเพียงพอให้เขาได้รับอีกครั้ง และเมื่อกระบวนการจัดตั้งเหรียญตราแห่งจักรวรรดิบริทาเนียเสร็จสมบูรณ์ โจจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับมัน"

พระเจ้าจอร์จทรงวางรายงานลง ทรงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วทอดพระเนตรภาพพอร์ตเทรตที่แขวนอยู่บนผนังห้องทรงอักษร ซึ่งเป็นภาพของบรรดาจักรพรรดิและนายกรัฐมนตรีผู้เลื่องชื่อในอดีตของบริทาเนีย

ทว่าในขณะนี้ เมื่อพระเจ้าจอร์จทอดพระเนตรภาพเหล่านั้น ในพระทัยกลับมีเพียงคำถามเดียว

ในบรรดาคนเหล่านี้ บรรพบุรุษท่านใดกันที่ทำให้ขั้นตอนมันยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้? พระองค์เพียงแค่ต้องการจัดตั้งเหรียญตราใหม่เพื่อมอบให้แก่ผู้ทำความดีที่ไม่ใช่การรบ และเงินรางวัลก็มาจากทรัพย์สินส่วนพระองค์เองด้วยซ้ำ เหตุใดจึงต้องผ่านกระบวนการที่ยาวนานเช่นนี้?

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองไปยังโจที่นั่งอยู่ในห้องมืด พันโทสารวัตรทหารก็เริ่มเหงื่อตก

ในฐานะผู้บังคับบัญชาสารวัตรทหาร พันโทผู้นี้เคยเห็นผู้คนถูกขังในห้องมืดมานับไม่ถ้วน แม้แต่พวกหัวแข็งที่สุด เมื่อรู้ว่าตนจะได้ออกไปจากที่นี่ ก็มักจะหุบปากและรีบเดินจากไปโดยเร็ว

แต่ตอนนี้ เมื่อเขาบอกโจว่าเรื่องจบลงแล้วและเขาสามารถไปได้ เขากลับเห็นความประหลาดใจและความอาลัยอาวรณ์ในดวงตาของโจ

เจ้าหมอนี่ถึงกับบอกว่า ตนเองทำผิดข้อหารวมกลุ่มดื่มสุราในที่สาธารณะ จะปล่อยไปง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร?

เขาคืออาชญากรตัวร้ายและควรได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว ต่อให้ไม่เด็ดขาด ก็ควรจะขังเขาไว้ให้นานกว่านี้อีกหน่อย ที่นี่อยู่สบายดีออก นายทหารทั้งสองท่านอย่าลำบากเลย กลับไปทางที่มาเถอะ

พูดจบ โจก็ก้มหน้าก้มตาแกะสลักบางอย่างบนพื้นห้องมืดต่อไป

และในจังหวะที่โจบอกว่าที่นี่อยู่สบาย พันโทสารวัตรทหารก็ได้เห็นกับตาว่ามีหนูตัวอ้วนพีวิ่งผ่านกองฟางเน่าๆ ตรงมุมห้องที่ใช้แทนฟูกที่นอน โดยที่มันไม่มีท่าทีเกรงกลัวมนุษย์เลยแม้แต่น้อย

หากเป็นในห้องสอบสวน หรือหากคนผู้นี้ออกจากห้องมืดไปแล้วและกำลังส่งเสียงโวยวาย พันโทสารวัตรทหารคงคิดว่าเจ้าหมอนี่กำลังทำตัวเป็นคนอกตัญญูและเรียกร้องความสนใจ

เขาคงจะจัดบทเรียนหนักๆ ให้เสียหน่อย เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมใครๆ ถึงเกลียดสารวัตรทหารแต่ก็ต้องยำเกรงกันหมด

แต่โจนั้นต่างออกไป เจ้าหมอนี่ดูเหมือนกำลังมีความสุขจริงๆ... จบกัน จบกันแน่ๆ หน่วยของเขาไม่เพียงแต่จับกุมวีรบุรุษสงครามที่อยู่ในสายพระเนตรของพระราชา แต่ยังทำให้เขาเสียสติไปแล้วด้วย

หากเรื่องนี้รั่วไหลออกไป เขาเองนั่นแหละที่จะต้องขึ้นศาลทหาร!

ไม่ได้! ข้าจะปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด ต่อให้เจ้าหมอนี่จะบ้า เขาก็ห้ามมาบ้าในห้องมืดของข้า

ต้องไล่เขาออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!

ด้วยความมุ่งมั่นราวกับกำลังบุกเข้าหาป้อมปืนกลของพวกทิวทัน พันโทสารวัตรทหารก้าวเข้าไปในห้องมืด

ครู่ต่อมา โจที่กำลังมึนงงและพลตรีพาร์คเกอร์ก็เดินออกมาจากค่ายสารวัตรทหารพร้อมกัน โจกำลังสงสัยว่าขั้นตอนการปล่อยตัวของสารวัตรทหารนั้นมันดูชุ่ยเกินไปหรือเปล่า

แถมท่าทีของพวกเขายังดีจนเกินไป แม้แต่พนักงานในบาร์ที่หรูหราที่สุดในลอนดอนก็ยังไม่มีกิริยาดีขนาดนี้

ด้านหนึ่งก็พร่ำบอกว่าการบังคับใช้กฎหมายของพวกเขานั้นตึงเกินไป สารวัตรทหารที่ผ่านการฝึกมาอย่างเร่งด่วนขาดประสบการณ์และทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ดังนั้นเจ้าพวกนี้จะต้องถูกตำหนิอย่างหนัก!

อีกด้านหนึ่ง ขณะที่กำลังขอโทษขอโพยเขา ก็ลากตัวเขาออกมาจากห้องมืด พลางชื่นชมวีรกรรมอันกล้าหาญในสนามรบของเขาไปตลอดทาง

ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนสารวัตรทหารที่ปล่อยตัวทหารออกจากห้องมืดอีกต่อไป แต่มันเหมือนพวกหญิงบริการเฉพาะทางที่หลังจากหมดเวลาแล้ว ก็พร่ำพูดคำหวานอย่าง "คุณเก่งมากเลยค่ะ" "คุณคือชายที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา" "คราวหน้าต้องมาอีกนะจ๊ะ ฉันจะรอ" พร้อมกับลากตัวคนออกมาประหนึ่งกลัวว่าคนผู้นั้นจะอยู่ในห้องต่ออีกเพียงวินาทีเดียว

และหากดูจากอินทรธนู คนที่เพิ่งเข้ามาจัดการเรื่องนี้คือถึงขั้นยศพันโทของสารวัตรทหาร

ยศพันโทลงมาทำเรื่องแบบนี้กับเขาด้วยตัวเอง เหตุผลเบื้องหลังนั้นทำให้โจงงงวยอย่างถึงที่สุด

แม้เขาจะได้รับเหรียญตราและได้ลงหนังสือพิมพ์ แต่นี่มันดูจะเกินจริงไปหน่อย

ขณะที่โจยืนอยู่หน้าค่ายสารวัตรทหารด้วยความมึนตึ้บ พลตรีพาร์คเกอร์ที่มองดูโจอยู่ก็เริ่มรู้สึกปวดหัวเช่นกัน

การมีวีรบุรุษสงครามอยู่ในหน่วยย่อมเป็นเรื่องดี เพราะมันจะทำให้เขามีความมั่นใจในการขอทรัพยากรจากเบื้องบนมากขึ้น และเขาอาจจะได้พื้นที่เล็กๆ ในหนังสือพิมพ์เหมือนครั้งก่อน

ทว่า วีรบุรุษสงครามที่จิตใจไม่ปกติ... หรือพูดตรงๆ คือดูเหมือนจะเสียสติไปแล้วมาปรากฏตัวในหน่วยของเขา ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

หากเป็นพลทหารธรรมดาก็คงไม่เป็นไร การตายของพวกนั้นคงไม่ได้ลงแม้แต่ในคอลัมน์ข่าวอาลัยรักด้วยซ้ำ

แต่การตายของคนที่ได้รับเหรียญตราขั้นสูงและอยู่ในความทรงจำของพระเจ้าจอร์จ ย่อมต้องมีการลงประกาศอย่างสมเกียรติแน่นอน

ถึงตอนนั้น หากพวกนักข่าวขุดคุ้ยลงไป พวกเขาจะต้องโยนความผิดทั้งหมดมาที่เขาแน่ๆ

การจะถอนเรื่องการมอบเหรียญและการเลื่อนยศในตอนนี้คงสายเกินไปแล้ว นอกจากนั้น จะมีวิธีไหนอีกที่จะทำให้เขาไม่ต้องเดือดร้อนจากเจ้าคนบ้าคนนี้?

หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง พลตรีพาร์คเกอร์ก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมได้

เจ้าหนุ่มนี่กำลังจะได้รับการเลื่อนยศไม่ใช่หรือ? การเลื่อนยศหมายถึงการถูกย้ายออกจากหน่วยเดิมเป็นการชั่วคราว และเมื่อเขากลับมาหลังเสร็จสิ้นการฝึก เขาก็แค่บอกว่าหน่วยเต็มแล้วและไม่ต้องการคนเพิ่ม เพียงเท่านี้เรื่องก็จบใช่ไหม?

ส่วนในช่วงเวลาที่รอการแจ้งเลื่อนยศ... พลตรีพาร์คเกอร์ตบบ่าโจเบาๆ

"ไอ้ลูกชาย เจ้าทำผลงานได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา ถึงเวลาต้องพักผ่อนเสียหน่อยแล้ว ข้าจะเขียนใบลาให้เจ้า เจ้าควรไปปารีสสักพักเพื่อผ่อนคลายนะ"

"หา?"

เมื่อถือใบลาที่ลงลายมือชื่อโดยพลตรีพาร์คเกอร์ โจยืนอยู่บนถนนด้วยความรู้สึกเหมือนฝันไป ไม่มีความเป็นจริงเอาเสียเลย

เหตุการณ์ในช่วงนี้ช่างมหัศจรรย์เกินไปสำหรับโจ จนเขาเริ่มสงสัยว่านี่คือความฝันที่เขามีในห้องมืดหรือเปล่า

โจหยิกต้นขาตัวเอง มันเจ็บ แสดงว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

เขายกมือขึ้นเกาหัว ไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องราวมันกลับตาลปัตรมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

ผู้บัญชาการกองพลของเขาว่างมากหรืออย่างไร? ถึงขั้นมารับตัวเขาออกไปด้วยตัวเอง แถมยังอนุมัติให้เขาไปปารีสอีก

การไปปารีสนั้นเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่เรื่องบทลงโทษจากการละเมิดวินัยทหารล่ะ?

แล้วเรื่องการลาออกจากกองทัพที่เคยรับปากไว้ล่ะ?

เขาเกือบจะคำนวณค่าพารามิเตอร์การปั๊มโลหะสำหรับหูห่วงเปิดกระป๋องเสร็จแล้ว กองทัพคงไม่คิดจะรั้งตัวเขาไว้ในหน่วยต่อหรอกใช่ไหม?

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ท่ามกลางถนนในกอลช่วงฤดูร้อน โจตกอยู่ในสภาวะสับสนงุนงง

อย่างไรก็ตาม ความสับสนนั้นอยู่ได้ไม่นาน โจตบหน้าตัวเองเบาๆ

ปารีสสินะ โอ้ว เขาจะได้ไปปารีสแล้ว เขาได้ยินมาว่าหญิงสาวแห่งกอลนั้นร้อนแรงและเปิดเผยมาก โดยเฉพาะกับชายต่างชาติด้วยแล้ว อืม เขาคงต้องไป "ประเมิน" พวกเธอให้ดีเสียหน่อย

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโจ ขณะที่เขากำลังก้าวเท้าออกไป เขาก็ได้ยินใครบางคนตะโกนเรียกชื่อเขาจากด้านข้าง

"คุณคือโจ โจ แฮร์ริสัน ใช่ไหม?"

เมื่อได้ยินเสียง โจหันไปตามที่มา ทหารสื่อสารที่โชกไปด้วยเหงื่อ ในชุดยูนิฟอร์มมอมแมม พร้อมกระเป๋าสะพายข้างและหมวกทหารที่สกปรกไม่แพ้กัน ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

โจพยักหน้า

"ใช่ ผมโจเอง มีอะไรหรือ?"

"คุณมีจดหมาย"

ทหารสื่อสารหยิบซองเอกสารขนาดใหญ่ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้โจ

"ขอบคุณ"

โจกล่าวขอบคุณทหารสื่อสาร รับจดหมายปึกหนานั้นมาแล้วก้มลงมอง

"กองบัญชาการกองกำลังโพ้นทะเล?!!"

จบบทที่ บทที่ 12 ความฝันในห้องมืด

คัดลอกลิงก์แล้ว